เปลี่ยนมุมมองใหม่ (ฟรี)

อาจารย์หวังเข้าใจทันทีว่าสิ่งที่เสิ่นหลินหมายถึงก็คือตัดออกจากวงการโดยสิ้นเชิง

หลังจากเข้าใจสถานการณ์ เขาก็ไม่รีรอ โทรหาต้นสังกัดของหวังฉู่หรันทันที และออกคำสั่งแบนเต็มรูปแบบ

อย่าคิดว่าอาจารย์หวังเป็นคนที่พูดง่ายนัก

ในสายตาของเสิ่นหลิน เขาเข้าใจดีว่าคนเราย่อมมีความกังวล มีลังเล

แต่ถ้ามีความกังวลขนาดนั้น แล้วจะยอมมางานแบบนี้ทำไม?

คิดว่าแค่จูบใครสักคน แล้วจะได้ทรัพยากรไปฟรีๆ เหรอ?

อยากได้แต่ไม่ยอมจ่าย จะเป็นไปได้ยังไง?

คิดว่าตัวเองสูงส่ง?

แล้วพวกเรามันต่ำต้อยนักหรือไง?

ในเมื่อยอมมาแล้ว ก็ต้องยอมรับกติกาที่ไม่เขียนไว้เหล่านี้ ถ้าใครแหกกฎก็ต้องรับผลของมัน

เสิ่นหลินไม่เคยคิดจะทำตัวเป็นนักบุญ ไม่เคยแสดงความใจอ่อนให้ใครเห็น

เขาปฏิบัติตามกติกาที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองอย่างเคร่งครัด

ถ้าเขาช่วยหวังฉู่หรัน นั่นก็เท่ากับเขากำลังทำลายกฎของวงการนี้ด้วยมือตัวเอง

แล้วในอนาคต ใครจะอยากชวนเขามาร่วมวงอีกล่ะ ถ้างานแบบนี้กลายเป็นเขตปลอดกฎ?

ถึงจะรู้สึกดูถูกในใจ แต่เสิ่นหลินก็ไม่โง่พอจะใช้สถานะบีบให้กฎต้องเปลี่ยนเพื่อเขาเอง

นั่นมันไม่ใช่ความเท่ แต่มันคือความโง่

แน่นอนเช่นกัน หากกฎไหนมีประโยชน์ เขาจะทำตามอย่างไม่มีข้อแม้

แต่ถ้ากฎไหนแตะผลประโยชน์ของเขา เสิ่นหลินก็พร้อมจะฉีกมันทิ้งด้วยมือของตัวเอง

เพราะโลกนี้ คือโลกของผู้แข็งแกร่ง

แม้แต่ทายาทรุ่นสองที่เกิดมาบนกองเงินกองทองชีวิตพวกเขาก็เป็นผลจากบรรพบุรุษที่แบกดาบฝ่ากระบี่มาให้ทั้งนั้น

งั้นทำไมเธอถึงคิดว่าจะได้ทรัพยากรจากพวกเราฟรีๆ?

คิดว่าเรามันคนโง่หรือยังไง?

“แล้วตอนนี้ทำอะไรต่อดีล่ะ?” เสิ่นหลินถอนหายใจ ยืนมองพวกแต่ละคนยังโอบหญิงไว้เต็มแขน

“ให้โทรหาสาวมาเพิ่มไหม?” ถังเจียเฉิงพูดลอยๆ

“ช่างมันเถอะ กินข้าวเบาๆ บ้างก็ดี จะมีภาคสองต่อไหม? ถ้าไม่มี ฉันขอกลับไปนอนละ” เสิ่นหลินพูดพลางจุดบุหรี่ขึ้นสูบ

“จริงๆ เดิมว่าจะไปต่อที่วิลล่าฉัน แต่ดูท่านายไม่อยากแล้วแฮะ” ฉินเฟิงเอ่ยขึ้นบ้าง

“พาออกไปเล่นที่อื่นก็ไม่เวิร์กหรอก สื่อซุ่มอยู่เต็มไปหมด” ถังเจียเฉิงพยักหน้าเห็นด้วย ถึงจะใช้กฎกันได้จริง แต่เรื่องแบบนี้ห้ามให้คนนอกล่วงรู้เด็ดขาดเพราะผู้หญิงพวกนี้คือคนทำเงินให้พวกเขา

ทุกคนรู้วิธีรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองดี

“งั้นก็แปลว่าไม่มีโปรแกรมอะไรแล้วสินะ? ถ้าอย่างนั้นกลับเลยละกัน ฉันเหนื่อยแล้ว”

เสิ่นหลินบ่นอย่างหมดอารมณ์ โบกมือบอกลาแล้วขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยของ แม็คลาเรน P1 สีดำสนิทของตัวเอง

ปังงงง!

เครื่องยนต์คำรามลั่น เสิ่นหลินเลื่อนกระจกลง ชูนิ้วกลางใส่พวกเพื่อนตัวเอง

“เฮ้ยย สนุกพอรึยังวะ!”

“ฮ่าๆๆ เสี่ยวหลิน ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ไปลุยกันต่อ วันนี้พอแค่นี้ก่อน!”

อาจารย์หวังหัวเราะร่าอย่างไม่ถือสา

เสิ่นหลินกลอกตาใส่ แล้วเหยียบคันเร่งขับรถพุ่งออกจากท่าเรือ

หลังจากเสิ่นหลินจากไป อาจารย์หวังก็หันไปมองฉินเฟิงกับถังเจียเฉิง แล้วถามขึ้นเสียงเข้ม

“บ้าเอ๊ย หวังฉู่หรันนี่มันอะไรของเธอกันแน่วะ?”

“ก็แค่ทำตัวสูงส่ง แล้วก็โดนตัดจบ ฉันกลับล่ะ เหนื่อย” ฉินเฟิงบ่นอย่างไม่แยแส แล้วอุ้มเถียนซีเวยขึ้นรถตัวเอง

อาจารย์หวังส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

“พอเหอะ พรุ่งนี้ไปดื่มชากับเสี่ยวหลินแล้วค่อยคุยกันใหม่ ฉันนี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ”

“เอาน่า กลับบ้านใครบ้านมัน !” ถังเจียเฉิงพูด

อีกด้านหนึ่ง ภายในรถแวนของบริษัท หวังฉู่หรันนั่งนิ่งเงียบ มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ถึงเสิ่นหลินจะไม่ได้แสดงความโกรธออกมาเมื่อครู่ แต่เธอก็ยังอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้

ในใจเธอพยายามปลอบตัวเองซ้ำๆ

"เขาไม่โกรธหรอกมั้งฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย"

แต่ลึกๆ แล้วเธอก็รู้ตัวดี ว่าความเงียบของเสิ่นหลิน มันไม่ใช่การให้อภัย

มันคือคำพิพากษาที่เธอไม่มีโอกาสได้อุทธรณ์เลยต่างหาก

ติ๊งต่อง!
ติ๊งต่อง!

เสียงแจ้งเตือน วีแชท ดังขึ้นในรถทันที ผู้จัดการที่นั่งอยู่ข้างหวังฉู่หรันหยิบมือถือขึ้นดูด้วยสีหน้าปกติ แต่เพียงไม่กี่วินาที สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนซีดขาวเหมือนกระดาษ

เขาหันขวับมามองหวังฉู่หรันทันที

"หรันหรัน แย่แล้ว คุณสวี่บอกให้เธอยุติงานทุกอย่างตอนนี้ พักผ่อนไปก่อน"

"อะไรนะ?"

หวังฉู่หรันหน้าถอดสี ตัวสั่นทั้งร่าง

เธอพยายามดิ้นรนจนมาถึงจุดนี้ แต่สุดท้ายมันกลับพังทลายลงตรงหน้า

ในหัวของเธอ จู่ๆ ภาพของเสิ่นหลินพร้อมรอยยิ้มเย็นเฉียบของเขาก็ผุดขึ้นมา

กึก!

หัวใจของหวังฉู่หรันกระตุกแรง ลมหายใจเริ่มติดขัด มือไม้สั่นระริก ก่อนจะหันไปถามผู้จัดการเสียงสั่น

"ถามหน่อยสิคะ คุณสวี่หมายความว่ายังไง?"

ผู้จัดการเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเธอด้วยสายตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง

"ดูเองเถอะ"

ว่าแล้วเขาก็ยื่นโทรศัพท์ให้เธอ

หวังฉู่หรันเหลือบตามองข้อความล่าสุดจากคุณสวี่

‘หวังฉู่หรันไปทำให้ใครไม่พอใจเข้า มีคนโทรมาหาฉัน ถ้าอยากกลับมาทำงาน ก็ไปเคลียร์เรื่องให้จบเองซะ’

แค่เห็นข้อความนั้น ริมฝีปากของหวังฉู่หรันก็เริ่มสั่นระริก

เธอรู้ดีอยู่เต็มอกใครคืออาจารย์หวัง และเสิ่นหลินนั้นมีอำนาจยิ่งกว่าหลายเท่า

และเธอก็ดันไปแตะต้องคนอย่างเสิ่นหลินเข้าจนได้

แค่คิดเท่านั้น น้ำตาก็รื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

หวังฉู่หรันรีบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา เปิด วีแชท แล้วเลื่อนหาโปรไฟล์ของเสิ่นหลิน

มือสั่นจนแทบพิมพ์ไม่ถูก แต่เธอก็ยังฝืนเขียนข้อความลงไป ทุกคำล้วนเต็มไปด้วยความสำนึกผิดสุดหัวใจ

ในตอนนี้ เธอเสียใจอย่างรุนแรง

โอกาสที่พาเธอไต่ไปถึงจุดสูงสุดนั้นมาอยู่ตรงหน้าแล้วแต่เธอกลับปล่อยมันหลุดลอยเพียงเพราะความเล่นตัวและหยิ่งทะนง

อีกด้านหนึ่ง เสิ่นหลินที่กำลังขับรถบนทางหลวง ได้ยินเสียงแจ้งเตือน วีแชท ดังขึ้นจากมือถือข้างเบาะ

เขาหยิบมือถือขึ้นมาดูแวบหนึ่ง

เป็นข้อความจากหวังฉู่หรัน

เขากดเปิดอ่านข้อความนั้นขึ้นดู

หวังฉู่หรัน:พี่คะหนูหรันหรันเอง หนูไม่ได้ตั้งใจเลยนะ หนูแค่เป็นคนแปลกๆ หนูชอบอยู่กับพี่มากนะ แต่หนูเป็นคนที่ชอบเก็บอารมณ์ อยากให้พี่เป็นฝ่ายชวนเอง พี่คะ บางทีช่วงนี้งานก็เยอะ หนูอารมณ์ไม่ดีด้วยพี่หลิน ให้อภัยหนูเถอะนะ หรันหรันจะไปหาพี่เดี๋ยวนี้เลย

เสิ่นหลินอ่านได้ไม่ถึงครึ่ง ก็เบือนหน้าหนีอย่างเบื่อหน่าย

ข้อความยาวพรืดเหมือนเรียงความ

ไม่มีอารมณ์จะอ่านต่อเลยด้วยซ้ำ

ติ๊ด
เขากด บล็อค ทันที โดยไม่ลังเล

แล้วเสิ่นหลินก็หัวเราะเบาๆ

ในหัวเขานึกถึงแฟนเก่าสมัยมหาลัย

ตอนที่อีกฝ่ายบอกเลิก เสิ่นหลินก็เคยเป็นแบบหวังฉู่หรันนอบน้อม อ่อนแรง ส่งข้อความเรียงยาวด้วยความหวังว่าความจริงใจจะเปลี่ยนใจคนได้

แต่สุดท้ายเขาก็เข้าใจคนที่อยู่ฝั่งรับ มักจะไม่แม้แต่จะอ่านมันด้วยซ้ำ

เพราะงั้น อย่าทำตัวเป็นลูกหมา อย่าทำตัวเป็นฝ่ายอ้อนวอนเลย

รักตัวเองเถอะ นั่นแหละดีที่สุดแล้ว

อย่าเสียเวลาให้กับคน หรือสิ่งที่ดูดพลังชีวิตของเราทุกวัน

เขาเลื่อนกระจกลง จุดบุหรี่สูบลึกก่อนพ่นควันออกทางหน้าต่าง ลมเย็นพัดกลบกลิ่นควันหายไปในอากาศราวไม่เคยมีอยู่

เสิ่นหลินรู้ดี

สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ควันบุหรี่

แต่มันคือตัวตนเก่าๆของเขา

เพราะตอนนี้ จิตใจของเขายกระดับขึ้นอีกขั้นแล้ว

เวลามีค่า รักตัวเองไว้ให้ดี

ชีวิตมันสั้นนัก เจอคนที่ใช่ให้ไว ใช้ชีวิตในโลกที่หลากสีสัน ทำตัวเองให้มีความสุข

นั่นแหละสิ่งสำคัญที่สุด


ตอนก่อน

จบบทที่ เปลี่ยนมุมมองใหม่ (ฟรี)

ตอนถัดไป