ความรู้สึกของคาร่า (ฟรี)

รถ แอสตันมาร์ติน วัน-77 ของดาร์เรนแล่นเข้ามาจอดอย่างนุ่มนวลบนถนนทางเข้าที่คดเคี้ยวยาวไกลของคฤหาสน์ในกรีนเบบี้

ตัวบ้านยังคงสง่างามอย่างเงียบขรึมเช่นเคยในยามบ่าย ฟองน้ำพุขนาดใหญ่กลางลานหน้าบ้านพลิ้วไหวเป็นจังหวะ แสงแดดทอดเงาทำให้น้ำระยิบระยับราวทองคำเหลว

เสียงกรวดบดเบาๆ ใต้ยางรถหยุดลงพร้อมเครื่องยนต์ที่ดับเงียบ ความเงียบก็หวนคืนมาอีกครั้ง

ดาร์เรนก้าวลงจากรถ ปรับสูทให้เรียบร้อย ลูบผมที่เซตไว้อย่างเนี้ยบ แล้วเดินเข้าไปในบ้าน

ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา สายตาเขาก็สะดุดเข้ากับร่างของคาร่า ที่นั่งสบายๆ อยู่บนโซฟารูปตัวแอลขนาดใหญ่ กลางห้องนั่งเล่น นิ้วเธอรัวแป้นพิมพ์โน๊ตบุ๊คด้วยความเร็วคงเส้นคงวา

แสงหน้าจอสีฟ้าอ่อนสะท้อนกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยสมาธิของเธอ คิ้วขมวดเล็กน้อยอย่างคนกำลังใช้สมองเต็มที่

เธอนั่งในท่าที่ดูสบายเกินพอดี ขาเหยียดยาวพาดบนพนักพิงราวกับอยู่บ้านตัวเองมานาน เสื้อสเวตเตอร์เทาหลวมๆ ไหลตกจากไหล่เผยให้เห็นเสื้อกล้ามรัดรูปที่โชว์เนินอกอย่างไม่ตั้งใจ ส่วนกางเกงขาสั้นสีดำแทบจะไม่โผล่พ้นชายเสื้อออกมา

ผมสีแดงสดที่ยุ่งนิดๆ ของเธอถูกรวบขึ้นเป็นบันแบบลวกๆ แต่ยังมีปอยผมตกลงมารอบหน้าอย่างดื้อดึง ปลายเท้าเปลือยของเธอขยับเคาะโซฟาเบาๆ ขณะพิมพ์

ดาร์เรนวางกุญแจรถลงบนโต๊ะข้างโซฟา เสียงกระทบเบาๆ ทำลายความเงียบในห้อง

“เธออยู่หน้าจอตลอดเลยเหรอ?” เขาถามเสียงเรียบพลางถอดเสื้อคลุมออก

คาร่าแทบไม่เงยหน้าขึ้น มีแค่ยืดนิ้วแล้วพิมพ์ต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน “บางคนยังมีงานต้องทำนะคะ คุณดักลิ่ง”

“อืม งานเหรอ”

อยู่ๆ คาร่าก็หยุดพิมพ์ มือแข็งค้างกลางอากาศ เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้

“เดี๋ยว” เธอเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องเขาอย่างพินิจ “เมื่อกี้เสียงอะไรน่ะ ก่อนที่คุณจะเข้ามา”

ดาร์เรนแขวนเสื้อคลุมไว้ที่ไม้แขวนข้างประตู ไม่ตอบคำถาม

คาร่าขมวดคิ้วหนักขึ้น เธอเอียงคอเล็กน้อย “ไม่ใช่เสียงรถแท็กซี่ทั่วไปแน่ๆ คุณไม่ได้เรียกแท็กซี่วันนี้ ใช่ไหม?”

แล้วเธอก็สังเกตท่าทางของเขา สีหน้าเขา

ดวงตาเธอเบิกกว้าง “ไม่จริงน่า”

ดาร์เรนมองเธอเพียงชั่วครู่ แล้วเดินเลยไปที่เครื่องกดน้ำ หยิบแก้วแล้วกดน้ำเย็นใส่แก้วอย่างใจเย็น

คาร่ายืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง สงสัยว่าตัวเองเดาถูกหรือไม่ “ไม่จริงแน่ๆ ฉันจะไปดูให้รู้ดำรู้แดงเลย”

เธอวิ่งตรงไปยังประตู แล้วเปิดมันออกทันที

และในวินาทีที่เห็น เธอถึงกับอ้าปากค้าง

มันจอดอยู่ตรงข้างน้ำพุ แอสตันมาร์ติน วัน-77

แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบตัวถังเรียบหรู เส้นสายโค้งเว้าไหลลื่นต่อเนื่องเข้าสู่ขอบมุมแอโรไดนามิกได้อย่างลงตัวจนแทบหยุดหายใจ

พระเจ้า มันงามราวกับงานศิลปะเคลื่อนที่

คาร่าแทบสะดุดขาตัวเอง วิ่งออกไปจ้องรถตาโต ปากเผยออย่างหมดคำพูด

“บ้าไปแล้ว”

เธอหันกลับมามองเข้าบ้าน ตะโกนลั่นใส่ดาร์เรนที่ยังยืนจิบชานิ่งๆ อยู่ข้างใน

“คุณดักลิ่ง! คุณบ้าไปแล้วรึเปล่า!?” เธอฟาดมือฟาดไม้ชี้ไปที่รถ “นั่นมันนั่นมัน แอสตันมาร์ติน วัน-77! รถรุ่นนี้ทั้งโลกมีแค่เจ็ดสิบเจ็ดคันเท่านั้นนะ!”

เธอหันกลับไปมองรถอีกครั้ง ราวกับจะพิสูจน์ว่ามันยังอยู่ตรงนั้นจริงๆ

“บ้าชะมัด! คุณรวยขนาดไหนกันแน่เนี่ย บอกมาซะดีๆ! เพราะ รถคันนี้มันไม่ใช่แค่รถนะ มันคือเทวทูตถือสิ่วสลักรูปปั้น ‘เดวิด’ ขณะเสพแรงบันดาลใจจากสวรรค์เลยต่างหาก!”

คาร่าลูบตัวถังอย่างหลงใหล ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความปีติ

“แม่เจ้าดูเบรกนี่สิ” เธอกระซิบ ขณะย่อตัวลงชิดล้อ มองเบรกคาร์บอนเซรามิกอย่างทึ่ง “แค่ขอบล้อก็ควรตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะแล้วมั้ง!”

เสียงถอนหายใจของดาร์เรนดังมาจากในบ้าน “กลับเข้ามาได้แล้ว คาร่า”

“ไม่! ฉันจะย้ายเข้าไปอยู่ในรถคันนี้เลย! บ้าน? ช่างมัน โซฟา? โละทิ้ง! รถนี่แหละบ้านใหม่ของฉัน!”

“คาร่า”

เธอฟึดฟัดเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน ใบหน้ายิ้มกว้างเหมือนเด็กได้ของขวัญ

“ดูเหมือนเธอจะชอบรถนะ” ดาร์เรนพูดขึ้น ขณะมองเธอ

“จะว่าไงดีล่ะ ฉันก็เป็นผู้หญิงนะ ผู้หญิงก็ชอบรถกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อเธอนั่งกลับลงที่โซฟาอีกครั้ง ดาร์เรนดึงอะไรบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อปึกธนบัตรใหม่เอี่ยม

เขายื่นมันให้เธอ

“พรุ่งนี้ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ชุดหรูด้วย เราจะออกไปด้วยกันอีกสองวัน งานชำระหนี้ของ เรดแฟง”

คาร่าจ้องเงินในมือเขา

เธอไม่ได้ขยับเลย แค่มองมันนิ่งๆ

แล้วก่อนที่ดาร์เรนจะพูดอะไร เธอก็ก้าวเข้ามากอดเขา

ที่น่าประหลาดใจคือมันไม่ใช่กอดแบบหยอกเล่น ไม่ใช่กอดล้อเลียน หรือยั่วเย้าอย่างที่เธอมักจะทำ

มันคือกอดจริงๆ เงียบๆ เรียบง่าย

ดาร์เรนชะงักไป เขาก้มมองเธอ ใบหน้าเธอแนบอกเขา ลมหายใจอุ่นและนิ่ง

“เธอโอเคไหม?” เขาถามเบาๆ

เธอกอดเขาไว้นานกว่าที่เขาคาดไว้

เสียงของเธอดังเบาๆ ผ่านสูทเขา “ขอบคุณนะ โอเคไหม?”

เธอผละออกนิดหน่อย แหงนหน้ามองเขา “มันตลกดี แต่คุณเป็นคนแรกเลยที่เคยทำอะไรดีๆ ให้ฉันน่ะ”

เป็นครั้งแรกที่ดาร์เรนมองเธอจริงๆ

เขาเห็นดวงตาสีแดงสดของเธอที่งดงาม แม้จะไม่แดงเท่าผมที่ล้อมกรอบใบหน้าละเอียดอ่อน แต่ก็ทำให้เขารู้สึกบางอย่างแปลกๆ แวบผ่านในอก

แต่เขาก็ผลักมันทิ้งไป

เขาเค้นตัวให้ตั้งตรง “ไม่เป็นไร”

เขาสะบัดไล่ความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในอก ก่อนจะกระแอมเบาๆ “เฮ้ ว่าแต่ว่าวันนี้เธออยู่บ้านทั้งวันเลยเหรอ? ได้กินอะไรบ้างรึยัง?”

คาร่ายักไหล่ “กินแอปเปิลในตู้เย็นไปหน่อย แกลดิสไม่ทำอะไรให้กินเลย”

จังหวะนั้นเอง

แกลดิส แม่บ้านสูงวัยที่กำลังดูดฝุ่นอยู่ตรงโถงทางเดิน ชะงักมือทันที เธอหันมามองทั้งคู่

ความเงียบเข้าปกคลุม

คาร่าหันไปมองแกลดิส แล้วก็มองดาร์เรน “อะไร?”

ดาร์เรนถอนหายใจพลางขยี้ขมับ “คาร่า แกลดิสเป็นแม่บ้านนะ ไม่ใช่คนใช้ เธอไม่ต้องทำอาหารให้ฉันหรือเธอด้วยซ้ำ”

คาร่าเบิกตากว้างเล็กน้อย “อ๋อ”

เธอหันไปหาแกลดิสทันที “ขอโทษจริงๆ นะคะที่คิดไปเองแบบนั้น”

หญิงชราพยักหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไร”

ดาร์เรนพยักเพยิดไปยังเงินสดในมือคาร่า “ฉันว่าด้วยเงินนั่น เธอน่าจะไปหาของกินเองได้อยู่นะ” แล้วเสียงเขาก็เข้มขึ้น “แต่อย่าให้นานนัก คืนนี้เราต้องคุยแผน พรุ่งนี้ต้องซ้อม”

คาร่าพยักหน้า “โอเค”

เขามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลับตาสั้นๆ แล้วหันหลังเดินหายไปตามทางเดิน มุ่งหน้าเข้าสู่ห้องตัวเอง

เมื่อเขาลับสายตา คาร่าก็หันไปหาแกลดิส

พอแน่ใจว่าเขาไปไกลแล้ว เธอก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่หญิงชรา

แกลดิสหรี่ตาลง แล้วทำหน้าล้อเลียนกลับมา

คาร่าแยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะทำเกินเลยด้วยการดึงเปลือกตาลงข้างหนึ่งแล้วเขย่านิ้วใกล้หน้าอย่างยียวน

แกลดิสชี้นิ้วมาที่เธออย่างขู่เล่น

คาร่าตอบโต้ด้วยการสะบัดเงินในมือ โยนผมแดงสะบัดไปด้านหลัง แล้วเดินเชิดสะโพกออกไปอย่างน่าหมั่นไส้

แกลดิสถอนหายใจหนักๆ “พระเจ้าช่วยเด็กคนนี้ด้วยเถอะ”


ตอนก่อน

จบบทที่ ความรู้สึกของคาร่า (ฟรี)

ตอนถัดไป