สวัสดีค่ะ พี่สาวเสวี่ย
ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จู่ ๆ ก็มีเสียงทักอย่างร่าเริงดังขึ้นจากด้านนอก
“พี่เฟิง! โทษทีครับ มาช้าไปหน่อย!”
ทุกคนหันไปตามเสียง ก็เห็นชายรูปร่างอ้วนกลมคนหนึ่งในชุดสูท อาร์มานี่ เดินเข้ามาพร้อมกับพนมมือขอโทษอย่างนอบน้อม แล้วด้านนอก ก็มีสาวสวยยืนเรียงรายกันอยู่ราวสิบกว่าคน
บางคนมองเข้ามา ส่วนบางคนก็ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์
“ไอ้เวร มาช้ารู้ตัวด้วยนะ ฉันรอนายจัด ‘อาหาร’ อยู่เลย ลงโทษสามแก้ว แล้วรีบจัดมาเลย!”
คำว่า “อาหาร” ในที่นี้ก็เป็นสำนวนเฉพาะในวงการ
เสิ่นหลินเข้าใจดีว่าบางธุรกิจมาร์เก็ตติ้งหรือกึ่งสีเทานั้น มักมีสาว ๆ อยู่ในมือเยอะ และสาว ๆ เหล่านั้นก็เป็นต้นทุนของเขา
อาหาร ในที่นี้ก็หมายถึงการส่งสาว ๆ มาเสิร์ฟความสนุกนั่นเอง!
จังหวะนั้นเอง จางฮ่าวก็พูดกับเสิ่นหลินเบา ๆ
“เจ้าตุ้ยนุ้ยนี่แหละ หูหลง ถึงเขาจะไม่ได้มีอิทธิพลมากนัก แต่หาวิธีสร้างตัวในหางโจวได้เฉียบขาดมาก คนในวงการไหน ๆ ก็อยากเล่นกับเขาทั้งนั้น ไม่มีทางเลือกหรอก เพราะหมอนี่ ‘มีของ’ เยอะ!”
“แม้วงการระดับสูงจะไม่เล่นของพรรค์นั้นโดยตรง แต่ใครบ้างล่ะที่ไม่มีงานสังสรรค์ หรือต้องเข้าสังคมบ้าง นายว่าไหม?”
เสิ่นหลินพยักหน้ารับ ขณะที่หูหลงเองก็พนมมือพร้อมพูดขึ้น
“โอเค ๆ ๆ ได้เลย ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับฉันแล้วกัน!”
ว่าแล้วก็รินเหล้าใส่แก้วตัวเองสามแก้วแบบเต็ม ๆ ก่อนจะกระดกลงอย่างไม่ลังเล
“ไม่เลวแฮะ เป็นคนตรงไปตรงมาดี เอาล่ะ ฉันแนะนำให้นายรู้จักพี่ชายคนใหม่ของฉันเสิ่น…”
ถังเฟิงกำลังจะพูดแนะนำเสิ่นหลินให้หูหลงรู้จัก พลางชี้ไปทางเขาด้วยรอยยิ้ม
หูหลงกับเสิ่นหลินสบตากันทันที แล้วหูหลงก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ เพราะเขาไม่คิดเลยว่า คุณชายที่เจอในตอนเช้าจะรู้จักกับพวกถังเฟิงด้วย
เขากำลังจะเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม
แต่เสิ่นหลินกลับชิงพูดขึ้นก่อนด้วยท่าทางยิ้มแย้มราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“นานแล้วนะ พี่หู”
พูดพลางกระพริบตาหนึ่งครั้ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หูหลงเห็นท่าทีของเสิ่นหลิน บวกกับเห็นจีมู่เสวี่ยที่นอนซบอยู่ในอ้อมแขนเขา แม้เสิ่นหลินจะไม่ใส่ใจท่าทีของจีมู่เสวี่ยเท่าไร แต่ก็ยังรักษาภาพลักษณ์ไว้
หูหลงเข้าใจทันที
“คุณหลินพูดแบบนี้ได้ยังไงกันครับ คุณเองก็งานล้นมืออยู่แล้ว จะให้มานั่งเล่นกับพวกเราทุกวันก็คงไม่ได้หรอก”
“เดี๋ยว ๆ ๆ หูหลง!”
เสียงขัดขึ้นมาทันที “นายรู้จักเสิ่นหลินด้วยเหรอ?”
ถังเฟิงที่เพิ่งตั้งใจจะแนะนำเสิ่นหลินให้รู้จักกับทุกคนถึงกับหันขวับมามองอย่างตกใจ
หูหลงรีบตอบโดยไม่รอให้ใครซักซ้ำ
“ใช่ครับพี่ถัง คุณหลินเป็นเจ้าของบ้านในโครงการกวานหยุนเฉียนถัง ผมมีร้านอยู่ที่นั่นแห่งหนึ่ง รู้จักกันไม่แปลกหรอกครับ!”
“แค่ไม่คิดว่าจะรู้จักพวกพี่ด้วยนี่แหละ”
พูดจบ ยังไม่ทันให้ถังเฟิงตอบอะไร หูหลงก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“พี่ถัง เริ่ม ‘เสิร์ฟอาหาร’ ได้หรือยังครับ? ให้สาว ๆ เข้ามาก่อนไหม? เดี๋ยวยังมีมาเพิ่มอีก”
ถังเฟิงพยักหน้า หูหลงก็รีบตบมือให้สาว ๆ ที่ด้านนอกให้เข้าได้
ไม่นานนัก สาว ๆ ก็เดินเรียงแถวเข้าม
รวมทั้งหมด 10 คน
หลังจากทุกคนเข้ามายืนเรียงแถวเรียบร้อย หูหลงก็หันไปพูดกับพวกเธอ
“มายืนเฉย ๆ กันทำไม? ทักทายสิ!”
เมื่อเขาพูดจบ สาว ๆ หน้าตาดีแต่ละคนก็กล่าวทักทายอย่างพร้อมเพรียง
“สวัสดีค่ะพี่ ๆ!”
จากนั้น หูหลงก็เริ่มแนะนำทีละคน
“คนนี้พี่ถัง!”
“สวัสดีค่ะพี่ถัง!”
“คนนี้คุณชายติง!”
“สวัสดีค่ะพี่ติง!”
“คนนี้คุณชายจาง!”
“สวัสดีค่ะพี่จาง!”
“คนนี้คุณหลิน!”
“สวัสดีค่ะพี่หลิน!”
หลังจากแนะนำครบ หูหลงก็หันมาถามเสิ่นหลินกับจางฮ่าว
“พี่หลิน พี่จาง แล้วสองคนนี้ล่ะครับ?”
ได้ยินคำถามนี้ เสิ่นหลินกับจางฮ่าวก็หันไปมองสาวข้างกายตัวเอง
จีมู่เสวี่ยกับเสี่ยวชูกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น รปภ. ด้านนอกก็เดินเข้ามา
“ขอโทษครับ แขกผู้มีเกียรติ มีหญิงสาวคนหนึ่งบอกว่าเธอมาที่นี่ด้วย จะให้พาเข้ามาไหมครับ?”
ได้ยินอย่างนั้น หูหลงหันไปมองตาม รปภ. ทันที คนอื่น ๆ ก็หันไปมองด้วย
วินาทีถัดมา ดวงตาของจีมู่เสวี่ยก็เบิกโพลง
เพราะเธอเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยจนแทบลืมไม่ลง
ถ้าไม่ใช่โจวหรูถง เพื่อนสนิทของจีมู่เสวี่ย แล้วจะเป็นใครไปได้อีก?
ตอนนั้นเอง โจวหรูถงก็กำลังมองเข้าไปในอย่างสงสัย เพราะแสงไฟสลัว ๆ ทำให้เธอยังไม่เห็นใบหน้าของจีมู่เสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างใน
เมื่อหูหลงเห็นโจวหรูถง เขาก็พูดกับเสิ่นหลินและคนอื่นทันที
“ขออภัยนะพี่ ๆ คนนี้เป็นเพื่อนของผมเอง”
“พอดีวันนี้เธอว่าง เลยชวนมาแจมด้วย”
ทุกคนหันไปมองตามคำพูดของหูหลง
ถังเฟิงพยักหน้าให้เป็นสัญญาณว่าโอเค
หูหลงจึงหันไปสั่งรปภ
“ให้เธอเข้ามาได้เลย”
ไม่นาน โจวหรูถงก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นหูหลง
“คุณหู ขอโทษค่ะ มาช้าไปหน่อย”
หูหลงมองเธอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เดี๋ยวค่อยดื่มลงโทษสามแก้วนะ ว่าแต่เดี๋ยวแนะนำให้รู้จักก่อน”
“นี่คุณถัง คุณติง คุณจาง แล้วก็นี่คุณหลิน!”
หูหลงชี้แนะนำไปทีละคน โจวหรูถงยิ้มทักทายอย่างมีมารยาท
แต่ทันทีที่เธอเห็นเสิ่นหลิน ดวงตาก็เบิกโพลง เพราะเธอมองเห็นว่าผู้หญิงที่อยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นหลินไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเพื่อนสนิทของเธอเองจีมู่เสวี่ย
ทั้งสองสบตากัน
แต่ไม่นานนัก โจวหรูถงก็รีบเก็บสีหน้า แสร้งทำเหมือนไม่รู้จัก แล้วหันมาทักเสิ่นหลิน
“คุณหลิน สวัสดีค่ะ!”
เสิ่นหลินพยักหน้ารับ แต่ก็จ้องมองโจวหรูถงอยู่
เมื่อครู่นี้ตอนที่เธอกับจีมู่เสวี่ยสบตากัน เขาเห็นแววตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
พูดอีกอย่างก็คือสองคนนี้ต้องรู้จักกันแน่
แต่เสิ่นหลินก็ยังไม่ถามอะไร เพราะในตอนนั้น หูหลงหันมาถามจีมู่เสวี่ยกับเสี่ยวชูอีกครั้ง
“เรียกชื่อกันว่าอะไรดีครับ?”
เสี่ยวชูเป็นคนตอบก่อน
“เรียกฉันว่าเสี่ยวชูก็ได้ค่ะ”
จีมู่เสวี่ยมองหูหลงด้วยท่าทีสงบ แล้วพูดว่า
“เรียกฉันว่าเสี่ยวเสวี่ยก็พอค่ะ”
ได้ยินแบบนั้น หูหลงก็ยิ้มพอใจ ก่อนจะหันไปมองกลุ่มสาว ๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลัง พร้อมกับโจวหรูถงแล้วพูดขึ้นว่า
“มายืนเฉย ๆ กันทำไมล่ะ? ทักทายสิ!”
แม้พวกสาว ๆ จะรู้สึกอิจฉาเสี่ยวชูกับจีมู่เสวี่ยในใจ แต่ก็ยังยิ้มออกมาอย่างมีมารยาทแล้วกล่าวทักทาย
“สวัสดีค่ะพี่ชู!”
“สวัสดีค่ะพี่เสวี่ย!”
ในขณะนั้นเอง โจวหรูถงกลับนิ่งไปเล็กน้อย
เธอมองจีมู่เสวี่ยด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
ภายในใจรู้สึกผิดหวังจนบอกไม่ถูก
เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน เธอยังพูดอยู่เลยว่า ‘พี่ชายของจีมู่เสวี่ยไม่ดีหรอก หูหลงก็เก่งกว่าเยอะ’
แต่ในชั่วพริบตา กลับมาเจอกันในบาร์แบบนี้
เธอแค่คนที่ถูกเรียกมา สร้างบรรยากาศ แต่เพื่อนสนิทกลับกลายเป็นผู้หญิงของคุณชาย
แถมเธอยังต้องเรียกอีกฝ่ายว่าพี่
และดูจากท่าทางของหูหลงแล้ว คนหนุ่มทั้งสี่คนนี้ชัดเจนเลยว่า ‘ตัวใหญ่’ กว่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้ โจวหรูถงก็รู้สึกเหมือนกลืนอะไรบางอย่างที่ขมขื่นลงคอไป
“ทำไมล่ะ? ไม่คิดจะทักเลยหรือไง?”
หูหลงเห็นว่าเธอไม่ยอมทัก สีหน้าก็เริ่มมืดลง
โจวหรูถงรีบพูดขึ้นทันที
“สวัสดีค่ะพี่ชู!”
จากนั้นเธอก็มองเพื่อนสนิทของเธอด้วยความรู้สึกอึดอัดเต็มที่
เพราะก่อนหน้านี้เธอยังโกหกจีมู่เสวี่ยอยู่เลย ว่าตัวเองแค่เล่น ๆ กับหูหลง แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้
แค่ใครตาก็รู้ว่าเธอเป็นลูกน้องหูหลงเต็มตัว
เมื่อคำโกหกถูกเปิดโปงต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นซับซ้อนเกินบรรยาย
โจวหรูถงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เธอมองจีมู่เสวี่ยอย่างไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายก็ต้องฝืนใจพูดออกไปว่า
“พี่เสวี่ยสวัสดีค่ะ”