เสี่ยวรั่วเว่ย ภรรยาผู้เกื้อหนุน (ฟรี)
เมื่อเห็นว่าเสี่ยวรั่วเว่ยยืนกรานหนักแน่นถึงเพียงนี้ เสิ่นหลินจึงไม่พูดอะไรอีก
เขาเดินตรงไปยังห้องรับรองแขก แม้ในใจจะร้อนรน แต่ก็ยังตั้งใจชำระล้างร่างกายอย่างสะอาดหมดจด
หลังจากเช็ดตัวจนแห้ง เสิ่นหลินก็พันผ้าขนหนูออกมาทันที แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องนอนใหญ่
เขาเคาะประตูเบา ๆ
ไม่นานนัก เสี่ยวรั่วเว่ยก็เปิดประตูแง้มออกเพียงเล็กน้อย
เธอกะพริบตากลมโตจ้องมองเสิ่นหลินด้วยแววตาใสซื่อ
เสิ่นหลินยิ้มกว้าง พลางพูดหยอกอย่างขี้เล่น
“กระต่ายน้อย เปิดประตูให้หน่อยสิ”
ใบหน้าของเสี่ยวรั่วเว่ยขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่ก็ยังเล่นตามบทของเสิ่นหลินอย่างรู้ใจ
“ไม่เปิด ไม่เปิด ไม่เปิดหรอกนะ”
แม้จะร้องเพลงยั่วเย้าอย่างนั้น แต่สุดท้ายเธอก็ค่อย ๆ เปิดประตูออก
ก็แหงล่ะ เธอจะไม่ให้เขาเข้ามาได้ยังไง
ในเมื่อชายคนนี้คือคนที่เธอรักสุดหัวใจ
เสิ่นหลินยิ้มพลางก้าวเข้าไปในห้อง แล้วก็เห็นภาพที่ทำให้ใจเต้นแรง
เสี่ยวรั่วเว่ยมวยผมสูง เดินออกมาจากในห้องนอนในชุดคลุมอาบน้ำ เธอจับมือเขาไว้แล้วดึงเข้าห้อง
เสิ่นหลินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ที่รัก แล้วของขวัญของผมล่ะ?”
ใบหน้าของเสี่ยวรั่วเว่ยแดงระเรื่อ เธอเอื้อมมือไปแกะสายผูกชุดคลุมอาบน้ำออก แล้วเปิดออกทั้งสองข้างอย่างอ้อยอิ่ง
ภาพตรงหน้าทำเอาเสิ่นหลินนิ่งงันไปทันที
ภายใต้ชุดคลุมนั้นเธอสวมเพียงชุดนอนสายเดี่ยวผ้าซีทรูสีดำที่ประดับลูกไม้บางเบา
ชุดด้านในที่เป็นลูกไม้ชั้นในเผยให้เห็นเพียงแผ่วบางจนอดไม่ได้ที่จะเผลอมองซ้ำ
ต้องยอมรับว่าเสี่ยวรั่วเว่ยมีรูปร่างสวยงามไร้ที่ติ ร่างกายยังคงกระชับได้รูปอย่างสมบูรณ์
เอวบางราวกับจะหัก โดดเด่นด้วยสะดือเล็กที่เผยผ่านผ้าบางเบา กลีบกระโปรงยาวแค่ครึ่งสะโพกเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชวนลุ่มหลง
เรียวขาขาวเนียนได้รูป ขับเน้นด้วยถุงน่องสีดำเงาที่มีลวดลายตัวอักษร
แม้จะปิดบัง แต่ก็ยังเห็นเค้าลางของชุดชั้นในด้านใน ที่น่าตกใจกว่านั้น.มันยังประดับด้วยไข่มุกเม็ดเล็กอย่างแยบยล
แฝงไว้ด้วยความลึกลับ ซ่อนเสน่ห์ในความเลือนราง
ขณะนั้นเอง เสี่ยวรั่วเว่ยก็สวมปลอกคอผ้าลูกไม้เส้นบาง บนปลอกคอมีลวดลายรูปหัวใจสีแดงที่ปักไว้อย่างประณีต งามสง่า สะดุดตา
เสน่ห์อันเย้ายวนของเธอเมื่อแต่งกายในชุดหรูหราเช่นนี้ ตัดกับบุคลิกสงบเย็นของหญิงสาวผู้ทรงอำนาจอย่างชัดเจน
ความรู้สึกตัดกันเช่นนี้ยิ่งกระตุ้นให้โลหิตของเสิ่นหลินสูบฉีด
เขาก้าวเร็วเข้าไปหาเธอ ทันทีที่เธอส่งเสียงร้องหวาน เสิ่นหลินก็ช้อนตัวเธอขึ้นมาในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว
แล้วเดินไปนั่งลงที่โซฟา ให้เธอนั่งบนตักของเขาอย่างแนบแน่น เขามองเธอที่หน้าร้อนผ่าวแล้วพูดว่า
“ที่รัก ซื้อมาเมื่อไหร่กันเนี่ย?”
เสี่ยวรั่วเว่ยโอบคอเขาไว้ แก้มแดงจัดราวกับคนเมา เสียงที่พูดออกมาแฝงความออดอ้อน
“ชอบของขวัญชิ้นนี้ไหมล่ะ?”
เสิ่นหลินได้ยินเช่นนั้นถึงกับหัวเราะออกมาอย่างตื่นเต้น
“ไม่ใช่แค่ชอบหรอกนะ ชอบจนแทบใจจะขาดเลยล่ะ!”
เขาพูดพลางประทับจูบลงบนริมฝีปากของเธออย่างอ่อนโยน แล้วเอ่ยด้วยความรู้สึกเต็มเปี่ยม
“ขอบคุณนะ ที่รัก”
เสี่ยวรั่วเว่ยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาจูบริมฝีปากของเสิ่นหลินอย่างแผ่วเบา
เสิ่นหลินไม่รอช้า อุ้มตัวเธอขึ้นในอ้อมแขน พร้อมกับจูบไปพลาง แล้วค่อย ๆ วางเธอลงบนเตียง
ทันใดนั้น เขาก็ทิ้งตัวลงตามมาด้วย พลิกผ้าห่มขึ้นคลุมร่างทั้งสองเอาไว้
ของขวัญชิ้นนี้ เป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวในโลก ที่เป็นของเขาเพียงผู้เดียว
แสงจันทร์นอกหน้าต่างดูเหมือนจะรู้สึกถึงบรรยากาศอันชวนให้หน้าแดง
มันจึงค่อย ๆ เลื่อนม่านเมฆครึ้มเข้ามาบดบังตนเองอย่างรู้เวลา
…
เช้าวันถัดมา
เสี่ยวรั่วเว่ยตื่นขึ้นจากอ้อมแขนอันอบอุ่นของเสิ่นหลินตั้งแต่เช้าตรู่
เธอลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ แล้วเริ่มเตรียมหาเสื้อผ้าให้เขา
เพราะว่าวันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับเสิ่นหลิน
แม้เธอจะยังไม่รู้ว่าเขาจะเปิดแถลงข่าวเรื่องอะไร
แต่ที่แน่ ๆ คือผู้ชายของเธอ จะต้องปรากฏตัวต่อหน้ากล้องสื่อมวลชน
แน่นอนว่าต้องดูดีและสมบูรณ์แบบที่สุด
“ที่รัก ไปอาบน้ำก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันวางเสื้อผ้าไว้ให้ที่ห้องแต่งตัวในวอร์ดโรว์ ออกมาแล้วใส่ให้เรียบร้อย เดี๋ยวฉันจะแต่งหน้าให้นะ!”
เสิ่นหลินเพิ่งจะลุกจากเตียง ก็ได้ยินเสียงคำสั่งจังหวะรัวของเสี่ยวรั่วเว่ย เขาถึงกับชะงัก
“แต่งหน้า? จะให้ฉันแต่งหน้าทำไมกัน ผู้ชายวัยอย่างฉันนี่นะ ดูจะเยอะไปไหม?”
“ฟังฉันหน่อยเถอะ วันนี้เป็นวันแรกที่คุณต้องเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน ต่อหน้ากล้องไฟส่องขนาดนั้น แน่นอนว่าต้องดูดีนิดนึงน่า อีกอย่าง ฉันแต่งเอง รับรองไม่มีใครดูออกแน่นอน”
เธอพูดพลางดันเขาเข้าห้องน้ำอย่างไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
เสิ่นหลินได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ ในใจยังคงรู้สึกว่าติดหนี้เธออยู่ไม่น้อย ก็ปล่อยให้เธอจัดการตามใจ
ขอแค่เธอมีความสุข เขาก็พอใจแล้ว
ตามคำสั่งของเสี่ยวรั่วเว่ย เสิ่นหลินอาบน้ำให้สะอาดเรียบร้อย จากนั้นเปลี่ยนเป็นชุดสูทสุภาพตัดเข้ารูป พร้อมสวมนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ที่เธอมอบให้
ต่อด้วยการแต่งหน้าภายใต้ปลายนิ้วมืออันชำนาญของเสี่ยวรั่วเว่ย
ต้องยอมรับว่า ปกติเขาก็มีผิวขาวอยู่แล้ว เมื่อแต่งเสริมเล็กน้อยจึงดูไม่หลอกตาเลยสักนิด
โดยเฉพาะคิ้ว ที่เธอวาดขึ้นอย่างเฉียบคม ดูเหมือนคิ้วดาบ เพิ่มความขรึมและสง่าขึ้นอีกหลายส่วน
เสี่ยวรั่วเว่ยเอง วันนี้ก็แต่งตัวได้โดดเด่นไม่แพ้กัน
เธอปล่อยผมยาวที่ม้วนเป็นลอนคลื่นอ่อน ๆ ลงมาอย่างมีศิลป์ ปลายผมข้างหนึ่งวางพาดแนบอก อีกข้างปล่อยสบายอยู่ด้านหลัง
ด้านบนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ้าไหมสีดำของชาแนล คู่กับกระโปรงทรงสอบสีครีมที่รัดรับกับสรีระ ขับรูปร่างให้น่าหลงใหล
รองเท้าส้นสูงจากชาแนลเช่นกัน ออกแบบเรียบหรู คล้ายวาเลนติโนแต่ไม่มีหมุด
คอของเธอสวมสร้อยจากทิฟฟานี ส่วนข้อมือประดับด้วยนาฬิกาจากแบรนด์เจเกอร์ เลอคูลทร์ รุ่น ร็องเด วู หน้าปัดประดับเพชรเต็มเรือน มูลค่ากว่า 3 ล้านหยวน
แม้ดูเหมือนแต่งตัวเรียบง่าย แต่สำหรับผู้ที่รู้จักแบรนด์ดี ย่อมเข้าใจทันทีว่าการแต่งกายในวันนี้ มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 5 ล้านหยวน
ยิ่งบวกกับรูปร่างอันสมบูรณ์แบบของเธอ เสน่ห์แบบนางพญายิ่งเปล่งประกาย
“มองจนตาค้างเลยหรือไง?”
เสี่ยวรั่วเว่ยมองเสิ่นหลินที่จ้องเธอไม่วางตา เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“อืม วันนี้คุณเหมือนนางฟ้าเลย”
“แปลว่า วันก่อน ๆ ฉันไม่สวยงั้นสิ?”
คำถามที่ผู้หญิงแทบทุกคนในโลกต้องถามอย่างไม่รู้ตัว
เสิ่นหลินหัวเราะเบา ๆ โอบเอวบางของเธอเข้ามาแนบกาย
“คุณสวยต่างกันไปทุกวัน บางวันเหมือนไซซี บางวันเหมือนเจ้าหญิง แต่วันนี้เหมือนนางฟ้าน้อยของผมเลย”
ได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวรั่วเว่ยยิ้มหวาน เธอเขย่งปลายเท้าแล้วจูบริมฝีปากเขาเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“รางวัลสำหรับคนปากหวาน ที่รัก”
“ฮ่า ๆ ๆ เสร็จแล้วใช่ไหม งั้นไปกันเถอะ!”
เสิ่นหลินหัวเราะพร้อมจับมือนางในฝัน วันนี้เสี่ยวรั่วเว่ยจะอยู่เคียงข้างเขาทั้งวัน
เธอพยักหน้าเบา ๆ หยิบกระเป๋าแอร์เมสขึ้นมาสะพาย แล้วคล้องแขนเสิ่นหลิน เดินออกจากบ้านไปด้วยกัน
เมื่อมาถึงลานจอดรถชั้นใต้ดิน เสิ่นหลินตั้งใจจะหยิบกุญแจของบูกัตติ ขึ้นมา
แต่ก็ถูกเสี่ยวรั่วเว่ยห้ามไว้ทันที
“ทำไมล่ะ?”
เขาหันไปมองเธอด้วยสีหน้าสงสัย
เสี่ยวรั่วเว่ยช่วยจัดปกสูทให้เขาเล็กน้อย พร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า
“วันนี้เป็นโอกาสสำคัญ ถึงจะเป็นงานแถลงข่าว แต่ก็ถือเป็นงานธุรกิจเหมือนกัน ขับรถคันนั้นไปมันดูเว่อร์เกินไปนิด แถมยังออกแนว ไม่เป็นทางการด้วย แล้วก็อีกอย่าง เมื่อคืนฉันแอบไปดูโพสต์เวยป๋อของคุณมา แม้ว่าคุณจะยังไม่บอกฉันตรง ๆ ว่างานวันนี้คือเรื่องอะไร”
“แต่ฉันพอจะเดาได้น่าจะเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์”
“วงการนี้ ให้ความรู้สึกถึงความแม่นยำ และความพิถีพิถันในทุก ๆ รายละเอียด”
“ดังนั้น แม้ว่ารถคันนั้นของคุณจะดูสะดุดตาและเร้าใจแค่ไหน แต่ในสายตาคนภายนอก มันก็ไม่ได้สื่อถึงความมั่นคงสักเท่าไหร่”
“อย่าลืมนะ วงการแบบนี้ ต้องการผู้นำที่สุขุม เยือกเย็น และน่าเชื่อถือ”
“ถึงแม้เราเองจะไม่สนใจเรื่องภาพลักษณ์มากนักก็เถอะ แต่บางทีพวกสื่อก็น่ารำคาญ พูดไปเรื่อยจนทำให้เสียภาพพจน์ได้เหมือนกัน”
เมื่อฟังจบ เสิ่นหลินก็ได้แต่ถอนใจเบา ๆ พร้อมกับคิดในใจว่า
นี่แหละคือความหมายของคำว่าภรรยาผู้รู้ใจอย่างแท้จริง
ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างเสมอและไม่เคยปล่อยให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแม้แต่ครั้งเดียว
“งั้น ขับเบนท์ลีย์ไปเถอะ ถึงจะยังเป็นรถหรู แต่ก็ดูสุขุมกว่ารถสปอร์ตของคุณเยอะเลย”
เสี่ยวรั่วเว่ยเสนอด้วยรอยยิ้ม
เสิ่นหลินพยักหน้า พร้อมตอบรับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“งั้นก็เอาตามที่คุณว่าล่ะ”