ตำนานผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์ (ฟรี)

เสิ่นหลินจับมือกับเขา พลางกวาดสายตาประเมินอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

เขาคืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นจริง แต่กลับไม่มีกลิ่นอายแบบคนในแวดวงวิชาการอย่างที่เสิ่นหลินคาดไว้ เพราะในสายตาของเขาแล้ว คนในแวดวงการศึกษา มักจะมีบุคลิกสุภาพ นุ่มนวล ดูสุขุมลึกซึ้ง

แต่ความประทับใจแรกที่เขาได้รับจากอธิการบดีเซวี่ยกลับไม่ใช่เช่นนั้นเลย

ตรงกันข้าม เขากลับดูเหมือนนักขายมืออาชีพ กระตือรือร้นแต่ไม่น่ารำคาญ แต่งตัวเนี้ยบ มีความมั่นใจ และดูผ่อนคลาย

เพียงแต่ต่างจากพนักงานขายทั่วไป เขากลับมีความเงียบขรึมอยู่ในตัว เป็นลักษณะของคนที่ผ่านการฝึกฝนจากแวดวงวิชาการมาอย่างเข้มงวด

“อย่าเพิ่งยืนอยู่เลย เชิญนั่งก่อนครับ!”

เซวี่ยเจี๋ยยิ้มพลางเชื้อเชิญให้เสิ่นหลินกับเสิ่นชู่นั่งลงที่โซฟา

ทันทีที่ทั้งสองนั่งลง เซวี่ยเจี๋ยก็ผายมือไปทางสุภาพสตรีวัยประมาณสามสิบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พร้อมแนะนำด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“กรรมการเขตเสิ่น ประธานเสิ่น ท่านนี้คือจางรู่จิ่ง!”

“เธอเป็นผู้ก่อตั้ง SMIC และยังลงทุนในโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยเราอยู่หลายโครงการ ถือเป็นเพื่อนคนสำคัญของผมเลยครับ เมื่อคราวก่อนผมได้ยินจากกรรมการเสิ่นว่า ประธานเสิ่นสนใจจะลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ วันนี้เลยถือโอกาสนัดพบกันให้รู้จักไว้ เผื่อมีโอกาสร่วมงานกันครับ!”

เสิ่นหลินกับเสิ่นชู่รีบลุกขึ้นจับมือทักทายจางรู่จิ่งทันที

เธอเองก็ดูสุภาพอ่อนน้อมมาก

“กรรมการเขตเสิ่น ประธานเสิ่น ได้ยินชื่อเสียงของทั้งสองมานานแล้ว ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!”

เสิ่นหลินกับเสิ่นชู่ต่างยิ้มรับและตอบทักทายด้วยท่าทีสุภาพ

แต่เสิ่นหลินก็แอบสงสัยในใจ คนของ SMIC มาที่นี่ทำไม?

หรือว่าอยากจะเข้าร่วมโครงการกับเขา?

แต่เขากลับไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องทำแบบนั้น?

และแล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง ดูมีอายุ แต่มีบุคลิกสง่างาม เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง

เขานั่งเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร ยิ้มเล็กน้อยเพียงเท่านั้น

เสิ่นหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้นโดยตรง

“ท่านนี้คือ?”

เมื่อได้ยินคำถาม เซวี่ยเจี๋ยก็ยิ้มแล้วกล่าว

“ประธานเสิ่น ท่านผู้นี้คือแขกสำคัญที่ผมตั้งใจจะให้รู้จักในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศในวงการเซมิคอนดักเตอร์ ศาสตราจารย์หนีกวงหนาน!

ฟู่ว!

เมื่อได้ยินชื่อที่เซวี่ยเจี๋ยกล่าวออกมา เสิ่นหลินก็รู้สึกคุ้นชื่อเป็นอย่างดี

นี่มันตัวจริงเสียงจริงของวงการ

ผู้ทรงคุณวุฒิอันดับต้น ๆ ของแวดวงชิปในประเทศจีน

เขาคือหนึ่งในผู้นำทีมพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างแท้จริง

ความสามารถของเขา ไม่ด้อยไปกว่าซูจื่อเฟิงและคนอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย

เมื่อคิดถึงจุดนี้ เสิ่นหลินก็รีบยื่นมือออกไปทันที

“สวัสดีครับ ศาสตราจารย์หนี ได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้พบตัวจริงวันนี้!”

“ประธานเสิ่น วัยเยาว์แต่เปี่ยมด้วยความสามารถ หนีกวงหนาน ยินดีที่ได้รู้จักครับ!”

ที่จริง ก่อนมาที่นี่ ศาสตราจารย์หนีก็เคยได้ยินชื่อเสิ่นหลินมาแล้ว

ไม่ใช่แค่เพราะเบื้องหลังตระกูลของเสิ่นหลินเท่านั้น แต่เพราะผลงานของเขาในปัจจุบันนั้น ถือว่าโดดเด่นกว่าคนรุ่นเดียวกันอย่างแท้จริง

มีคนมากมายที่มีพื้นเพดี แต่กลับไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันแบบเขา

คนในระดับนี้ มองอะไรก็ลึกกว่าคนทั่วไป

แม้เสิ่นหลินจะมีตระกูลหนุนหลัง แต่หากเขาไม่มีความสามารถของตนเอง ก็คงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้

ที่สำคัญ เสิ่นหลินประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ก่อนกลับเข้าสู่ตระกูลเสิ่นด้วยซ้ำ

หลังกลับมา เขาก็ไม่ต่างอะไรจากเสือติดปีก เส้นทางในอนาคตยิ่งกว้างไกล

เมื่อเซวี่ยเจี๋ยเห็นว่าทั้งสองรู้จักกันดี ก็หัวเราะเบา ๆ แล้วหยอกเล่นว่า

“พูดถึงเรื่องบังเอิญ ประธานเสิ่น ผมได้ยินมาจากกรรมการเขตเสิ่นว่าคุณเคยใช้ชีวิตอยู่ที่หางโจวมาก่อน”

เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“บังเอิญว่า ศาสตราจารย์หนีเองก็เป็นชาวมณฑลเจ้อเจียงเหมือนกัน แถมยังมาจากเมืองหนิงเฉิงอีกด้วย!”

เสิ่นหลินยิ้มบาง พยักหน้ารับอย่างสุภาพ

“โลกกลมจริง ๆ ครับ”

“หนิงเฉิงเป็นเมืองที่น่าอยู่มากนะครับ เวลาไม่มีลม คลื่นทะเลก็เงียบสงบ เป็นบรรยากาศที่ผมชอบเป็นพิเศษ”

“คุณเสิ่นชมเกินไปครับ”
ศาสตราจารย์หนียิ้มรับด้วยท่าทีอ่อนน้อม

หลังจากทำความรู้จักกันพอสมควร ทั้งสองก็นั่งลง เซวี่ยเจี๋ยเป็นฝ่ายโบกมือเรียกพนักงานให้เริ่มเสิร์ฟอาหาร เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างถูกเตรียมไว้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนที่เสิ่นหลินจะมาถึง

ท่าทีเช่นนั้นทำให้เสิ่นชู่ที่นั่งอยู่ด้วยชะงักไปเล็กน้อย
ทั้งที่งานเลี้ยงครั้งนี้เขาเป็นคนจัด
แต่กลับดูราวกับว่าอีกฝ่ายคือเจ้าภาพตัวจริงเสียอย่างนั้น

เขาหันไปมองเซวี่ยเจี๋ยด้วยแววตาสงสัย ก่อนที่อีกฝ่ายจะจุดบุหรี่ให้เขาพร้อมกระซิบว่า

“คุณจางเป็นคนยืนกรานเองครับ”

ได้ยินดังนั้น เสิ่นชู่ก็ได้แต่พยักหน้าอย่างจำยอม แล้วหันไปมองเสิ่นหลิน เสิ่นหลินก็เข้าใจในทันที นั่นคือให้รีบจ่ายค่าอาหารล่วงหน้าตัดหน้าไว้ก่อน

ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ล้วนมีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูง

อย่างไรก็ตาม แม้เสิ่นหลินจะยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของงานเลี้ยงในวันนี้ เขาก็ยังไม่รีบถามออกไป

แต่กลับนั่งนิ่ง สังเกตอาหารที่ทยอยมาเรื่อย ๆ

รังนก หูฉลาม โสมทะเล เป๋าฮื้อ

ตีนห่าน

นกนางแอ่นห้าสี

ไข่ปลาทองเก้าหงส์

และเมนูพิเศษอื่น ๆ ของร้านนี้ทยอยวางเรียงรายบนโต๊ะ

ไม่นาน ทั้งหมดก็เริ่มดื่มกินกันอย่างเป็นกันเอง ไม่มีใครพูดถึงธุรกิจ ไม่มีใครเร่งรัดอะไร เพราะเมื่อพูดคุยในระดับนี้ ลำดับของเรื่องสำคัญมาก

กินก่อน ค่อยคุย!

หลังจากผ่านไปสามรอบของการชนแก้ว

จางรู่จิ่งก็เป็นฝ่ายยกแก้วขึ้นกล่าวดื่มกับเสิ่นหลินก่อน เสิ่นหลินก็ยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวเช่นกัน

เมื่อวางแก้วลง เสิ่นหลินรู้ทันทีว่าเรื่องกำลังจะมา จึงหันไปมองจางรู่จิ่งอย่างเงียบ ๆ

จางรู่จิ่งเองก็มองเสิ่นหลินอย่างสนใจเช่นกัน
ณ โต๊ะอาหารแห่งนี้ เขาได้แสดงออกถึงความสุขุมลุ่มลึก สมกับเป็นคนที่ผ่านสมรภูมิธุรกิจมาอย่างโชกโชน

จากนั้นจางรู่จิ่งวางแก้วไวน์ลง ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ประธานเสิ่น ดิฉันจะไม่อ้อมค้อมนะคะ”

เสิ่นหลินพยักหน้าเล็กน้อย เป็นเชิงเชิญให้พูดต่อ

“ศาสตราจารย์หนีเป็นเพื่อนที่ดีของดิฉันค่ะ เดิมทีเขาเป็นผู้นำทีมวิจัยชิปที่สถาบันวิทยาศาสตร์ในเมืองหลวง แต่ตอนนี้นักลงทุนรายเดิมถอนตัวไป ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก เขาก็มาหาดิฉันเพื่อขอความช่วยเหลือ”

เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“แต่ตอนนี้ SMIC ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของดิฉันคนเดียวอีกแล้ว”

“พอดีเมื่อวันก่อนดิฉันได้ไปทานข้าวกับอธิการเซวี่ย เขาเล่าว่ากรรมการเขตเสิ่นกำลังช่วยน้องชายตามหาผู้เชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์ ทีแรกดิฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นคุณ แต่พอทราบว่าเป็นประธานของเยียนหลินกรุ๊ป ดิฉันก็เลยเสนอให้จัดนัดพบในวันนี้ อยากถามตรง ๆ ว่า คุณพอจะพิจารณาลงทุนในโครงการของเพื่อนฉันได้ไหมคะ?”

เสิ่นหลินได้ฟังแล้ว แม้รู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึก ๆ แต่ก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย เขาหันไปมองศาสตราจารย์หนีอย่างเงียบงัน

เมื่อเห็นสายตานั้น ศาสตราจารย์หนีก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ประธานเสิ่น ตอนนี้ทีมของเรากำลังจะมีผลงานสำคัญออกมาอยู่แล้วครับ แต่เพราะทุนจากนักลงทุนเดิมประสบปัญหา เราจึงจำเป็นต้องออกมาหาเงินทุนด้วยตัวเอง ถึงจะรู้สึกกระดากใจ แต่เราทำวิจัยเพื่อชาติ ทุนจากภาครัฐก็มีจำกัด”

“ผมกับลูกศิษย์ทุ่มเทกับงานนี้สุดตัว ผมไม่มีทางยอมแพ้ เพราะผมอยากเห็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนลุกขึ้นให้ได้ ไม่เช่นนั้น เราก็จะถูกอเมริกาบีบคอต่อไปเรื่อย ๆ!”

เสิ่นหลินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

ศาสตราจารย์หนียิ้มเจื่อน แล้วกล่าวติดตลก

“คุณจางบอกว่าคุณสนใจเรื่องนี้ ผมเลยหน้าด้านมาวันนี้เลยครับ!”

เสิ่นหลินหัวเราะเบา ๆ
นใจเขารู้ดีว่าวงการนี้มันเล็กนิดเดียว แค่มีใครสักคนขยับตัว ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งระบบได้แล้ว

แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิด คือโชคจะเข้าข้างจนส่งคนมาให้ถึงที่

เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างชัดเจน

“ผมชื่นชมความมุ่งมั่นของคุณมากครับ จริงอยู่ที่ผมสนใจอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะสนใจ หรือเพิ่งเริ่มลงทุนผมลงมือลุยจริงมานานแล้ว”

“เหตุผลที่ผมมองหาคนเก่ง ก็เพราะต้องการสร้างชื่อให้เยียนหลินเทคโนโลยีและต้องการบุคคลที่มีชื่อเสียงมารับรองคุณภาพให้กับผลิตภัณฑ์”

เมื่อสิ้นประโยค บรรยากาศบนโต๊ะถึงกับเงียบลง
จางรู่จิ่ง ศาสตราจารย์หนี และเซวี่ยเจี๋ย ต่างก็ชะงักไปเล็กน้อย

ถ้าเป็นเช่นนี้ โอกาสความร่วมมือก็อาจจะริบหรี่

แต่แล้วเสิ่นหลินก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันที

“ศาสตราจารย์หนี ผมจะพูดตรง ๆ เช่นกันตอนนี้ เยียนหลินเทคโนโลยีของผม พัฒนาชิปรุ่นหนึ่งขึ้นมาได้แล้ว ซึ่งสามารถเทียบเคียงกับรุ่นล่าสุดของ ควอลคอม ได้ ทั้งด้านประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงาน และต้นทุนการผลิตเรายังดีกว่าด้วยซ้ำ”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“และที่สำคัญที่สุดตอนนี้เรามีเครื่องที่สามารถผลิตชิปเทคโนโลยีระดับ 3 นาโนเมตรได้ด้วยตัวเอง!”

“อะไรนะ!!!”

เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันจากทั้งสามคน
จางรู่จิ่งเบิกตากว้าง เซวี่ยเจี๋ยถึงกับวางตะเกียบลง ส่วนศาสตราจารย์หนีมองเขาด้วยสายตาแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

เสิ่นหลินเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วพูดต่อด้วยความมั่นใจ

“ศาสตราจารย์หนี ผมอยากเชิญคุณเข้าร่วมกับเยียนหลินเทคโนโลยีอย่างจริงใจ ถ้าคุณตกลง ผมจะไม่เพียงแค่ลงทุนในทีมของคุณเท่านั้น แต่เรายังพร้อมแบ่งปันเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่านี้ให้ด้วย”

“คุณไม่จำเป็นต้องบริหารบริษัทเลยก็ได้ เพราะเมื่อชั่วโมงก่อน ผมเพิ่งตกลงกับซูจื่อเฟิงแห่ง AMD ให้มาดำรงตำแหน่ง CEO ของเยียนหลินเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว”

“และถ้าคุณตอบรับข้อเสนอของผมตำแหน่ง CTO ใหญ่ จะเป็นของคุณทันที!”




ตอนก่อน

จบบทที่ ตำนานผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์ (ฟรี)

ตอนถัดไป