วันธรรมดาแสนธรรมดา (ฟรี)
เสิ่นหลินขับเบนท์ลี่ย์ คอนติเนนตัล จีที นำหน้าคณะของถงจิ่งเฉิง มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารส่วนตัวริมแม่น้ำ
ทันทีที่จอดรถ เสิ่นหลินก็เห็นเซี่ยเหร่า ยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
เขาพาถงจิ่งเฉิงกับคนอื่น ๆ เดินตามกันมาจนถึงทางเข้า
เซี่ยเหร่ายิ้มออกมาต้อนรับทันที
“เสิ่นหลิน ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะ นึกว่าจะลืมพี่ไปแล้วซะอีก”
เสิ่นหลินยิ้มตอบอย่างสนิทสนม
“ใครจะกล้าลืมพี่ได้ล่ะครับ พี่ยังสวยเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย วันนี้พาเพื่อน ๆ มาทานข้าวด้วยกันนิดหน่อยครับ”
ทั้งสองต่างพูดคุยกันด้วยท่าทีเป็นกันเอง โดยไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องของฟางหยวนแม้แต่น้อย
“พี่จัดห้องไว้ให้เรียบร้อยแล้วนะ พอดีวันนี้มีเมนูใหม่ด้วย วัตถุดิบสด ๆ ส่งตรงจากนิวซีแลนด์เลย นายต้องลองชิมแล้วบอกพี่หน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง”
เซี่ยเหร่าเชิญเสิ่นหลินกับเพื่อน ๆ เข้าไปในห้องส่วนตัว เสิ่นหลินพยักหน้าแล้วยิ้มตอบ
“มาถูกวันจริง ๆ ด้วยสิครับ”
เซี่ยเหร่ายิ้มขำก่อนพูดต่อ
“พี่ก็ว่างั้น ตอนเดินออกจากบ้านเช้านี้ได้ยินเสียงนกกางเขนร้อง พี่ก็รู้เลยว่าวันนี้ต้องเจอคนสำคัญแน่ ๆ”
เมื่อทั้งหมดเข้ามาในห้องส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเหร่าหันมาบอกเสิ่นหลินด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“โอเค งั้นตามสบายเลยนะ คุยเล่นกันให้สนุก”
เสิ่นหลินยิ้มรับ
“ขอบคุณครับพี่ นี่แค่มาทานข้าวชิล ๆ”
“งั้นพี่ไม่รบกวนแล้วนะ เชิญตามสบายเลย”
พูดจบ เซี่ยเหร่าก็ยิ้มพลางเดินออกจากห้อง ปล่อยให้น้องชายและแขกพูดคุยกันตามอัธยาศัย
ตอนนั้นเอง เคอหย่งก็หัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า
“วันนี้ต้องขอบคุณคุณชายหลินจริง ๆ ปกติผมนัดที่นี่ไม่ได้เลยนะ”
“พี่หย่ง ที่นี่ดีขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
ถงจิ่งเฉิงถามขึ้นด้วยความสงสัย
เคอหย่งหันไปมองเขาแล้วยิ้มตอบ
“อย่ามองข้ามร้านพี่สาวเหร่านะ ทั้งเมืองหางโจว คนใหญ่คนโตจองกันทุกวัน แม้แต่นายกเทศมนตรีหรือคนจากคณะกรรมการพรรคยังอาจไม่ได้คิวเลย”
พอได้ยินแบบนั้น หลี่อี้โก่วกับถงจิ่งเฉิงก็หันไปมองหน้ากัน
ขนาดนั้นเลย?
แต่ทุกคนก็เริ่มรู้สึกอยากรู้มากขึ้นว่าเสิ่นหลินเป็นใครกันแน่ ทว่าไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา
เพราะต่างก็รู้กาลเทศะดี
เสิ่นหลินโบกมือเบา ๆ
“กลางวันแบบนี้ ดื่มกันสักหน่อยดีไหม?”
เสิ่นหลินมองพวกเขาแล้วยิ้มถาม
“ทุกอย่างให้คุณชายหลินจัดการเลยครับ!”
หลี่อี้โก่วตอบพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นแบบนั้น เสิ่นหลินก็เรียกพนักงานทันที
“ขอ แกรนด์ ครู มงราชเช่”
“ได้เลยค่ะ คุณชายหลิน!”
พนักงานรับคำแล้วเดินออกไป หลี่อี้โก่วถึงกับตะลึง รีบพูดขึ้นว่า
“คุณชายหลิน แบบนี้ไม่ได้หรอกครับ ดื่มอะไรธรรมดาก็พอ อันนี้มันแพงเกินไปแล้ว!”
เขารู้สึกตะลึงกับความเอื้อเฟื้อของเสิ่นหลินอย่างแท้จริง แม้ตัวเขาเองจะไม่ใช่คนจน แต่การจะดื่มไวน์คุณภาพขนาดนี้ตั้งแต่พบกันครั้งแรกก็ยังรู้สึกเกรงใจอยู่ดี
ถงจิ่งเฉิงก็ทำท่าจะพูด แต่เคอหย่งก็เอ่ยขึ้นก่อนว่า
“พอแล้วน่า อี้โก่ว เรื่องแค่นี้สำหรับคุณชายหลินมันธรรมดา เมื่อคราวก่อนเราไปที่ คาราโอเกะ คุณชายหลินหมดไปสองล้านกว่าภายในคืนเดียว”
ถ้าเป็นครั้งแรกที่เจอเสิ่นหลิน เขาเองก็คงจะรู้สึกเกรงใจเหมือนกัน
แต่พอเจอกันบ่อยเข้าก็รู้ว่าความใจป้ำระดับนี้คือ มาตรฐาน ของเสิ่นหลินจริง ๆ
พอฟังดังนั้น หลี่อี้โก่วกับถงจิ่งเฉิงก็มองหน้ากัน ก่อนจะยิ้มแหย ๆ แล้วพยักหน้าอย่างจนคำจะพูด
ไม่นาน อาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ทุกจานล้วนหน้าตาน่ากินและรสชาติเยี่ยม
เสิ่นหลินให้พนักงานรินไวน์ที่แช่ไว้จนได้ที่ แล้วหยิบแก้วขึ้น
“ดีใจที่ได้รู้จักพวกนายนะ ต่อไปก็มาเที่ยวด้วยกันบ่อย ๆ ฉันไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร ถ้าเที่ยวด้วยกันได้ก็เที่ยว ถ้าไม่ก็แยกย้าย ไม่มีปัญหา”
“คุณชายหลินพูดได้ดีจริง ๆ!”
“ใช่เลย ๆ!”
ถงจิ่งเฉิงกับหลี่อี้โก่วยิ้มตอบ ก่อนจะยกแก้วชนกันแล้วดื่ม
จากนั้นเสิ่นหลินก็หันไปมองถงจิ่งเฉิง พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“คราวหน้า ฉันจะแวะไปที่บาร์นาย หาเด็กสักสองสามคน”
“ฮ่า ๆ ๆ ดูท่าว่าคุณชายหลินก็สายเดียวกันเลยนะครับ! แค่บอกคำเดียว ผมไปอยู่เป็นเพื่อนถึงที่แน่นอน!”
ถงจิ่งเฉิงหัวเราะตอบ
“ว่าแต่ อี้โก่ว คราวหน้าถ้าฉันไปหรงเฉิง จะไปหานายนะ”
เสิ่นหลินพูดพลางยกแก้ว มองหลี่อี้โก่วแล้วยิ้ม
“แน่นอนครับ ขอแค่คุณชายหลินไป ผมยินดีต้อนรับเต็มที่”
ทั้งสองคนยกแก้วชนกันในอากาศ
หลังจากคุยกันสักพัก ทุกคนก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความเป็นกันเอง
หลังมื้ออาหาร เสิ่นหลินดูเวลาแล้วพูดขึ้น
“บ่ายนี้ฉันมีธุระ ไม่อย่างนั้นคงได้ไปต่อคืนนี้ เอาไว้คราวหน้านะ”
“ไม่เป็นไรเลยครับ คุณชายหลิน งานมาก่อนอยู่แล้ว ติดต่อมาเมื่อไหร่ก็ได้!”
“พวกเราก็อยู่หางโจวเหมือนกัน โทรมาเมื่อไหร่ก็พร้อมไปทันที!”
ถงจิ่งเฉิงเองก็เริ่มรู้สึกชื่นชอบเสิ่นหลินอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยจากที่เขาเคยเจอพวกทายาทรุ่นสอง เสิ่นหลินนับว่าเป็นคนที่ไม่เย่อหยิ่งเลยแม้แต่นิดเดียว กลับดูเป็นกันเองอย่างมาก
เสิ่นหลินยิ้มพยักหน้า
หลังจากส่งทั้งสามคนขึ้นรถกลับไป เสิ่นหลินกำลังจะเดินออกจากร้าน ทันใดนั้นเซี่ยเหร่าก็เดินเข้ามาพร้อมถือกล่องของขวัญสองกล่องในมือ
“เสิ่นหลิน รอก่อน”
“หืม?”
เสิ่นหลินหันมามองเธอด้วยความแปลกใจ
เซี่ยเหร่ายิ้ม แล้วเรียกให้ลูกน้องช่วยเอากล่องของขวัญสองกล่องไปใส่ไว้ในรถของเสิ่นหลิน ก่อนจะพูดขึ้น
“ขอบคุณเรื่องที่ช่วยจัดการเรื่องของฟางหยวนคราวที่แล้วนะ นี่เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพวกเรา ไม่ใช่ของมีราคาหรอก แค่ไวน์ดี ๆ ไม่กี่ขวด รู้ว่านายชอบดื่มก็เลยเลือกมาให้”
“พี่สาว พวกเราเป็นคนกันเอง จะว่าไปแล้ว ผมต่างหากที่ควรขอบคุณ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ ตอนนี้ผมก็คงยังเป็นเด็กกำพร้าอยู่เลย”
พอได้ยินแบบนั้น เซี่ยเหร่าก็ยกมือปิดปากหัวเราะ ก่อนจะตบไหล่เขาเบา ๆ
“ดูพูดเข้า พวกเราก็คนกันเอง อย่าทำให้ลำบากใจกันเลย”
“พี่สาว นี่พี่ให้ผมเยอะไปแล้วนะ เดี๋ยวคราวหน้าผมไม่กล้ามากินข้าวอีกแน่เลย”
“พูดอะไรแบบนั้นล่ะ ถือว่าเป็นความห่วงใยจากผู้ใหญ่ก็แล้วกัน อีกอย่าง ฉันรู้ว่านายอยู่หางโจวคนเดียว ถ้าวันไหนไม่ได้ทำอาหารเองก็ส่งข้อความมาบอกเลยนะ มากินที่ร้านได้ตลอด ฉันจะเก็บห้องส่วนตัวไว้ให้เสมอ”
ได้ยินอย่างนั้น เสิ่นหลินก็รีบประสานมือคารวะทันที
“พี่สาว ขอบคุณมากครับ แต่ต่อไปผมคงไม่กล้ารบกวนอีกแล้ว”
“มารบกวนอะไรกัน มาได้เรื่อย ๆ เลย แล้วนี่จะไปไหนต่อเหรอ? ดื่มมาแล้วไม่ใช่เหรอ อย่าขับรถเลย เดี๋ยวฉันให้คนขับไปส่ง”
เซี่ยเหร่าดูแลเสิ่นหลินเหมือนน้องชายแท้ ๆ ไม่ต่างจากคนในครอบครัว
“ผมว่าจะไปคลับหน่อยครับ ไม่ได้แวะไปนานแล้ว”
“งั้นดีเลย เดี๋ยวฉันให้คนขับพาไป”
“ขอบคุณครับ พี่สาว”
“ก็บอกแล้วว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะขอบคุณอะไรอีกล่ะ? เรื่องแค่นี้เอง ธรรมดาจะตายไป วันหลังแวะมากินข้าวบ่อย ๆ ก็แล้วกัน”
เซี่ยเหร่าตบไหล่เขาเบา ๆ ส่วนเสิ่นหลินก็พยักหน้ารับ
หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย เสิ่นหลินก็นั่งประจำที่เบาะข้างคนขับในเบนท์ลี่ย์ แล้วให้คนขับของเซี่ยเหร่าพาไปที่คลับทันที
……
วันนี้ในคลับมีคนไม่น้อยเลยทีเดียว และเมื่อเสิ่นหลินมาถึง เขาก็เห็นติงรุ่ยยืนอยู่ด้วย
“พี่รุ่ย วันนี้ร้านคนเยอะเหรอ?”
เสิ่นหลินเดินเข้าไปทักพร้อมรอยยิ้ม
“ช่วงพีคมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้เริ่มโล่งละ แล้ววันนี้นายมาทำไม? จะมาซ้อมขับรถเหรอ?”
ติงรุ่ยมองเสิ่นหลินแล้วยิ้มถาม
“ก็พอดีช่วงบ่ายว่าง ๆ เบื่อ ๆ น่ะครับ เลยแวะมา แล้วติงซินล่ะ?”
“หมอนั่นเหรอ กำลังยุ่งกับนัดบอดอยู่”
พรวด!
เสิ่นหลินถึงกับหลุดหัวเราะทันที พอจินตนาการถึงภาพติงซินนัดบอดก็แทบจะกลั้นไม่อยู่
“รถนายอยู่ไหน?”
ติงรุ่ยถามขึ้น พลางเหลือบมองเบนท์ลี่ย์คันใหม่ของเสิ่นหลิน
เคอหย่งได้ให้รถยกไปรับเฟอร์รารีของเสิ่นหลินไว้เรียบร้อยแล้ว เขาจึงตอบว่า
“ใกล้มาถึงแล้ว พอดีเพิ่งไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ มา เดี๋ยวรถมาถึงแล้วจะลงไปขับเล่นในสนามหน่อย”