รุ่นสามแห่งตระกูลเสิ่น (ฟรี)
เสิ่นหลินใช้เวลาทั้งคืนพูดคุยทำความรู้จักกับทุกคนในตระกูลเสิ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง
กว่าจะได้เข้านอนก็ล่วงเลยไปถึงดึกดื่น ภายใต้การจัดการของแม่ เสิ่นหลินจึงได้เข้าไปพักในห้องของตัวเอง
ก่อนจะเข้านอน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาเสี่ยวรั่วเว่ย แจ้งว่าเขาอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว
ถึงอย่างไรสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ค่อนข้างกระทันหันเกินไป
แต่เสี่ยวรั่วเว่ยก็ไม่ได้ซักถามอะไรให้มากความเธอไม่ใช่คนประเภทที่ชอบซอกแซกหรืออยากรู้อยากเห็นจนเกินงาม
ในสายตาของเสี่ยวรั่วเว่ย เสิ่นหลินคือคนที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง
หลังจากวางสายกับเธอ เสิ่นหลินก็คิดอะไรไปพลาง เดินกลับเข้าห้องพักของตัวเอง
ที่พักของเขาถูกตกแต่งในสไตล์เรือนโบราณแบบมีลาน มีห้องนอนหนึ่งห้อง และลานเล็ก ๆ อยู่ด้านนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขาโดยเฉพาะ
ในลานมีทั้งเขาหินจำลอง ศาลาเล็ก ๆ และสระน้ำตกแต่งอย่างละเมียดละไม
บรรยากาศทั้งหมดให้ความรู้สึกย้อนยุค
เสิ่นหลินหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพมุมหนึ่งของลานเรือน จากนั้นจึงเปิดแอปเวยป๋อแล้วเริ่มพิมพ์ข้อความ
ข้อความ: ราตรีสวัสดิ์ เมืองหลวง
ภาพ: มุมหนึ่งของเรือนโบราณที่เพิ่งถ่ายไปเมื่อครู่
หลังจากแต่งเสร็จ เขาก็กดโพสต์ลงเวยป๋อทันที
ทันใดนั้นก็มีคอมเมนต์หลั่งไหลเข้ามาเป็นสาย
ชาวเน็ตคนที่ 1: โห คุณหลิน อยู่เรือนโบราณเหรอเนี่ย?
ชาวเน็ตคนที่ 2: คุณหลินนี่รวยไม่เบานะ
ชาวเน็ตคนที่ 3: สวยมากเลยค่ะ
อาจารย์หวัง: @เสิ่นหลิน นายกลับบ้านแล้วเหรอ?
ฉินเฟิง: @เสิ่นหลิน เมื่อวานยังอยู่เซี่ยงไฮ้อยู่เลย วันนี้โผล่มาปักกิ่งซะงั้น กลับมาเมื่อไหร่บอกนะ ไปเล่นสกีกัน!
โพสต์ของเสิ่นหลินกลายเป็นไวรัลขึ้นมาทันที เพราะมีทั้งอาจารย์หวังกับคนดังอีกหลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น
แต่เสิ่นหลินไม่รู้เรื่องอะไรเลย หลังจากโพสต์เสร็จ เขาก็ปิดเครื่องแล้วนอนทันที เพราะพรุ่งนี้คือวันที่เขาจะกลับเข้าสังคมอย่างเป็นทางการ
เสิ่นหลินรู้ดีว่า งานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ จะไม่ใช่งานธรรมดาแน่นอน
ยังไงเสียวันนี้เขาก็ทำเรื่องใหญ่ไปแล้ว
อย่าคิดอะไรมากนัก แค่ยอมรับมันก็พอ
ศัตรูมา ก็สกัดไว้
น้ำหลากมา ก็ถมดินต้านมัน
…
เช้าวันถัดมา เสิ่นหลินตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว เปลี่ยนเป็นชุดกีฬา แล้วเดินออกไปออกกำลังกายในลานของตัวเอง
จริง ๆ แล้วเมื่อก่อนเขาไม่ค่อยอยากออกกำลังกายสักเท่าไหร่
เพราะด้วยทักษะการต่อสู้ระดับสูงสุดแบบเขา ไม่จำเป็นต้องฝึกอะไรเพิ่มมากนัก
แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน เสิ่นหลินรู้ว่าเขายังสามารถแข็งแกร่งขึ้นไปได้อีก
แม้จะมีทักษะการต่อสู้ระดับสูงสุด แต่หากเผลอประมาท ก็ยังมีสิทธิ์พลาดท่าได้
เขาไม่อยากให้เหตุการณ์แบบเมื่อวานเกิดขึ้นอีก
เพราะงั้นวันนี้เลยตื่นมาออกกำลังกายแต่เช้า
ระหว่างที่เสิ่นหลินกำลังซ้อมอยู่ เสิ่นฮุ่ยก็เดินเข้ามาในลานทันที พอเห็นเสิ่นหลินกำลังต่อยอากาศอยู่ เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง โจมตีเข้าไปเลย
เสิ่นหลินก็ไวไม่แพ้กัน ทั้งคู่แลกหมัดกันอย่างสูสีในช่วงต้น
พอผ่านไปไม่กี่กระบวนท่า เสิ่นฮุ่ยก็ส่ายหน้าพลางยิ้มแห้ง ๆ เขารู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าเสิ่นหลินเก่ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเก่งขนาดนี้
แค่ห้าท่า เขาก็แพ้แล้ว
เสิ่นฮุ่ยมองเสิ่นหลินที่เพิ่งชักมือกลับ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ที่ผ่านมาไปทำอะไรมา ทำไมถึงเก่งขนาดนี้?”
เสิ่นหลินยิ้ม ก่อนจะตอบกลับอย่างขำ ๆ
“อยากเรียนบ้างไหมล่ะ?”
เสิ่นฮุ่ยปัดฝุ่นที่เสื้อของตัวเอง แล้วส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้พี่ถึงขีดจำกัดในการฝึกฝนแล้ว จะให้ก้าวข้ามไปอีกขั้นก็คงยากเต็มที”
เขาเปลี่ยนเรื่องทันที
“ว่าแต่ รีบไปห้องจัดเลี้ยงได้แล้วนะ คนอื่นเขาไปถึงกันหมดแล้ว!”
ได้ยินอย่างนั้น เสิ่นหลินก็หันมามองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ไม่จัดที่บ้านเหรอ?”
เสิ่นฮุ่ยยิ้มขำ ๆ พร้อมกับตบไหล่เขาเบา ๆ
“บ้านงั้นเหรอ? นายดูรอบ ๆ หน่อยสิว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน จะให้คนทั่วไปเข้ามาเดินเล่นในที่แบบนี้ได้ยังไงกัน?”
พอได้ยินแบบนั้น เสิ่นหลินก็เข้าใจขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูดจริง ๆ
“โอเค งั้นผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน พี่ก็เดินเล่นรอไปละกัน”
พูดจบเสิ่นหลินก็เดินกลับเข้าห้อง เสื้อผ้าที่แม่เขาเตรียมไว้ให้เรียงเป็นแถวอยู่บนราว ทั้งหมดล้วนเป็นไซซ์ของเสิ่นหลิน แถมยังเป็นชุดสูทแบบตัดพิเศษทุกตัว
เขาเลือกชุดสูทเรียบหรูดูดีตัวหนึ่ง เปลี่ยนทรงผมให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงโทรหาเสิ่นฮุ่ยแล้วออกไปพร้อมกัน
ทันทีที่เดินออกจากลานบ้าน ก็เห็นเสิ่นชู่ขับรถแลนด์โรเวอร์ มาจอดอยู่ตรงหน้า พร้อมกับโบกมือให้พวกเขา
เสิ่นหลินกับเสิ่นฮุ่ยเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่าเสิ่นเหมินนั่งอยู่เบาะหลังแล้วเช่นกัน
“อรุณสวัสดิ์น้องชายชาย วันนี้หล่อมากเลยนะ นั่งหลังกับพี่สาวเลย!”
เสิ่นเหมินเปิดประตูเลื่อนตัวไปอีกด้าน แล้วตบเบาะนั่งเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มสดใส
เสิ่นหลินยิ้มรับแล้วพยักหน้า เดินขึ้นไปนั่งข้างเสิ่นเหมิน ส่วนเสิ่นฮุ่ยนั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับ
“หล่อขนาดนี้ สมกับเป็นน้องชายของฉันเลยล่ะ เสี่ยวหลินมีแฟนรึยัง?”
ได้ยินแบบนั้น เสิ่นหลินก็ยิ้มบาง ๆ
“ก็ น่าจะมีแล้วล่ะมั้ง”
คำตอบของเสิ่นหลินทำเอาเสิ่นเหมินโน้มตัวเข้ามา จิ้มจมูกเขาเล่นพร้อมพูดอย่างแซว ๆ
“น้องชาย จะหา น้องสะใภ้ มาให้พี่ไหมล่ะ?”
“แค่ก!”
เสิ่นหลินกระแอมออกมาทันทีที่ได้ยิน
ใครเขาจะถามกันตรง ๆ แบบนี้วะ? เสิ่นหลินเลยรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“งานเลี้ยงจัดที่ไหนเหรอ?”
เสิ่นฮุ่ยที่นั่งอยู่เบาะหน้าหันกลับมาตอบพลางยิ้ม
“โรงแรมต้าอวี่ไถ แอมบาสเดอร์!”
“ที่ไหนนะ?”
เสิ่นหลินทำหน้างงทันทีที่ได้ยิน
เห็นสีหน้าของเขา เสิ่นเหมินก็หัวเราะออกมา
“ก็ ต้าอวี่ไถ ที่นายรู้จักนั่นแหละ”
เสิ่นหลินยิ้มพยักหน้าเบา ๆ สถานที่แห่งนั้นคือสถานที่ในตำนาน
ไม่คิดเลยว่างานเลี้ยงต้อนรับเขากลับบ้านจะจัดที่นั่น
แต่พอคิดถึงอิทธิพลของตระกูลเสิ่นแล้วจัดที่นั่นก็คงไม่แปลกอะไร
ระหว่างที่เสิ่นชู่กำลังขับรถอยู่ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดขึ้นว่า
“ว่าแต่ วันนี้ตัวแทนจากเจ็ดตระกูลใหญ่จะมาทักทายกับนายนะ ตระกูลไป๋กับตระกูลหนี่เป็นพันธมิตรของเรา ส่วนตระกูลซางกวนกับตระกูลจ้าวก็เป็นพันธมิตรกันเอง ตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่ไม่ถูกกัน ส่วนซางกวนวางตัวเป็นกลาง ตระกูลหลี่กับตระกูลเซวี่ยเป็นพันธมิตรกันและอย่างที่รู้กันดี ตระกูลหลี่กับพวกเราไม่ค่อยถูกกัน ส่วนตระกูลเซวี่ยกับตระกูลจ้าวก็มีปัญหากันมาตลอด แต่เพราะพันธมิตรกับตระกูลหลี่ เลยทำให้ความสัมพันธ์กับพวกเราไม่ค่อยดีนัก”
ทันทีที่เสิ่นชู่พูดจบ เสิ่นฮุ่ยก็หัวเราะแล้วเสริมขึ้นมาอย่างล้อเลียน
“เขาว่ากันว่าคนที่ตระกูลหลี่ส่งมาในวันนี้คือหลี่มู่เจี๋ยนะ”
“หลี่มู่เจี๋ย?”
เสิ่นหลินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“ใช่แล้ว หลี่มู่เจี๋ย หนึ่งใน คู่ดาวแฝด รุ่นที่สามของตระกูลหลี่ เป็นลูกพี่ลูกน้องของหลี่มู่ไป๋ เขาเองก็อยู่ในกองทัพเหมือนกัน แม้จะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ แต่เวลาเผชิญหน้ากับศัตรูภายนอกก็ยังพอร่วมมือกันได้บ้าง ไม่ได้เจอกันที่เมืองสื่อจิ่วตั้งนานแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะโผล่มางานนี้ ดูท่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ”
เสิ่นเหมินอธิบายต่อให้เสิ่นหลินฟัง
“แล้วก็น้องชายขอบอกไว้ก่อนนะ ลุงบอกว่า ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรในหมู่รุ่นสามของแต่ละตระกูล นายต้องจัดการเอง อย่าให้ตระกูลเสิ่นของเราต้องเสียหน้าเด็ดขาด!”
เสิ่นหลินได้ยินแบบนั้นก็ยิ้ม พยักหน้ารับ ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาเย็นเยียบฉายแววความตั้งใจ
“วันนี้ ผมคือพระเอกของงาน จะให้ใครมาแย่งซีนไม่ได้เด็ดขาด ดีที่สุดคือทุกคนวางตัวดี ๆกับผมและพวกพี่ แต่ถ้ามีใครตาถั่วล่ะก็ผมก็ไม่คิดจะออมมือเหมือนกัน”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของเสิ่นหลิน เสิ่นฮุ่ย เสิ่นชู่ และเสิ่นเหมินก็พร้อมใจกันชูนิ้วโป้งให้
“สุดยอด!”
“แต่ไม่ต้องห่วงนะ พี่น้องอย่างพวกเราน่ะ พร้อมช่วยนายเสมอ!”
เสิ่นเหมินแกว่งแขนไปมาอย่างกระตือรือร้น
นานแล้วที่พวกเขาไม่ได้ออกงานด้วยกัน แต่ก่อนมักจะเป็นแค่แก๊งสามคนเสิ่นชู่ เสิ่นฮุ่ย และเสิ่นเหมิน
แต่ตอนนี้เสิ่นหลินกลับมาแล้วขุมกำลังของทีมก็แข็งแกร่งขึ้นอีกระดับ!