เรื่องอื้อฉาวของสมิทเธอร์ส (ฟรี)
บรู๊คลินเอนตัวพิงพนักเบา ๆ พลางจ้องมองดาร์เรนด้วยแววตาคมกริบและประเมินผลไม่ต่างจากนักล่า
เธอเป็นนักข่าว พูดคุยกับคนมานับไม่ถ้วน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะไม่ถือสากับบางคำพูดแต่คำพูดนั้น มันแทงใจ
“ฉันทำในสิ่งที่ทำ เพราะมันคืองานของฉัน ไม่มีความเสี่ยงไหนที่ฉันจะไม่กล้าเสี่ยงเพื่อข่าวดี ๆ สักชิ้นหรอก”
ดาร์เรนพ่นลมหายใจทางจมูกอย่างเหนื่อยหน่าย “แล้วนั่นแหละคือปัญหาของพวกนักข่าว”
บรู๊คลินเอียงศีรษะเล็กน้อย “คุณไม่ชอบนักข่าวงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบ” น้ำเสียงเขาราบเรียบ “แต่ฉันรู้ดีว่าพวกเธอทำอะไรกันบ้าง ไม่มีอะไรที่พวกเธอไม่กล้าทำเพื่อได้ข่าวเด็ด ไม่ว่าจะโกหกหรือบิดเบือน พวกเธอพร้อมหมด สำหรับพวกเธอแล้ว ความจริง ไม่มีความหมายเมื่อเทียบกับพาดหัวข่าว”
บรู๊คลินยิ้มมุมปาก “โอ้ คุณทำฉันเจ็บเลยนะ”
ดาร์เรนไม่ตอบ รอให้เธอเข้าสู่ประเด็น แต่ดูเหมือนเธอยังไม่หมดความอยากรู้ง่าย ๆ
สายตาของเธอกวาดไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่เขาอีกครั้ง “แต่ฉันค่อนข้างสับสนนะ ดาร์เรน สตีล“
“บ้านหลังนี้ รถที่จอดอยู่ข้างนอก ถนนเส้นนี้คุณอาศัยอยู่บนถนนเมลกรีน ฉันได้ยินมาว่าคุณจบจากมหาวิทยาลัยบรูคฟอร์ด คณะบริหารกับวรรณกรรม หลังจากนั้นก็ไปฝึกงานภายใต้การดูแลของแกเร็ธ สมิทเธอร์ส แถมยังได้ข่าวว่าคุณคบกับลูกสาวเขา ลิลี่ สมิทเธอร์ส” เธอเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย “แต่สุดท้ายก็เลิกกัน ในวันเดียวกับที่คุณลาออกจากบริษัทของเขา”
กรามของดาร์เรนขบแน่น แต่สีหน้ากลับเรียบเฉย
บรู๊คลินเลิกคิ้วเล็กน้อย “คนอย่างคุณ มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงในเวลาแค่เดือนเดียว? หรือคุณเป็นเศรษฐีซ่อนตัว เหมือนในหนังบอลลีวูด?”
ดาร์เรนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจิ๊ปากเบา ๆ “เมื่อไหร่กันที่เรื่องนี้กลายเป็นเกี่ยวกับฉัน? ฉันนึกว่าเธอมาถามเรื่องของแกเร็ธ สมิทเธอร์ส”
บรู๊คลินยิ้ม มองต่ำลงชั่วครู่ก่อนจะสบตาเขาอีกครั้ง “คุณพูดถูก ขอโทษที ความอยากรู้อยากเห็นมันพาไปนิด” แล้วเธอก็จ้องตาเขาตรง ๆ “นั่นก็คืออีกอย่างที่คุณเกลียดในตัวพวกเราสินะ เราควบคุมความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้”
ดาร์เรนยังคงเงียบ
และนั่นคือสัญญาณให้บรู๊คลินเดินหน้า
สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังและเป็นมืออาชีพมากขึ้น “ก่อนที่เราจะเริ่ม” เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กออกมา “ฉันแค่ต้องแจ้งให้คุณทราบว่า ตั้งแต่นี้ไป บทสนทนานี้จะถูกบันทึกเสียงไว้”
ดาร์เรนเหลือบมองอุปกรณ์ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย “ได้ ไม่มีปัญหา”
เธอกดเปิดเครื่อง วางมันไว้กลางโต๊ะ จากนั้นจึงประสานมือไว้ตรงหน้า
“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่มาก และยังไม่มีใครเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ ฉันขอให้คุณเก็บมันไว้เป็นความลับระหว่างเราได้ไหม”
จากนั้น เธอก็เริ่มต้น
“พนักงานคนหนึ่งของแกเร็ธ สมิทเธอร์ส ซึ่งฉันจะไม่เอ่ยนาม ติดต่อฉันมาและรายงานเรื่องบางอย่าง จากนั้นก็มีรายงานอื่น ๆ ทยอยเข้ามาอีกหลายฉบับ เนื้อหาเหมือนกันหมด พฤติกรรมของแกเร็ธ สมิทเธอร์ส ที่มักจะใช้วิธีล่อลวงเด็กจบใหม่ที่มีแวว แล้วจับเซ็นสัญญาที่เรียกได้ว่าโหดร้ายเกือบถึงขั้นเป็นทาส” เธอเว้นจังหวะสั้น ๆ เพื่อดูปฏิกิริยาเขา “แล้วยังมีมากกว่านั้น เขาขโมยไอเดียธุรกิจของพวกเขาไปต่อยอดบริษัทของตัวเอง”
ดาร์เรนยังคงนั่งนิ่ง ปลายนิ้วประสานกันหลวม ๆ แต่ในหัวกลับวุ่นวายไม่ต่างจากพายุ
แหล่งข่าวที่เธอไม่ยอมเปิดเผย
จะเป็นแซนดี้ได้หรือเปล่า?
ในไทม์ไลน์ก่อนหน้า เรื่องมันเกิดขึ้นก็เพราะเธอแต่คราวนี้ มันไม่น่าจะเกิด เพราะเธอลาออกไปก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ
อย่างไรก็ตาม คนที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ก็คือดาร์เรน เขาเป็นคนเปลี่ยนสัญญาจ้างงานของแกเร็ธ ให้พนักงานสามารถลาออกได้อย่างง่ายดายตามที่ต้องการ
หรือการกระทำเพียงครั้งเดียวของเขา ทำให้เกิดผลกระทบลูกโซ่?
ความพยายามในการเป็นอิสระของเขา อาจกลายเป็นการเปิดประตูให้ทุกคนเดินออกไปพร้อมเปิดโปงความจริง?
เขาถอนหายใจช้า ๆ สุดท้ายแล้วมันก็ไม่สำคัญ คนอย่างแกเร็ธ สมิทเธอร์สที่หลงตัวเองแบบนั้น ยังไงก็ต้องเจอเรื่องฉาวเข้าสักวัน มันคือธรรมชาติของเขา
บรู๊คลินยังพูดต่อด้วยเสียงต่ำลงกว่าเดิม “เรื่องนี้ฉันยังไม่ได้บอกใครเลยนะ แต่” เธอเว้นจังหวะ มองเขาอย่างพินิจ “มันมีรายงานเข้ามาด้วยว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศ”
คิ้วของดาร์เรนขยับขึ้นเล็กน้อย ‘ล่วงละเมิดทางเพศ?’
ความคิดเขาหวนกลับไปที่แซนดี้ ใช่นั่นแหละคือสิ่งที่เธอเคยกล่าวหาแกเร็ธในไทม์ไลน์ก่อนหน้า แต่ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
หรือว่ามีใครอีกที่ตกเป็นเหยื่อของเขา?
บรู๊คลินยังจับตามองเขา “ทุกคนที่ฉันสัมภาษณ์ บอกว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากคุณ” เธอพูด “คุณทำได้ยังไง? ถึงได้หลุดออกมาจากพันธนาการของสัญญานั่น? แล้วทำไมคุณถึงทำมัน?”
เขาเว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนตอบอย่างมั่นคง “ฟังนะ ผมทำไปเพราะผมรู้ตัวว่ากำลังถูกใช้งานอยู่”
เขาถอนหายใจอีกครั้ง แววตามองลอยผ่านเธอไป “วันหนึ่ง ผมมองเห็นภาพสิบปีข้างหน้าของตัวเองชัดเจนเหลือเกิน แล้วผมก็พบว่า ผมยังคงติดอยู่กับแกเร็ธ สมิทเธอร์ส ไม่มีการเติบโต ไม่มีอิสระ ไม่มีอนาคต” เขาหันกลับมาสบตาเธอ “ดังนั้นผมจึงตัดเขาออกจากชีวิตทันที โดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว”
เสียงปากกาขูดลงบนสมุดโน้ตของบรู๊คลินขณะเธอเขียนอย่างรวดเร็ว
ดาร์เรนพูดต่อ “พูดตามตรง ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงคนอื่นเลยตอนเปลี่ยนสัญญา ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะส่งผลไปถึงคนอื่น แล้วผมยิ่งไม่เคยคิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องฉาว”
บรู๊คลินเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสนใจ
ดาร์เรนมองเธออย่างพินิจ รู้สึกได้ว่าเธอทุ่มเทกับงานนี้จริงจังเพียงใด
“แต่ถึงอย่างนั้น คุณยังไม่ได้ตอบว่าทำได้ยังไงถึงเปลี่ยนสัญญาได้นี่นา” เธอไม่ยอมปล่อยประเด็น
ดาร์เรนย้อนกลับไปนึกถึงทนาย สินบนและข้อมูลการลงทุนที่มั่นใจว่าจะทำเงินได้เจ็ดล้านดอลลาร์
แน่นอนว่าเขาบอกเธอไม่ได้
ริมฝีปากเขาเม้มแน่น “ผมบอกเรื่องนั้นไม่ได้”
บรู๊คลินหรี่ตามองเขาเล็กน้อย “แต่คุณมั่นใจใช่ไหมว่าแกเร็ธ สมิทเธอร์สขโมยไอเดียของพนักงาน?”
“มั่นใจ” ดาร์เรนตอบทันทีโดยไม่ลังเล
“แล้วช่วยบอกฉันได้ไหมว่าเขาทำยังไง?”
ดาร์เรนเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “สมิทเธอร์สจะรับพนักงานใหม่เข้ามา เป็นเด็กจบใหม่ที่มีความฝัน มีความทะเยอทะยาน เหมือนอย่างที่ผมเคยเป็น แล้วเขาก็ทำให้คนพวกนั้นรู้สึกว่าตัวเองพิเศษ เป็นความหวังของบริษัท จากนั้นก็ให้พวกเขานำเสนอไอเดียธุรกิจ กลยุทธ์การลงทุน การวิเคราะห์ตลาดทุกอย่าง”
แม้น้ำเสียงเขาจะนิ่ง แต่ก็แฝงด้วยความกรุ่นร้อน “พอได้ข้อมูลหมดแล้ว เขาก็จะเอาไอเดียนั้นไปปรับนิดปรับหน่อย แล้วก็ประกาศว่าเป็นของตัวเอง สร้างกำไรจากมัน ส่วนพนักงาน? ไม่ได้อะไรเลย ไม่มีเครดิต ไม่มีค่าตอบแทน บางคนแค่คำชมสักคำก็ยังไม่มีให้ เขาทำเหมือนกับว่า‘เฮ้ นี่คือหน้าที่ของพวกนาย’ ทั้งที่บางคนเป็นแค่เด็กฝึกงานที่ยังไม่รู้จะไปต่อยังไงด้วยซ้ำ”
บรู๊คลินพยักหน้า เขียนแทบไม่ทัน “แล้วฉันก็ได้ยินมาว่าคุณคือเพชรเม็ดงามของเขา” เธอพูดหลังหยุดชั่วครู่ “จบอันดับหนึ่งของรุ่น มีหัวธุรกิจที่เฉียบคม”
ดาร์เรนถอนหายใจ กรามเขากระตุก “ถ้าจะว่าอย่างนั้นก็ใช่”
บรู๊คลินใช้ปลายปากกาเคาะกับสมุดโน้ตเบา ๆ “หัวธุรกิจเฉียบคมแบบคุณนั่นสินะ ถึงได้ซื้อบ้านหลังนี้ได้ภายในเดือนเดียว?” เธอมองเขาอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ดาร์เรนไม่ตอบ
บรู๊คลินยิ้มมุมปาก “แล้ว ลิลี่ สมิทเธอร์ส คุณเลิกกับเธอเพราะพ่อของเธอใช่ไหม?”
บรรยากาศเปลี่ยนทันที ความตึงเครียดแล่นเข้ามาเหมือนพายุ สีหน้าของดาร์เรนหม่นลง นิ้วเขากระดิกอย่างไม่พอใจ
“พอแล้ว เราจบกันแค่นี้” เขาพูดขึ้นทันที ลุกขึ้นยืน
บรู๊คลินขมวดคิ้ว “ขออีกแค่นิดเดียว”
แต่เขาเดินไปที่ประตู เปิดมันออกอย่างเด็ดขาด ท่าทางของเขามั่นคง ไม่ก้าวร้าว ไม่เสียมารยาท แค่ชัดเจนว่า พอแล้วจริง ๆ
พอรู้ตัวว่าตัวเองล้ำเส้นไป บรู๊คลินก็ถอนหายใจ หยิบเครื่องบันทึกขึ้นมาเตรียมตัวออก
ก่อนจะพ้นประตู เสียงประตูปิดกระแทกใส่หน้าเธอดังปัง
เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะตะโกนกลับเข้าไปด้วยน้ำเสียงประชดนิด ๆ “ก็ขอบคุณสำหรับเวลานะคะ!”
เธอยืนมองประตูอยู่สักพัก ก่อนจะส่ายหน้า ถอนหายใจเบา ๆ “น่าสนใจดีแฮะ”
ช่างภาพทำมือเป็นคำถาม เธอก็ยกนิ้วโป้งให้ เขาพยักหน้าแล้วปีนขึ้นรถตู้
บรู๊คลินยังยืนอยู่หน้าบ้านอีกสักพัก มองกลับไปที่ประตูด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ดาร์เรน สตีล” เธอพึมพำเบา ๆ “ตอนแรกฉันก็คิดว่าคุณเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาที่หลุดเข้ามาในเรื่องที่ใหญ่เกินตัว แต่ดูเหมือนว่าคุณจะน่าสนใจกว่าที่ฉันคิดไว้มากเลยนะ”
เธอหันหลัง เดินไปขึ้นรถตู้
“ฉันจะจับตาดูนายไว้ให้ดี”
แล้วรถตู้ก็เคลื่อนออกจากหน้าบ้าน ทิ้งความเงียบไว้เบื้องหลัง