คนที่ใช่ก็อยู่ตรงนี้แล้วไงล่ะ!
บทที่ 110 คนที่ใช่ก็อยู่ตรงนี้แล้วไงล่ะ!
หัวใจของกู่หยางกระตุกวูบ สายตาเขาจ้องมองหญิงแก่กับหญิงสาวสองคนนั้นอย่างแน่วนิ่ง
พวกเธอแค่เดาสุ่ม...หรือว่ามีของจริง?
“มีวิญญาณอาฆาตตามติด?”
ในใจของกู่หยางตอนนี้กำลังวิ่งพล่าน คิดวนอยู่ไม่หยุดว่า ที่สองคนนี้พูด มันจริงหรือโกหกกันแน่
แต่ถ้าเป็นสิบแปดมงกุฎจริง ๆ ปกติก็แค่พูดประมาณว่า “หน้าผากคุณหม่นคล้ำ” เท่านั้นแหละ ไม่มีใครเริ่มต้นด้วยประโยคว่า “มีวิญญาณอาฆาตตาม” หรือ “มีคนตายเพราะคุณเยอะมาก” หรอก
ถ้าทำแบบนั้นก็คงอยากโดนชกแล้วล่ะ!
กู่หยางหน้าตานิ่งครุ่นคิด ลังเลอยู่ไกล ๆ
หวังกุ้ยฟางหัวเราะเบา ๆ พลางปัดฝุ่นตามตัวก่อนจะพูดว่า
“ฉันเคยเจอคนหนุ่มแบบเธอมาเยอะแล้วล่ะ”
“คิดว่าตัวเองมีพลังนิดหน่อยก็จะฆ่าใครก็ได้ คิดว่ามีแบ็คใหญ่แล้วจะไม่ต้องรับโทษทางกฎหมาย”
“แต่โลกนี้มันมีเหตุมีผลของมัน มีเบื้องหลังบางอย่างที่เธอไม่อาจจินตนาการได้”
“ฉันมองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเธอไม่ใช่คนดีแน่ ๆ”
“หนุ่มน้อย การที่มาเจอฉันในวันนี้ถือเป็นโชคดีของเธอเลยนะ”
“อย่าคิดว่าเงินสิบล้านนี่เสียเปล่าเลย จะบอกอะไรให้นะ ตอนนี้ที่เมืองเทียนซินมี ‘บุชเชอร์’ โผล่มาคนหนึ่งใช่ไหม? มันโอหังมากเลยล่ะ!”
“ได้ยินว่าตำรวจมือหนึ่งกับหัวหน้าหน่วยสืบสวนยังเอาไม่อยู่เลย”
“แต่เดาสิ...ใครจ้างฉันมาที่นี่? มีคนจ่ายตั้งห้าสิบล้านให้ฉันมาจัดการเรื่องนี้นะ!”
“ฉันเก็บเธอแค่สิบล้านเอง ต้องแอบดีใจแล้วล่ะ!”
รูม่านตาของกู่หยางหดแคบลงทันที
ถ้าตอนแรกเขายังรู้สึกลังเลว่าสองคนนี้ของจริงไหม ตอนนี้เขา “เกือบจะแน่ใจ” แล้วว่าพวกนี้ มีของแน่นอน
และการมาของพวกเธอ...ก็คงเป็นเพราะ “ชูหลิงหลิงกับหลี่ไคหยุน”!
ดีมาก!
ฉันช่วยชีวิตพวกแกแท้ ๆ พวกแกตอบแทนด้วยการขายฉันงั้นเหรอ?
ดูท่ามีดในมือฉันยังเร็วไม่พอสินะ!
แม้กู่หยางจะมั่นใจว่าสองคนนี้มีของจริง แต่เขาก็จะไม่มีวันยอม “ก้มหัว” ยอมรับต่อหน้าตรงนี้เด็ดขาด
ถ้ายอมตอนนี้...ชีวิตต่อไปจะยุ่งยากแน่นอน
หลังคิดครู่หนึ่ง กู่หยางที่นั่งอยู่ในรถก็หันไปเย้ยหยันใส่หวังเสี่ยวโย่วกับหวังกุ้ยฟาง
“เดี๋ยวนี้สิบแปดมงกุฎยังมีลูกเล่นใหม่ด้วยแฮะ”
“ถ้าแค่พูดว่าผากผมหม่น ๆ น่ะ ผมยังอาจจะชมว่าน่าเชื่ออยู่หรอก แต่นี่ดันพูดว่าผมมีวิญญาณอาฆาตติดตัว เพราะมีคนตายเพราะผมเยอะ นี่มันมั่วสุด ๆ เลยรู้ไหม?”
“ถ้าเรื่องที่พูดมาจริง ก็ไปแจ้งตำรวจสิ เสียเวลามายืนพูดกับผมทำไม?”
“แล้วนี่เรียกสิบล้านเนี่ยนะ? หน้าไม่อายเกินไปหรือเปล่า?”
หวังเสี่ยวโย่วถึงกับของขึ้น ยื่นคอออกมาจากข้างรถแล้วตะโกน
“เฮ้ย! ทำไมพูดจาแบบนี้ล่ะ?! กล้าหาว่าพวกเราเป็นสิบแปดมงกุฎเหรอ?! เดี๋ยวก็ซวยทันทีหรอก!”
ซูเฉิงเฉิงที่นั่งข้าง ๆ กู่หยางก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน
ตั้งแต่เมื่อกี้ที่สองคนนั้นเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุ เธอก็ไม่พอใจแล้ว แล้วยังมีหน้ามาหลอกคนต่อหน้าอีก
เธอตะโกนด่าทันที:
“สองคนนี้มันแย่มากจริง ๆ! กล้ากล่าวหาคุณกู่ได้ยังไง?!”
“คุณกู่เป็นคนดีที่สุดในโลก! จะมีวิญญาณอาฆาตที่ไหนกัน?! คนตายเพราะคุณกู่น่ะเหรอ? พูดได้ยังไงไม่อายปาก!”
“ไปให้พ้นเลยนะ! ไม่งั้นฉันแจ้งตำรวจให้มาจับเดี๋ยวนี้!”
กู่หยางค่อย ๆ ยกมือขึ้น ห้ามไม่ให้ซูเฉิงเฉิงพูดต่อ แล้วพูดด้วยสีหน้าเยือกเย็น
“อย่าเสียเวลาเถียงกับพวกเขาเลย คนข้างถนนไม่มีจะกินแบบนี้ก็แค่ให้เงินแล้วไล่ไปซะ”
พูดจบ กู่หยางก็เปิดกล่องเก็บของเล็ก ๆ หยิบเหรียญสองสามเหรียญออกมาแล้วโยนลงพื้น
เหรียญกระจายเต็มพื้น รวมแล้วประมาณสิบหยวน
“ไม่มีจะกินก็เอาไปซื้ออะไรกินซะ แล้วจำไว้อย่าหลอกลวงแบบนี้อีกเลย”
หลังพูดจบ ซูเฉิงเฉิงก็เบ้หน้าให้สองคน แล้วเหยียบคันเร่ง ขับจากไปทันที
หวังเสี่ยวโย่วโกรธจนตัวสั่น ชี้ตามหลังรถที่วิ่งห่างไปแล้วตะโกน
“ไอ้สารเลว! กล้าดูถูกพวกเรางั้นเหรอ?! พวกเราเป็นครอบครัวญาณทิพย์ของแท้นะ! แกซวยแน่!”
“เดี๋ยวมาขอร้องให้ช่วยนะ! ตอนนั้นจะขึ้นราคาเป็นสองเท่าเลย! ไม่สิ! เอาสิบเท่า!”
ผลลัพธ์ก็คือ เธอเห็นแค่มือของกู่หยางที่ยื่นออกมานอกรถ...แล้วชูนิ้วกลางเรียวยาวขึ้นมาอย่างเย็นชา
หวังเสี่ยวโย่วโกรธจนหน้ามืดเกือบล้ม
เธอจับมือยายแน่น
“คุณยายดูสิ! หมอนั่นมันเลวขนาดไหน! เราใช้วิธีจัดหนักเลยไหม?! ให้มันซวยตายไปเลย!”
หวังกุ้ยฟางกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดมาก ส่ายหัวแล้วพูดว่า
“เด็กคนนี้...ไม่ธรรมดาแน่นอน”
“ดูจากไอสังหารที่พันตัวอยู่ วิญญาณที่ตายเพราะเขา...ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคน อาจจะมากกว่าสิบด้วยซ้ำ”
“ในยุคที่บ้านเมืองมีกฎหมายแบบนี้ ถ้าใครฆ่าคนได้มากขนาดนี้แล้วยังขับรถอยู่บนถนนได้แบบสบาย ๆ แปลว่าอย่างน้อยต้องมีแบ็คใหญ่ หรือไม่ก็มีพลังพิเศษบางอย่างแน่ ๆ”
“ไม่ว่าจะทางไหน พวกเราอย่าไปยุ่งดีกว่า”
“อดทนหน่อย ถ้าเขามาขอร้องเราเมื่อไร ค่อยใช้โอกาสนั้นสานสัมพันธ์กับตัวใหญ่ ๆ แล้วหาเงินล้านแทน”
“ถ้าไม่มา ก็ถือว่าพบกันโดยบังเอิญแค่นั้นแหละ”
หวังเสี่ยวโย่วยังไม่ยอมง่าย ๆ
“เราก็มีวิธีสั่งวิญญาณตั้งเยอะ ทำไมไม่สั่งให้มันเจอเคราะห์สักทีล่ะ?”
หวังกุ้ยฟางจ้องเธอเขม็ง
“ยายเคยสอนอะไรไว้?! ญาณทิพย์ของเราน่ะสื่อสารกับวิญญาณได้จริง แต่มันแลกมาด้วยอายุขัยนะ!”
“ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ห้ามใช้!”
“อยากตายก่อนอายุสามสิบเหรอ? จะให้กลายเป็นยายแก่แบบฉันไหมล่ะ?!”
พูดจบก็เคาะหัวหลานจนเกิดลูกบวมหนึ่งลูก เป็นของขวัญ “เตือนความจำ”
หลานสาวเจ็บจนน้ำตาคลอ แต่ก็ยังพูดไม่เลิก
“คุณยายโกหก! บอกว่าใช้ไม่ได้ แต่ก็ยังรับงานตลอดเลย”
“เขาบอกไม่อยากร่วมงานด้วยแท้ ๆ ยังตามมาหาเองอีก! แบบนี้แปลว่าไง?”
หวังกุ้ยฟางถอนหายใจ
“เด็กน้อย เธอยังไม่เข้าใจหรอก ‘จริงหรือหลอก’ สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ ต่างคนต่างมั่วอยู่ทั้งนั้นแหละ”
“เราไม่จำเป็นต้องใช้ของจริงเลย ก็ไม่เสียอายุขัย”
“ได้เงินมาก็เอาไปบำรุงร่างกาย เช่น โสมร้อยปี เห็ดหลินจือ อะไรพวกนี้ ยังช่วยยืดอายุได้อีกนะ!”
หวังเสี่ยวโย่วตาโตทันที
“อ๋อออ! งั้นที่ยายทำ ๆ มา ที่แท้ก็ของปลอมหมดเลยเหรอ?!”
หวังกุ้ยฟางหยิกจมูกหลานเบา ๆ พร้อมยิ้มเอ็นดู
“แน่นอนสิจ๊ะ!”
“ยายก็แก่แล้ว ต่อไปเธอต้องรับงานแทนยาย ต้องเรียนรู้ให้ดี อย่าใสซื่อไปหมดทุกเรื่อง”
“อย่างเมื่อกี้ เด็กคนนั้นมีวิญญาณอาฆาตเยอะมาก ถ้าเรียกวิญญาณมาจริง ๆ ยายคงนอนโลงพรุ่งนี้แล้ว”
“วิธีที่ถูกต้องคือ ทำพิธีเล็ก ๆ ให้ดูจริงบ้างหลอกบ้าง ให้เขางงจนตะลึง แล้วก็ให้ยันต์ไปแผ่นสองแผ่นบอกว่าไว้กดวิญญาณ”
“พอได้เงินแล้วก็จากไป ไม่เปลืองอายุ แถมได้เงินอีก นี่แหละ วิธีฉลาด”
“เข้าใจไหม?”
หวังเสี่ยวโย่วพยักหน้ารัว ๆ เหมือนฝึกวิชาแล้วเส้นลมปราณเปิดแล้ว เธอถามต่อ
“งั้นยาย...คราวนี้ที่สำนักงานความมั่นคงจ้างเราไปสืบ ‘บุชเชอร์’ เราจะทำยังไงดี?”
“ก็ไปตามน้ำก่อน พอถึงเวลาก็เล่นของลึกลับหลอก ๆ ให้เขาโอนเงินมาก่อน”
“ถ้าจำเป็นต้องบอกตัวจริงขึ้นมา...เราก็แต่งขึ้นไปเลย”
พอได้ยินคำว่า "บุชเชอร์" หวังเสี่ยวโย่วก็ปิ๊งไอเดียทันที
“ยาย! นั่นไง! เมื่อกี้เราเจอตัวเป็น ๆ มาแล้วไม่ใช่เหรอ?!”
หวังกุ้ยฟางยิ้มทันที
“หลานยายคนเก่ง! เธอฉลาดจริง ๆ คราวนี้โชคเข้าข้างเราแล้วล่ะ!”