ต่างคนต่างงัดไม้เด็ด (ฟรี)
ในเมืองหลวง ณ คฤหาสน์ตระกูลหลี่
ข้างสระบ่อปลาภายในลานหลังบ้าน ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังโปรยอาหารให้ปลามังกรทองในสระอย่างตั้งใจ
แกรก แกรก แกรก!
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณชายครับ”
“อธิบายมา”
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะหันกลับไป ยังคงตั้งหน้าตั้งตาให้อาหารปลาในบ่อ ราวกับในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าปลาของเขา
“หน่วยองครักษ์ลับของตระกูลเสิ่นลงมือแล้วครับ คนที่นำทีมคือ เสิ่นเอ๋อร์!”
ได้ยินเช่นนั้น มือของชายหนุ่มก็หยุดอยู่กลางอากาศ มุมปากยกยิ้มขึ้น
“ดีมาก แบบนี้ก็กระจ่างหมดแล้ว ตระกูลเสิ่นเป็นฝ่ายลงมือกับตระกูลหลี่ของฉันโดยไม่มีเหตุผลฉันก็สงสัยอยู่พอดี ตระกูลเสิ่นไม่น่าจะทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนี้”
ชายหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เขาคือ หลี่มู่ไป๋ บุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ และเป็นผู้สืบทอดที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นที่สามของตระกูล
เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาไปร่วมงานสังสรรค์งานหนึ่ง และได้ยินเรื่องของหยินตี้เข้าโดยบังเอิญ
ตั้งแต่นั้นมา หลี่มู่ไป๋ก็ให้ความสนใจเรื่องนี้ทันที
สำหรับเบื้องหลังของหยินตี้นั้น ในเซี่ยงไฮ้ มีเพียงสองตระกูลที่มีอำนาจพอจะหนุนหลังได้ คือ ตระกูลจ้าวกับตระกูลเสิ่น
และหลี่มู่ไป๋เอง ก็ให้ความสำคัญกับข่าวเกี่ยวกับตระกูลเสิ่นทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น เขาหมายตาทรัพย์สินของตระกูลหยินมานานแล้ว
เรื่องของหยินตี้จึงกลายเป็นโอกาสที่ฟ้าประทาน
หลี่มู่ไป๋มอบหมายให้จ้าวฮ่าวไปตามหาหยินตี้ พร้อมเสนอว่าเขาสามารถช่วยให้อีกฝ่ายล้างแค้นได้
หยินตี้ซึ่งเก็บกดกับเรื่องนี้มานาน พอได้ยินว่าเป็นคำพูดจากหลี่มู่ไป๋ ใจก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที
แถมหลี่มู่ไป๋ยังบอกว่าจะจัดคนให้สนับสนุนด้วย
ตั้งแต่นั้นมา หยินตี้ก็มั่นใจเต็มที่ มุ่งมั่นจะล้างแค้นเสิ่นหลินให้จงได้
แต่สิ่งที่หยินตี้ไม่รู้เลยก็คือหลี่มู่ไป๋ไม่เคยใช้กำลังคนของตระกูลแม้แต่น้อย
สิ่งที่เขาทำคือ ใช้ชื่อและข้อมูลของหยินตี้ โพสต์คำสั่งฆ่าบนเว็บมืด
เป้าหมายเสิ่นหลิน
หลี่มู่ไป๋ทำเช่นนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ
หลี่มู่ไป๋มีเหตุผลหลายข้อที่เลือกจะลงมือครั้งนี้อย่างลับๆ ด้วยแผนซ้อนแผน
ข้อแรก เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่า เสิ่นหลิน เป็นคนของตระกูลเสิ่นจริงหรือไม่ แม้ว่าจ้าวฮ่าวจะบอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของเสิ่นหลินให้เขาทราบ แต่ในเมื่อครอบครัวของจ้าวฮ่าวเองก็มีธุรกิจร่วมกับตระกูลเสิ่นในเซี่ยงไฮ้ คำพูดของจ้าวฮ่าวจึงเชื่อได้เพียงครึ่งเดียว
แผนการครั้งนี้ หลี่มู่ไป๋ปิดเป็นความลับ แม้แต่จ้าวฮ่าวก็ไม่รู้
กระทั่งเมื่อข่าวกรองล่าสุดรายงานถึงคลับสตาร์ เสิ่นหลินเข้าร่วมพร้อมการปรากฏตัวของ เสิ่นชู่ คนสำคัญของตระกูลเสิ่น นั่นทำให้หลี่มู่ไป๋เริ่มสงสัย
เขารู้จักเสิ่นชู่ดี และรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางยอมโผล่หน้าในงานที่สุ่มเสี่ยงเช่นนั้น หากไม่จำเป็นจริงๆ เพราะจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของตระกูล
หากเสิ่นหลินเป็นเพียงคนนอก เสิ่นชู่ไม่ควรปรากฏตัวเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น มีอยู่แค่สองความเป็นไปได้ หนึ่ง เสิ่นหลินเป็นคนของตระกูลเสิ่นจริง สอง กำลังมีใครบางคน จัดฉาก เพื่อหลอกเขา
ดังนั้น หลี่มู่ไป๋จึงวางแผนลับนี้ขึ้นมาอย่างรอบคอบ
ข้อต่อมา เขาต้องการจัดการอย่างสะอาดไร้ร่องรอย ถึงแม้ตระกูลเสิ่นจะสงสัย แต่ตราบใดที่ไม่มีหลักฐาน ก็ทำอะไรเขาไม่ได้
ข้อที่สาม หยินตี้เป็นเหยื่อล่อในเกมนี้ ขอแค่ล่อให้คนของตระกูลเสิ่นออกโรง เขาก็จะสามารถยืนยันตัวตนของเสิ่นหลินได้ทันที และเมื่อถึงตอนนั้น เขาก็สามารถโยนความผิดทั้งหมดไปที่ตระกูลหยิน ซึ่งเขาได้วางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว
เพราะหยินตี้ก่อเรื่องเอง ตระกูลหยินก็ต้องรับกรรม เสิ่นหลินจะล้างแค้นอย่างไร ก็จะกระทบตระกูลหยินโดยตรง
และในจังหวะนั้น บริษัทลงทุนของหลี่มู่ไป๋ก็จะเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของธุรกิจตระกูลหยินที่ถูกเทขายอย่างเงียบๆ
ธุรกิจของตระกูลหยินไม่มีวันล้มละลาย และสุดท้ายก็จะตกเป็นของตระกูลหลี่ โดยไม่มีใครกล่าวอะไรได้
ข้อที่สี่ หากเสิ่นหลินเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ตระกูลเสิ่นเก็บไว้ แต่ยังไม่มีการประกาศออกสู่สาธารณะ ก็เท่ากับว่า หากเสิ่นหลินตายขึ้นมา ตระกูลเสิ่นจะไม่มีเหตุผลที่จะแก้แค้น
เพราะในเมืองหลวงแห่งนี้กฎคือทุกอย่าง
ข้อที่ห้า สิ่งที่รู้ได้เพียงแค่ในใจของหลี่มู่ไป๋เท่านั้น
...
“คุณชาย จะให้เราทำอย่างไรต่อครับ?” ชายด้านหลังเอ่ยถามขึ้น
หลี่มู่ไป๋โปรยอาหารปลาที่เหลือทั้งหมดลงในสระ ปลามังกรเงินกับมังกรทองแย่งกันว่ายขึ้นมากินอย่างดุเดือด
แต่สายตาของหลี่มู่ไป๋ จับจ้องอยู่ที่ปลามังกรทองเพียงตัวเดียว
เมื่อเห็นว่ามันได้อาหารไป เขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จับตาดูต่อไป ก่อนที่เสิ่นหลินจะกลับมา ใช้ มือคนอื่นฆ่าคน ก็ยังทันอยู่ สาขาย่อยของตระกูลหนี่ ไม่ใช่กำลังอยากแยกตัวออกจากต้นตระกูลอยู่หรอกหรือ? เติมไฟเข้าไปหน่อย”
“รับทราบ”
“ไปได้แล้ว”
“ครับ!”
หลังจากลูกน้องออกไป หลี่มู่ไป๋ก็ลุกขึ้น มองไกลออกไปยังผืนน้ำเบื้องหน้า
“หลังจากสมดุลที่ยาวนานก็ต้องมีเหยื่อบ้าง ถึงจะทำให้ฝูงปลาที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบกัดกันจนเลือดนองได้”
...
นครเซี่ยงไฮ้ สำนักงานของเสิ่นชู่
เสิ่นเอ๋อร์เดินเข้ามา
เห็นเสิ่นชู่กำลังยุ่งอยู่กับเอกสาร เขาจึงก้าวเข้าไปข้างหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพ
“คุณชาย เรื่องจัดการเรียบร้อยแล้วครับ”
เสิ่นชู่ละสายตาจากเอกสาร เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นเอ๋อร์
“แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเป็นฝีมือของตระกูลหลี่?”
“ยืนยันแล้วครับ ตอนที่คุณชายสั่งให้เริ่มการติดตาม พวกเราตามรอยองครักษ์ลับของตระกูลหลี่ไว้ทุกคน คนที่ยิงหยินตี้ในวันนี้ก็คือหลี่อู่คนของพวกเขา!”
เสิ่นเอ๋อร์ตอบอย่างมั่นใจ
เสิ่นชู่พยักหน้าเบาๆ
“ดี กลับไปคุ้มกันเสี่ยวหลินต่อซะ”
เสิ่นเอ๋อร์ลังเลเล็กน้อย ไม่ได้ขยับจากที่เดิม
เสิ่นชู่มองขึ้นมา
“มีอะไรอีก?”
เสิ่นเอ๋อร์เกาศีรษะ ก่อนจะพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“คุณชาย ผมไม่เข้าใจเลย ท่านประมุขสั่งไว้อย่างชัดเจนให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ แล้วทำไมคุณชายถึงผลักคุณชายรองออกสู่สายตาผู้คน?”
ได้ยินเช่นนั้น เสิ่นชู่วางงานในมือ เดินช้าๆ ไปที่หน้าต่าง บานกระจกสะท้อนเงาแผ่นหลังของชายหนุ่มที่นิ่งสงบ
“ตระกูลเสิ่นอาจปิดข่าวภายในอาณาเขตของตัวเองได้”
“แต่พวกเราปิดปากบางคนไม่ได้”
“คุณชายหมายความว่ายังไง?” เสิ่นเอ๋อร์ขมวดคิ้ว ถามด้วยความสับสน
“ใช่บางครั้ง การตั้งรับอย่างเงียบๆ ก็สู้การโจมตีเชิงรุกไม่ได้”
เสิ่นชู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เสิ่นเอ๋อร์ขมวดคิ้ว พลางถามอย่างไม่เข้าใจ
“แต่คุณชายแน่ใจได้อย่างไรว่าหยินตี้จะยอมรับข้อเสนอของหลี่มู่ไป๋? ที่สำคัญ การวางแผนแบบนี้มันเสี่ยงมากนะครับ ถ้าหยินตี้ไม่ตกลง สุดท้ายมันจะกลายเป็นว่าเราผลักคุณชายรองไปอยู่แถวหน้าให้โดนโจมตีแทน!”
“อีกอย่างคุณชายยังไม่ได้กลับเข้าบ้านใหญ่ แถมยังออกจากเมืองหลวงมานาน ถ้าลากคุณชายรองเข้าวังวนนี้อย่างประมาท แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขาเข้า คุณในฐานะพี่ชายคนโต”
ไม่ทันพูดจบ เสิ่นชู่ก็หันกลับมาอย่างช้าๆ จ้องหน้าเสิ่นเอ๋อร์อย่างนิ่งสงบ
“ใครบอกว่าน้องชายฉันไม่รู้เรื่อง?”
เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างหนักแน่น
“อย่าดูแคลนสายเลือดของตระกูลเสิ่นเราเด็ดขาด”
...
ขณะที่เสิ่นชู่พูดนั้น ในความคิดของเขาก็ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อน ที่เสิ่นหลินเพิ่งได้รับการยอมรับเข้าตระกูล และมีปัญหากับหยินตี้เป็นครั้งแรกในเซี่ยงไฮ้
แม้ตอนนั้นเสิ่นหลินยังไม่รู้ แต่หน่วยองครักษ์ลับของตระกูลเสิ่นคอยตามคุ้มกันอยู่ห่างๆ ตลอด แน่นอนว่าเรื่องที่หยินตี้กำลังจ้องจะเล่นงานเสิ่นหลิน เสิ่นชู่ไม่มีทางไม่รู้
วันนั้นเอง เสิ่นหลินเพิ่งเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต มือกำลังเลือกของอยู่ ก็ได้รับโทรศัพท์จากเสิ่นชู่
“เสี่ยวหลิน หยินตี้กำลังจะเล่นงานนาย นายคิดจะจัดการยังไง?”
เสียงของเสิ่นชู่จากปลายสายฟังดูนิ่งเรียบ แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับแฝงกลิ่นของบททดสอบอย่างชัดเจน
“ถ้าเขาไม่หาเรื่องฉันก่อน ฉันก็จะไม่แตะต้องเขา” เสิ่นหลินพูดพลางหยิบขนมปังหนึ่งห่อใส่ตะกร้า “แต่ถ้าเขากล้าแตะต้องฉันเมื่อไหร่ฉันจะสับมันให้ละเอียดเป็นชิ้นๆ”
“ที่พี่โทรมาบอกตอนนี้ แสดงว่าหยินตี้ลงมือก่อนแล้วสินะ?”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอ
“หัวไว ไม่เสียแรงที่เกิดมาเป็นคนของตระกูลเสิ่น แล้วนายไม่เคยโกรธตระกูลหลี่บ้างเลยหรือ?”
เพียงได้ยินชื่อ ‘ตระกูลหลี่’ เสิ่นหลินก็กำหมัดแน่น แววเจ็บแปลบวูบผ่านในดวงตา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ถ้าอย่างนั้นใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ ไม่ดีกว่าหรือครับ?”
“แปลว่านายรู้แล้วใช่ไหมว่าควรจะทำยังไงต่อไป?”
เสียงของเสิ่นชู่ฟังดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แฝงรอยยิ้มบางเบาอยู่ในถ้อยคำ
“สร้างตัวตนใหม่ ดึงดูดผลประโยชน์ตอบแทนตามสมควร แล้วล่อเหยื่อให้ติดกับดัก”
...
อีกด้านหนึ่ง เสิ่นเอ๋อร์ยืนนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำเบาๆ
“แผนของคุณชาย คือให้คุณชายรองล่อเสือออกจากถ้ำอย่างนั้นสินะ”
เสิ่นชู่เพียงพยักหน้าช้าๆ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
บรรยากาศในห้องทำงานเงียบงัน
ภายใต้ความเงียบสงบนั้นคือกระดานหมากที่วางหมากไว้แล้วทุกตัว กลยุทธ์ที่ถูกเตรียมการอย่างแยบยล
และคนที่คิดว่าตนเป็นผู้ล่ากลับตกเป็นเหยื่อตั้งแต่ต้น โดยที่ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย