เผชิญหน้าในงานเลี้ยง (1) (ฟรี)
พอเสียงของเสิ่นเสวี่ยจวินจบลง
วินาทีถัดมา แสงไฟอีกดวงก็ส่องไปยังบันไดในห้องจัดเลี้ยง
ท่ามกลางสายตาของคนใหญ่คนโตทั้งเมืองหลวง
หนี่เวยจับมือเสิ่นหลินไว้แน่น แล้วค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน
ทันทีที่ทุกคนเห็นสองคนนั้น ก็เริ่มกระซิบกระซาบกันทันที
“นั่นใช่ทายาทคนต่อไปของตระกูลเสิ่นรึเปล่า?”
“ใช่ ดูหล่อมากเลย แถมดูมีพลังสุด ๆ!”
“โอ้โห คนอะไรหล่อชะมัด!”
“หน้าเหมือนกันเลยอ่ะ”
……
ในขณะที่ทุกคนกำลังซุบซิบกันอยู่นั้น
มุมหนึ่งของห้อง สาวคนที่ทำแก้วหล่นก่อนหน้านี้กำลังเอามือปิดปาก ดวงตาเบิกกว้าง มองไปที่ผู้ชายคนนั้นที่กำลังเป็นจุดสนใจอยู่บนบันได
ร่างนั้นคุ้นเคยมาก
ใบหน้านั้นเธอฝันถึงมันอยู่บ่อย ๆ
“เสิ่นหลิน เป็นนายจริง ๆ เหรอ?”
หลิวชูยาแทบพูดไม่ออก
แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีมือหนึ่งแตะลงบนไหล่ของเธอเบา ๆ
“คุณหลิวเราเจอกันอีกแล้วนะครับ”
หลิวชูยาหันขวับไปมอง ก่อนจะเห็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ เธอก้าวถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ
“สวัสดีค่ะ คุณหลี่”
ผู้ชายตรงหน้าหลิวชูยา ก็คือ หลี่มู่เฟิง
หลี่มู่เฟิงล้วงมือไว้ในกระเป๋ากางเกง มองหลิวชูยาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“คุณหลิว อนุญาตให้ผมชวนคุณเต้นรำได้ไหมครับ?”
“ขอโทษนะคะ คุณหลี่ตอนนี้ฉันไม่ค่อยสบาย ขอตัวก่อนค่ะ!”
พูดจบหลิวชูยาก็รีบเดินไปทางห้องน้ำทันที
หลี่มู่เฟิงก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันกลับ พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ล้วงกระเป๋าไว้เหมือนเดิม สายตาจ้องตามหลิวชูยาที่เดินหายไปทางห้องน้ำ
“น่าสนใจดีแฮะ”
…..
และตอนนี้ทุกสายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่เสิ่นหลินกับหนี่เวย
ราวกั้นตรงชั้นสอง
ตอนที่จ้าวหยวนเจิ้นเห็นเสิ่นหลินครั้งแรก เขาขมวดคิ้วนิด ๆ แววตาดูจริงจังขึ้นมาทันที
เพราะเขาสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างในตัวเสิ่นหลิน ความมั่นใจแรงกล้าที่แผ่ออกมาโดยไม่ต้องพยายาม
แม้ว่าเสิ่นหลินจะดูอายุน้อย แต่รัศมีรอบตัวเขาทำให้คนลืมไปเลยว่าเขายังเด็ก
คนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่ ๆ
นั่นคือความประทับใจแรกของจ้าวหยวนเจิ้นที่มีต่อเสิ่นหลิน
พอเขาหันไปมองซางกวนไคกับเซวี่ยหนิงชิง แล้วเห็นทั้งคู่ทำตัวเหมือนทุกอย่างปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น จ้าวหยวนเจิ้นก็รู้ทันที
สองคนนั้นยังมองไม่ออกว่าเสิ่นหลินไม่ใช่คนธรรมดา
จ้าวหยวนเจิ้นยิ้มมุมปากแบบเจ้าเล่ห์ดูท่าว่าจะมีอะไรสนุก ๆ ให้ดูแล้วสิ
คิดได้แบบนั้น เขาก็ก้มมองมือตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยแผล
นี่แหละคือเหตุผลหลักที่เขามองคนออก
จ้าวหยวนเจิ้นไม่ใช่คนที่ใช้แต่สมองอย่างที่คนอื่นลือกันหรอก เอาเข้าจริง เขาแค่โชว์ด้านวางแผนให้คนนอกเห็น ส่วนอีกด้านด้านที่เขาใช้กำลังเขาไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้เลย
…..
กลางงานเลี้ยง หนี่เวยพาเสิ่นหลินเดินตรงมาหาเสิ่นเสวี่ยจวิน
เสิ่นเสวี่ยจวินยิ้ม แล้วจับมือเสิ่นหลินเอาไว้ จากนั้นก็หันไปมองคนทั้งห้องแล้วพูดขึ้นว่า
“ทุกคน นี่คือลูกชายของฉัน ฝากดูแลเขาด้วยนะครับ”
จากจุดนี้แหละเสิ่นหลินจึงนับว่ากลับเข้าบ้านตระกูลเสิ่นอย่างเป็นทางการ
งานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
หนี่เวยพาเสิ่นหลินเดินวนไปรอบ ๆ งาน ทักทายเหล่าผู้มีอิทธิพล
เสิ่นหลินดูจะเข้ากับพวกผู้ใหญ่เหล่านี้ได้สบาย ๆ พูดจาก็คล่องแคล่ว จนทำให้ผู้ใหญ่หลายคนรู้สึกถูกชะตากับเขาเข้าอย่างจัง
และไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่กลุ่มหนุ่มสาวที่ยืนข้างพ่อแม่ ร่วมทักทายเสิ่นหลินกับหนี่เวย ก็มองเสิ่นหลินด้วยแววตาเป็นประกาย
ก็นะ คนคนนี้น่ะ เจ้าชายตัวจริงเสียงจริง เลยล่ะ
ที่สำคัญคือเป็นเจ้าชายที่ยังไม่มีฝ่ายของตัวเองด้วย
ไม่แปลกเลยที่บางคนเริ่มมีแผนในใจอยากจะเข้าหาเสิ่นหลินไว้ก่อน
อีกด้านหนึ่ง หลี่มู่เจี๋ยยืนอยู่กลางงาน จิบแชมเปญไป สายตาจับจ้องมาที่เสิ่นหลิน
ได้ยินคนรอบตัวพากันชมไม่ขาดปาก หลี่มู่เจี๋ยก็แค่นหัวเราะเบา ๆ อย่างดูถูก
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะลงมือ
ไม่นานนัก หนี่เวยพาเสิ่นหลินแนะนำให้รู้จักกับทุกคน แล้วจึงพากลับมายังจุดศูนย์กลางของงาน
ตอนนั้นเอง เสิ่นหลินก็เห็นเสิ่นฮุ่ย เสิ่นชู่ เสิ่นเหมิน และญาติคนอื่น ๆ จากตระกูลเสิ่นทยอยออกมา
ทุกคนมายืนอยู่ด้านหน้า ยิ้มให้เขา แล้วโบกมือเรียก
จากนั้นครอบครัวก็มาถ่ายรูปรวมกันตรงหน้าทุกคน
เสิ่นเสวี่ยจวินยกมือขึ้น ก่อนประกาศเสียงดัง
“ฉันขอประกาศว่างานเลี้ยงเริ่มอย่างเป็นทางการแล้ว!”
ทันทีที่พูดจบ บุฟเฟ่ต์ก็เริ่มเสิร์ฟ เพลงเปิดก็เริ่มขึ้น
ทุกคนสามารถเดินเล่น พูดคุย หรือเต้นรำได้ตามสบาย
แต่เสิ่นหลินเขาไม่ชอบงานแบบนี้เลยสักนิด ต้องแกล้งยิ้ม แกล้งคุยไปหมด
“พี่ ไปสูบบุหรี่ข้างนอกกันมั้ย?”
เสิ่นหลินหันไปพูดกับเสิ่นฮุ่ย
“ตอนนี้ไปไม่ได้ว่ะ” เสิ่นฮุ่ยตอบทันที
เสิ่นฮุ่ยหันมายิ้มให้เสิ่นหลิน ส่วนเสิ่นชู่ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ว่า
“หมามันมาแล้ว”
พอได้ยินแบบนั้น เสิ่นหลินก็เงยหน้าขึ้น แล้วก็เห็นชายหนุ่มร่างใหญ่ หัวเกรียน เดินตรงเข้ามาช้า ๆ
“นั่นหลี่มู่เจี๋ย จากตระกูลหลี่”
ตอนนั้นเอง เสิ่นเหมินก็เดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเตือนเบา ๆ
เสิ่นหลินพยักหน้าเบา ๆ
เขาหันไปมองอีกฝ่าย แต่พอเห็นชัด ๆ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะหน้าตาของหลี่มู่เจี๋ยหรอกแต่เพราะเสิ่นหลินสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
ในกลุ่มคนที่เดินตามหลี่มู่เจี๋ยมา มีชายบางคนที่ดูมีออร่าแบบทหาร เดินปะปนมากับแขกในงานสายตาเฉียบคม ท่าทางไม่น่าไว้ใจ
เสิ่นหลินหรี่ตาลงอย่างระแวดระวังทันที
เพราะเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาแบบมิตรหรือศัตรู ที่สำคัญคือ คนพวกนั้นดูไม่เหมือนจะอยู่ฝั่งเดียวกับหลี่มู่เจี๋ยด้วยซ้ำ
เสิ่นหลินเริ่มระวังตัวในใจเขารู้แล้วว่าวันนี้อาจจะไม่ใช่งานสบาย ๆ อย่างที่คิด
เขากำลังจะเตือนพี่ชายสองคนของเขา แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร หลี่มู่เจี๋ยก็เดินมาถึงตรงหน้าพวกเขาแล้ว
สายตาหลี่มู่เจี๋ยจับจ้องเสิ่นหลินด้วยความสนใจ
ทั้งงานนี้ เสิ่นหลินคือจุดเด่นก็จริง แต่คนอย่างหลี่มู่เจี๋ยที่มาจากหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ก็เป็นพระเอก"ของงานเหมือนกัน
แน่นอนว่าสายตาหลายคู่จับจ้องอยู่
ทันทีที่หลี่มู่เจี๋ยเดินเข้าหาเสิ่นหลิน ผู้คนในงานก็ต่างเริ่มมองมาทางนี้
“คุณชายหลินเพิ่งกลับมาเองตระกูลหลี่นี่รีบจังเลยนะ มาหาเรื่องเขาเลยเหรอ?”
“นั่นมันหลี่มู่เจี๋ยนี่แบบนี้คุณชายหลินน่าจะเจองานเข้าแล้วล่ะ”
“เขาจะกล้าเหรอ? บนเวทีท่านเสิ่นก็ยังอยู่เลยนะ”
“นายไม่เข้าใจหรอก ปกติพวกผู้ใหญ่จะไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องระหว่างรุ่นหลานตรง ๆ หรอก รุ่นหลานเขาต้องเคลียร์กันเอง”
“อ๋อ เข้าใจละ!”
ทุกคนเริ่มเข้าใจสถานการณ์ทันที ตอนแรกยังแปลกใจอยู่ว่าใครกันนะ กล้าหาเรื่องตระกูลเสิ่นต่อหน้าผู้อาวุโสขนาดนั้น
ไม่นึกว่าจะเป็นหลี่มู่เจี๋ยจากตระกูลหลี่จริง ๆ
พอเห็นว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มมีบทสนทนา คนรอบ ๆ ก็พากันมองมาทางนี้ แต่ไม่มีใครกล้าแสดงออกอะไรมากนัก
เพราะตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่า ศึกระหว่างตระกูลเสิ่นกับตระกูลหลี่ กำลังถูกปล่อยให้รุ่นสามจัดการกันเอง
ถ้าใครพูดผิดแม้แต่นิดเดียว แล้วทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจขึ้นมา
ผลลัพธ์ที่ตามมาคงไม่ใช่อะไรที่พวกเขารับไหวแน่
หลี่มู่เจี๋ยมองหน้าเสิ่นหลิน ก่อนจะหันไปส่งยิ้มกวน ๆ ให้เสิ่นฮุ่ยกับเสิ่นชู่
“พี่ชู่ พี่ฮุ่ย ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
“มู่เจี๋ย ไม่เจอกันนาน ขอบคุณที่แวะมาร่วมแสดงความยินดีกับน้องชายฉันด้วยนะ” เสิ่นฮุ่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่ค่อยจะจริงใจนัก