พี่ซิน เสิ่นอี้ขวางหวังเหมาจวินเจี๋ย (ฟรี)
เสิ่นหลินกับหวังเหมาจวินเจี๋ยนั่งคุยเรื่องธุรกิจบาร์ไป พลางรับบริการสุดพรีเมียมจากสาว ๆ อย่างเพลิดเพลิน
แน่นอนว่าเรื่องเงิน เสิ่นหลินจะเป็นคนออกให้ ส่วนเรื่องบริหารจัดการทั้งหมดจะปล่อยให้หวังเหมาจวินเจี๋ยดูแล
และในตอนนั้นเอง เสิ่นหลินก็เริ่มรู้สึกว่าการเปิดบาร์มันเป็นไอเดียที่ไม่เลวเลยจริง ๆ
ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น?
ข้อแรก พวกเขาจะมีที่ประจำไว้สังสรรค์ นัดเจอกัน หรือจัดงานได้ตลอด
ข้อสอง ตอนนี้ผลิตภัณฑ์แก้เมาของเขากำลังจะเปิดตัวออนไลน์ในไม่ช้าบาร์นี่แหละคือสถานที่โปรโมทที่เหมาะที่สุด! ก็ใครกันล่ะที่ไปบาร์แล้วไม่ดื่ม? ใครกันที่ยอมไม่ดื่มเมื่อมาเหยียบบาร์?
ดื่มไม่ไหวก็ซื้อยากินแล้วลุยต่อได้ แถมรายได้จากการขายแอลกอฮอล์ในบาร์ก็ยิ่งพุ่ง
ยังไม่พอเขายังสามารถให้สวีฮ่าวกับทีมพัฒนาสูตรพิเศษเฉพาะที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป ไว้ใช้เฉพาะในบาร์ของตัวเอง
แล้วจากบาร์หนึ่งร้าน ก็ขยายเป็นเครือข่ายระดับประเทศในอนาคต
แค่คิดก็รู้สึกฟินแล้ว!
ทั้งสองเล่นสนุกกันจนถึงตีหนึ่ง วันนี้สำหรับเสิ่นหลินโพสต์ในโซเชียลไม่จำเป็นเลย
บางครั้งแค่เช็คอินเฉย ๆ ก็พอ ชีวิตแบบนี้แหละคือของจริง!
หลังออกจากร้านนวด เสิ่นหลินหยิบบุหรี่ออกมาสองมวน แล้วยื่นให้หวังเหมาจวินเจี๋ย จากนั้นก็ยืนสูบอยู่หน้าประตูด้วยกัน
แค่ได้สูบเข้าไปคำแรกก็รู้สึกตาสว่างขึ้นมาทันที
ความง่วงที่สะสมอยู่ตั้งแต่ตอนแช่น้ำร้อนสลายหายไปหมด
หวังเหมาจวินเจี๋ยสูบควันเข้าไปลึกหนึ่งที ก่อนจะพ่นออกมาเป็นสายยาว แล้วบ่นเสียงอู้อี้ราวกับยังไม่อิ่มใจ
“ไม่ได้ละ แบบนี้บาร์ก็ต้องเปิด ร้านนวดก็ต้องเปิดด้วย!”
“คิดเหมือนกันเป๊ะเลย!”
เสิ่นหลินหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะหลุดยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
เสียงหัวเราะของทั้งสองดังก้องไปตามถนน ราวกับชายผู้ฝันกลางวันด้วยกันมาทั้งชีวิต
“ว่าแต่ว่าคืนนี้นายจะไปนอนที่ไหน?”
“ก็มีที่นอนอยู่ล่ะน่า ไม่ได้ลำบากถึงขั้นต้องไปนอนข้างถนนหรอก”
“แล้วสภาพโอเคไหม? ถ้าแย่จริง ๆ จะมานอนบ้านฉันก็ได้นะ”
เสิ่นหลินพูดขึ้นพลางหัวเราะขำ ๆ ใบหน้าลอยนึกถึงวิลล่าหรูของตัวเอง
“ไม่เอา! บ้านนายแม่งอึดอัดจะตาย ถ้าฉันพาผู้หญิงกลับไป ต้องมานั่งเกรงใจหน้านายอีก แบบนั้นจะสนุกได้ยังไงล่ะ?”
“แล้วทำไมไม่พามาเผื่อฉันด้วยล่ะ!”
เสิ่นหลินหัวเราะแล้วเตะขาเพื่อนทีหนึ่งแบบหยอกเล่น
“ฮ่า ๆ ๆ ผู้หญิงน่ะ ต้องหาเองเว้ย! เอาเถอะ ฉันเริ่มง่วงละ แยกย้ายกลับใครกลับมันดีกว่า”
หวังเหมาจวินเจี๋ยโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบ ก่อนจะหันไปยิ้มให้เสิ่นหลิน
เสิ่นหลินพยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“พูดจริงนะ ถ้าหาที่พักไม่ได้จริง ๆ ก็มานอนบ้านฉันเลย วิลล่าหลังใหญ่มาก ขนาดพาผู้หญิงกลับมา บางทีฉันก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำ”
“ไปไกล ๆ เลย!”
หวังเหมาจวินเจี๋ยหัวเราะลั่น ก่อนจะทำท่าจะเดินจากไป แต่จู่ ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“อ้อ เกือบลืมบอกเรื่องนึง!”
“หืม? อะไร?”
เสิ่นหลินหันกลับมามองด้วยสีหน้าฉงน
“พี่สาวซินกำลังจะกลับมาจีนแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น เสิ่นหลินถึงกับชะงักไปในพริบตา
ในหัวของเขา ภาพของเด็กหญิงคนหนึ่งก็ฉายชัดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
เด็กสาวที่เคยปกป้องเขากับหวังเหมาจวินเจี๋ยในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
พี่สาวคนนั้น อายุแก่กว่าพวกเขาสามปี
ตอนที่เธอเรียนมัธยมต้น ก็มีครอบครัวจริง ๆ มารับไปต่างประเทศ แต่เธอก็ยังติดต่อกับพวกเขาเสมอ ส่งขนมนอก ของฝากจากต่างประเทศมาให้ไม่ขาด
ช็อกโกแลตนำเข้า บุหรี่นำเข้า อะไรที่เด็ก ๆ ไม่มีโอกาสได้กิน เธอก็ส่งมาให้
สมัยนั้น เสิ่นหลินกับหวังเหมาจวินเจี๋ยกลายเป็นขวัญใจเด็กทั้งลาน เดินไปไหนก็มีเด็ก ๆ ตามติดเป็นพรวน หวังแค่จะได้ชิมช็อกโกแลตจากพวกเขาสักคำ
แต่ไม่รู้ว่าทำไมหลังจากเข้าเรียนมหาวิทยาลัย พี่ซินก็หายเงียบไป
ติดต่อไม่ได้อีกเลย
ในช่วงเวลานั้น หวังเหมาจวินเจี๋ยเองก็ไปต่างประเทศ พอขาดการติดต่อจากทั้งสองคนเสิ่นหลินก็รู้สึกว่างเปล่าเหลือเกิน
แม้เขาจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ในใจกลับรู้สึกว่าตัวเองยังมีครอบครัวอยู่กับพี่ซินและเจ้าเหมา
ช่วงเวลานั้นเสิ่นหลินเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาผ่านมาได้อย่างไร
ครั้งหนึ่ง เสิ่นหลินเคยคิดว่าตลอดชีวิตนี้ เขาคงไม่มีวันได้พบหวังเหมาจวินเจี๋ยกับพี่ซินอีกแล้ว
ไม่คาดคิดเลยว่าวันนี้จะมีเรื่องดีเกิดขึ้นติด ๆ กันแบบนี้
หวังเหมาจวินเจี๋ยกลับมาแล้วแถมยังมีข่าวของพี่ซินอีกด้วย!
“พี่ซิน นายติดต่อเธอได้ยังไงวะ?”
“ตอนฉันไปต่างประเทศ เคยเจอพี่ซินโดยบังเอิญน่ะ ที่จริงเธอไม่ได้ตั้งใจหายไป แต่โทรศัพท์ดันถูกขโมยไง!”
“เบอร์ติดต่อของพวกเราก็เลยหายไปหมด”
ได้ยินแบบนั้น เสิ่นหลินก็มองหวังเหมาจวินเจี๋ยด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะยิ้มและพยักหน้า
“พี่ซินจะกลับมาเมื่อไหร่ บอกล่วงหน้าด้วยนะ จะได้ไปรับพร้อมกันที่สนามบิน”
“แน่นอนสิะ ถ้าเราไม่ไป ใครจะไปล่ะ? เอาล่ะ ไม่พูดแล้ว ฉันกลับบ้านนอนก่อนละ พรุ่งนี้ตื่นแล้วจะไปหา!”
หวังเหมาจวินเจี๋ยหัวเราะเบา ๆ ยัดมือเข้ากระเป๋า ก้าวเท้าจากไปอย่างสบายใจ พร้อมฮัมเพลงไปเรื่อย
เสิ่นหลินมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป แล้วค่อย ๆ ลดรอยยิ้มลง
“เจ้าหมอนี่มีอะไรปิดบังฉันอยู่แน่ เอาเถอะ เดี๋ยวมาดูกัน ว่าจะปิดได้อีกนานแค่ไหน!”
เขาส่ายหัวอย่างอ่อนใจ เดินกลับไปที่รถ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเสิ่นชู่ทันที
“เฮ้ พี่ชาย”
“อยู่บ้านแล้ว ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวทำเองได้!”
“ดี!”
หลังวางสาย เสิ่นหลินก็จุดบุหรี่สูบอีกมวน ก่อนจะสตาร์ทรถมุ่งหน้าไปยังบ้านของเสิ่นชู่
…..
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งหลังจากหวังเหมาจวินเจี๋ยเดินออกจากร้านนวดได้ไม่นาน ก็มีสายโทรศัพท์เข้ามา
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูรายชื่อผู้โทร แล้วหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกดรับสาย
“ว่าไง พี่ซิน”
ณ เวลานั้น บนระเบียงชั้นสองของคฤหาสน์ยุโรปหลังหนึ่ง หญิงสาวในชุดนอนลูกไม้สีแดงกำลังถือแก้วไวน์แดงอยู่ในมือ ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ขณะเอ่ยถามผ่านปลายสาย
“เสี่ยวหลินโอเคดีใช่ไหม?”
“พี่ซิน ไม่ต้องห่วง ผมว่าทางตระกูลเสิ่นน่าจะจัดการนักฆ่าไปเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“ดีแล้วล่ะที่เขาไม่เป็นอะไร แต่ยังไงก็เถอะ หาเวลาว่างไปเยี่ยมพวกหลี่หน่อยเถอะ พวกมันกล้าลงมือกับคนของฉันแบบนี้ คงไม่อยากทำธุรกิจต่างประเทศต่อแล้วล่ะมั้ง?”
“รับทราบครับ พี่ซิน”
“มะรืนนี้ ฉันจะบินกลับประเทศแต่อย่าเพิ่งบอกเสี่ยวหลินนะ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เราจะเจอกัน”
“เข้าใจแล้วครับพี่ซิน แต่ตอนนี้ผมขอวางสายนะครับ”
หวังเหมาจวินเจี๋ยเดินเข้าไปในตรอกเงียบ ๆ สีหน้าฉายแววเย้ยหยัน ขณะพูดกับปลายสายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“อืม ระวังตัวด้วยล่ะ เป็นเรื่องปกติที่ตระกูลเสิ่นจะระแวงนาย แต่จำไว้นะได้แล้วก็ต้องรู้จักหยุด”
“เข้าใจครับ!”
สิ้นเสียง หญิงสาวค่อย ๆ ลดโทรศัพท์ลง พลางยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหยิบรูปถ่ายแผ่นหนึ่งขึ้นมา
ในรูปนั้นคือเสิ่นหลินในวัยเด็ก เธอลูบใบหน้าของเขาในภาพด้วยปลายนิ้วเบา ๆ
“เสี่ยวหลิน พี่กำลังจะกลับประเทศแล้วนะ ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเขินเหมือนเมื่อก่อนไหม?”
…..
อีกด้านหนึ่ง หวังเหมาจวินเจี๋ยเพิ่งวางสายโทรศัพท์เสร็จ ก็เก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกง แล้วหันไปมองความมืดรอบตัว
จากนั้นเขาก็พูดขึ้นลอย ๆ
“ออกมาเถอะ เพื่อน”
ทันทีที่พูดจบ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากปลายตรอก
ชายคนหนึ่งในชุดสูทผูกเนคไท ก้าวออกมาด้วยท่าทีสบาย ๆ มือทั้งสองอยู่ในกระเป๋า มาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“หมาป่าแดง ไม่สิ ท่านหวัง ตอนนี้คุณกลับประเทศมาทำไมกันแน่? เป็นมิตรหรือศัตรูกับคุณชายของพวกเรา?”
หวังเหมาจวินเจี๋ยจุดบุหรี่ สูบลึกหนึ่งที แล้วพ่นควันออกมาเป็นวง
“ตระกูลเสิ่น เสิ่นอี้ ผู้บัญชาการเสิ่น การที่ฉันกลับมาครั้งนี้เป็นเรื่องปกติ จะให้พวกคุณมาควบคุมอะไรไม่ได้หรอก ใช่ไหม?”
เสิ่นอี้หยุดยืนใต้แสงไฟข้างทาง แหงนหน้าขึ้นมองเขาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
“คุณหวัง ฉันแค่อยากแน่ใจว่าคุณเป็นมิตร หรือเป็นศัตรู ไม่อย่างนั้น วันนี้คุณจะไม่ได้ออกไปจากตรอกนี้แน่!”