ออกทะเลตกปลา (ฟรี)

เมื่อเห็นสีหน้าของเสิ่นหลินที่เปลี่ยนไปในพริบตา ถังเจียเฉิงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา

แล้วทำไมเขาต้องบอกหมอนั่นด้วยว่าข้างในมีผู้หญิง?

เขาส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะขึ้นรถแอสตันมาร์ตินของตัวเอง

ไม่นาน รถสามคันก็แล่นออกจากหน้าโรงแรมต่อกันเป็นขบวน

ระหว่างขับอยู่บนถนน เสิ่นหลินจงใจลดความเร็วลง ปล่อยให้ลัมโบร์กีนีคันหรูล้ำหน้าขึ้นไป เขาอยากเห็นเต็มตาว่าใครอยู่ในรถกันแน่

แต่กระจกก็ทึบสนิท มืดจนแม้แต่นกตัวหนึ่งยังมองไม่เห็น!

เสิ่นหลินได้แต่ถอนใจอย่างจนใจ แล้วขับรถตามถังเจียเฉิงมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ

เมื่อมาถึงที่หมาย เสิ่นหลินถึงกับชะงัก

โอ้โห ที่นี่มันไม่ใช่ท่าเรือที่พวกเราจัดปาร์ตี้เรือยอชต์คราวก่อนไปเหรอ?

วงสังคมของทายาทรุ่นสองนี่ก็วนเวียนกันอยู่แค่นี้จริง ๆ

เสิ่นหลินเพิ่งจอดรถได้ไม่นาน รถเฟอร์รารี่สีแดงกับโรลส์รอยซ์สีชมพูก็จอดตามมาข้าง ๆ กัน

เขาเปิดประตูลงจากรถ แล้วก็เห็นอาจารย์หวังลงมาพร้อมผู้หญิงสามคน ส่วนฉินเฟิงก็ลงมากับสาวคนหนึ่งเช่นกัน

แต่พอเสิ่นหลินเห็นผู้หญิงกลุ่มนั้น เขาก็ถึงกับอึ้ง

ให้ตายสิ พวกเธอเป็นคนดังทั้งนั้นเลย

สาวสามคนที่ลงมาจากรถของอาจารย์หวังคือ

เมิ่งจื่ออี้ เถียนซีเวย หวังฉู่หรัน

ล้วนแต่เป็นนักแสดงสาวดาวรุ่งที่กำลังมาแรง

แถมยังแต่งตัวแฟชั่นจัดจ้านกันสุด ๆ

อาจารย์หวังยิ้มกว้าง เดินนำทั้งสามคนเข้ามาหาเสิ่นหลิน

“เสี่ยวหลิน น่าจะรู้จักพวกเธอหมดนะ?”

“ถ้าไม่รู้ เดี๋ยวฉันแนะนำให้”

เขาหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าว

“สาวสวยขนาดนี้ ใครจะไม่รู้จักล่ะครับ?”

“รู้จักก็ดีแล้ว เอ่อ นี่คุณเสิ่น เสิ่นหลิน”

สาวทั้งสามมองเสิ่นหลินด้วยสายตาเปี่ยมความสนใจ ก่อนหน้านี้ในรถ อาจารย์หวังเล่าให้ฟังว่าเสิ่นหลินเป็นดาวเด่นของค่ำคืนนี้ เพราะฐานะเขาเหนือกว่าถังเจียเฉิงเสียอีก

แน่นอนว่าสามสาวต่างก็อยากรู้ว่าเขาเป็นใครและไม่คิดเลยว่าเจ้าตัวจะหล่อขนาดนี้

ทั้งสามสาวต่างยกมือไหว้ทักทายอย่างสุภาพ

“สวัสดีค่ะคุณเสิ่น เมิ่งจื่ออี้ค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“พี่หลิน สวัสดีค่ะ เถียนซีเวย ยินดีที่ได้เจอกันนะคะ”
“ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ ผมชอบบทขององค์หญิงใน องค์หญิงราตรี มากเลย แสดงได้ดีมากครับ”
“ขอบคุณมากนะคะพี่หลิน”

“พี่หลินคะ หนูชื่อหวังฉู่หรัน เรียกหนูว่า ‘หรันหรัน’ ก็ได้นะคะ”
เสิ่นหลินมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกันเอง

“ได้ข่าวว่าเร็ว ๆ นี้จะมีละครใหม่ใช่ไหมครับ? เห็นว่าจะเล่นคู่กับอาจารย์ซ่งเหวินด้วย ผมก็ตั้งตารอเลยนะ การแสดงของเกาฉีหลาน ในเรื่องก่อนก็ทำได้ดีมากเหมือนกันครับ”

“ขอบคุณค่ะ!”

ขณะที่ทุกคนกำลังทักทายกันอยู่ ฉินเฟิงก็พาสาวอีกคนเดินเข้ามา เสิ่นหลินเห็นแล้วถึงกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเป็นคนรู้จักอีกแล้ว

ไม่ใช่ดารา แต่เป็นเน็ตไอดอลชื่อดัง

แน่นอนฉินเฟิงยังคงสเปคเดิม ชอบสาวสายอินฟลูเอนเซอร์

หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก เสี่ยวจู เน็ตไอดอลผู้โด่งดังที่ได้รับฉายา แม่หม้ายพรหมจรรย์แห่งยุค

“ขอโทษครับที่มาช้า”
ฉินเฟิงยกมือไหว้อย่างติดตลก สีหน้าเต็มไปด้วยความเกรงใจ

“ยังจะเกรงใจกันอีกเหรอ? พี่น้องกันทั้งนั้น”
เสิ่นหลินแกล้งเตะเข้าที่ก้นของฉินเฟิงเบา ๆ อีกฝ่ายก็หัวเราะลั่นออกมา

“รู้อยู่แล้วว่านายต้องต้อนรับกันขนาดนี้ว่าแต่ ขอแนะนำเสี่ยวจูให้รู้จักหน่อย ไม่รู้เคยเจอกันรึยัง?”
ฉินเฟิงพูดพร้อมดึงเสี่ยวจูเข้ามาใกล้

“จะไม่รู้จักได้ยังไงล่ะ? นี่มัน ‘แม่หม้ายพรหมจรรย์แห่งยุค’ ตัวจริงเสียงจริงเลยไม่ใช่เหรอ?”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดของเสิ่นหลิน เสี่ยวจูก็หน้าแดงขึ้นมาทันที ก่อนจะส่งเสียงออดอ้อนเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มเขินอาย

“สวัสดีค่ะพี่หลิน เรียกหนูว่าเสี่ยวจูก็ได้นะคะ”

“สวัสดีครับ”
เสิ่นหลินยิ้มรับอย่างสุภาพ พลางพยักหน้าเล็กน้อย

บทหยอกล้อระหว่างเขากับฉินเฟิงเมื่อครู่นี้ ทำให้เมิ่งจื่ออี้และสาว ๆ อีกสองคนหันมาสบตากัน แล้วต่างก็เข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไร

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้ชายคนนี้จะสามารถทำให้ โจวฝาน หายไปจากวงการได้ภายในคืนเดียว

เรื่องของ โจวฝาน เมื่อคืนที่ผ่านมา ไม่มีใครในวงการบันเทิงไม่รู้

ลือกันให้แซ่ดว่า เขาบังอาจไปล่วงเกิน คุณชายใหญ่ คนหนึ่งในงานปาร์ตี้ที่ คลับสตาร์

ยิ่งไปกว่านั้น หวังหยวนห่าว หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของวงการยังต้องยอมขายหุ้นในบริษัทตัวเองทั้งหมด เพราะเผลอไปขัดแข้งขัดขาคุณชายคนนั้นเข้าโดยไม่รู้ตัว

และตอนนี้หวังหยวนห่าวกำลังเร่งจัดการทุกอย่างเพื่อย้ายตัวเองไปอยู่ต่างประเทศ

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ หากไม่ได้รับอนุญาตจากชายผู้นั้น ต่อให้เขาจะร่ำรวยมหาศาลแค่ไหน ก็ไม่มีวันได้เหยียบแผ่นดินจีนอีกแม้แต่ก้าวเดียว

เพราะเหตุนี้เอง พออาจารย์หวังติดต่อมาชวนออกเรือไปตกปลาวันนี้ พวกเธอถึงเปลี่ยนใจมา ทั้งที่ตอนแรกยังลังเล

เพราะสุดท้ายแล้วพวกเธอก็ไม่มีแบ็คใหญ่ในวงการนี้อยู่ดี

ทางด้านถังเจียเฉิงก็จอดรถเสร็จและลงไปพยักหน้าให้คนที่อยู่ในลัมโบร์กีนี

เสิ่นหลินและทุกคนหันไปมองพอดี เห็นประตูฝั่งคนขับและฝั่งผู้โดยสารของลัมโบร์กีนีเปิดออกพร้อมกัน เผยให้เห็นเรียวขายาวสองคู่ในทันที

ไม่นาน หญิงสาวในตำแหน่งคนขับก็ลงจากรถก่อน เรือนผมยาวสลวย ใส่แว่นกันแดดเต็มยศ

พอเสิ่นหลินเห็นชัด ๆ เขาก็หันไปมองอาจารย์หวังทันที

“ไหนบอกว่าระดับแถวหน้าจะไม่มาน่ะ?”

“ไม่ใช่ฉันนะ เป็นเจียเฉิงต่างหาก เมื่อคืนตอนจะกลับบ้านบังเอิญเจอตี้ลี่เร่อปา ที่ตงซานเลยนัดกันไว้ว่าจะออกเรือวันนี้”

ใช่แล้วคนที่ลงมาจากรถคือ เทพธิดาแห่งชาติ ดิลราบา

จากนั้นเสิ่นหลินก็หันไปมองหญิงสาวอีกคนที่ลงจากฝั่งผู้โดยสาร

เธอก็มีเรียวขายาวสะดุดตา แต่งตัวเซ็กซี่สะดุดใจ หน้าตาน่ารักสดใส ดูก็รู้ว่าเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในวงการอวี๋ซูซิน

หลังทั้งสองลงจากรถ ถังเจียเฉิงก็พาเดินเข้ามาหาเสิ่นหลิน

“เสี่ยวหลิน น่าจะรู้จักกันหมดแล้วล่ะ งั้นไม่ต้องแนะนำละกัน”

“สองสาวคนนี้คือพี่สาวของฉันเอง นี่เสิ่นหลิน คุณชายหลิน”

ดิลราบายิ้มหวาน ยื่นมือออกมาอย่างสง่างาม

“สวัสดีค่ะพี่หลิน ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วค่ะ”

“โอ้? ได้ยินชื่ออะไรล่ะ?”

เสิ่นหลินก็ยื่นมือไปจับ แต่สัมผัสแค่ปลายนิ้วเท่านั้น เป็นการจับมือที่สุภาพแบบไม่ล่วงเกิน แล้วก็แกล้งแหย่กลับ

ดิลราบาหัวเราะเบา ๆ

“ชื่อเสียงของพี่หลินแพร่กระจายทั่ววงการแล้วค่ะ”

เสิ่นหลินได้ยินก็ยิ้มนิด ๆ แล้วส่ายหน้าเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ

ในตอนนั้นเอง อวี๋ซูซินที่เป็นคนขี้สงสัยเป็นทุนเดิมก็หันมาจ้องหน้าเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“เสิ่นหลินเหรอ? ทำไมฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย แล้วนายเกี่ยวข้องอะไรกับพี่ชู่หรือเปล่า?”

“ฮ่า ๆ ๆ อย่าถือสา ซูซิน เลย นิสัยเธอก็เป็นแบบนี้แหละ”
ถังเจียเฉิงรีบพูดขึ้นมาทันทีเหมือนพยายามกลบเกลื่อน ก่อนจะหันไปมองเธอแล้วกล่าวต่อ
“ถามให้น้อยหน่อยก็ได้มั้ง”

“แหม จะดุอะไรกันล่ะ! ฉันก็แค่อยากรู้เฉย ๆ นี่นา ไม่ใช่ใครก็จะมาเรียก พี่ ได้ง่าย ๆ หรอกนะ!”

คำพูดของอวี๋ซูซินฟังดูเหมือนกวนเล็กน้อย แต่ความจริงก็มีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย เพราะในกลุ่มดาราที่อยู่ตรงนี้เธอคือคนที่มีแบ็คอัปแข็งที่สุด

คุณปู่ของเธอคือข้าราชการระดับสูงถึงขั้น คณะกรรมการพรรค

จริงอยู่ที่เสิ่นหลินไม่เคยมีความรู้สึกพิเศษอะไรกับอวี๋ซูซิน แต่เพราะเห็นแก่ถังเจียเฉิง เขาจึงยิ้มบาง ๆ ตอบกลับไป

“ไม่เป็นไรหรอก เด็กน้อย ผมเข้าใจ”

“เหอะ! หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะ แล้วนายยังไม่ได้ตอบเลย ว่ารู้จักพี่ชู่ได้ยังไง?”

“หมายถึงเสิ่นชู่เหรอ?”

เสิ่นหลินหันไปมองเธอด้วยรอยยิ้ม เจตนาจะหยอกเล่นอีกครั้ง

“ใช่สิ!”

อวี๋ซูซินเชิดปากนิด ๆ จ้องเสิ่นหลินตาแป๋ว

เธอเองก็รู้เรื่องที่เกิดในวงการเมื่อวานเหมือนกันรู้ด้วยว่าหวังหยวนห่าวถึงกับพึ่งเสิ่นชู่ไม่ได้ในการเคลียร์

แถมยังมีข่าวแว่ว ๆ ว่าเสิ่นชู่อาจจะเป็นญาติของคนที่หวังหยวนห่าวล่วงเกินเข้า

เพราะมีสายสัมพันธ์ของบ้านเธอเอง เธอถึงพอรู้จักตระกูลเสิ่นแห่งเมืองหลวง

“เสิ่นชู่เหรอ เขาเป็นพี่ชายของฉันเอง”

“หา?! เป็นไปได้ยังไง!? เดี๋ยวขอถามพี่ชู่ก่อน!”

พูดจบ อวี๋ซูซินก็หยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งหาเสิ่นชู่ทันที

ไม่กี่อึดใจ เสิ่นชู่ก็ตอบกลับมา

"ใช่ครับ ฉันเป็นพี่ชายเขาจริง ๆ"

พออ่านจบ อวี๋ซูซินถึงกับอึ้ง ตาโตเป็นไข่ห่าน มองเสิ่นหลินด้วยสายตาตกตะลึง

“งะงั้น พี่ชู่เป็นพี่ชายพี่จริง ๆ เหรอ?”

“มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ?”

เสิ่นหลินส่ายหน้าเบา ๆ อย่างปลง ๆ แล้วพูดว่า

“เอาล่ะ! ไปตกปลาทะเลกันดีกว่า วันนี้จะได้ บลูฟิน สักตัวมั้ยน้า~”
ถังเจียเฉิงยิ้มกว้าง พลางพยักหน้าเรียกพรรคพวก แล้วโบกมือพาทุกคนเดินตรงไปยังเรือยอชต์ที่จอดเทียบรออยู่

แต่ยังไม่ทันจะเดินพ้นลานจอดรถ เสียงใส ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“เฮ้ พี่หลินอ่ะ! บอกมาก็จบแล้วแท้ ๆ!”

อวี๋ซูซินวิ่งตามมาเร็วจี๋ ก่อนจะคว้ามือเสิ่นหลินไว้แล้วแกว่งไปมาอย่างสนิทสนม จนชายหนุ่มแทบต้องชะงักยิ้ม

เสิ่นหลิน อาจารย์หวัง และทุกคนรอบข้างต่างก็หัวเราะครื้นเครง

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นกันเองและเสียงหัวเราะขบขัน ขณะที่ทั้งหมดค่อย ๆ เดินขึ้นเรือยอชต์ด้วยจิตใจเบิกบาน

แต่ไม่มีใครสังเกตเลยว่า
ในพุ่มไม้เงียบสงบหลังลานจอดรถนั้น
มีกล้องตัวหนึ่งกำลังซ่อนอยู่เงียบ ๆ

เลนส์ของมันจับภาพทุกการเคลื่อนไหว
และบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้อย่างไม่มีพลาด



ตอนก่อน

จบบทที่ ออกทะเลตกปลา (ฟรี)

ตอนถัดไป