ความลับซ่อนอยู่ในรูน!
ตอนที่ 152 ความลับซ่อนอยู่ในรูน!
ชูหลิงหลิงยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋าด้วยความโมโห แล้วก้าวเข้าไปในห้องเก็บศพเป็นคนแรก
“อยากรู้จริง ๆ ว่ามันจะน่ากลัวแค่ไหน! ฉันผ่านโลกมาหลายปี ฆาตกรรมแบบไหนฉันก็เคยเห็นมาแล้ว! ถึงขนาดบุชเชอร์ตัดหัวคน ฉันยังไม่กลัวเลย!”
แต่ทันทีที่เธอก้าวเข้าไป ก็ได้กลิ่นคาวเลือดฉุนรุนแรงลอยมากระทบจมูก
เมื่อก้มลงมอง พื้นเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ประหลาดที่วาดด้วยเลือดสด เรียงรายแน่นไปหมด ถ้าใครเป็นโรคกลัวรู คงเป็นลมล้มลงตรงนั้นแน่
นอกจากนั้น เธอยังเห็นศีรษะที่ถูกทุบจนแหลกแทบระเบิด เนื้อแดงเนื้อขาวกระจายเกลื่อนเต็มพื้น
ในชั่วพริบตาเดียว ร่างกายเธอก็รู้สึกไม่สบายอย่างรุนแรง แทบจะอาเจียนออกมาทันที
“ไม่ได้ ๆ ห้ามอ้วกเด็ดขาด! ถ้าอ้วกตอนนี้ ฉันก็กลายเป็นตัวตลกสิ!”
เธอพยายามกลั้นความรู้สึกคลื่นไส้ไว้ แล้วเงยหน้าขึ้น มองสำรวจทั่วทั้งห้องต่อไป
แต่สุดท้ายก็ลุกเดินต่อ
เธอมองขึ้นไป แล้วก็เห็นศพทั้งสองแขวนอยู่จากปลายพัดลม หวังอันยากับหวังกุ้ยฟาง
สองคนนั้นก่อนหน้านี้ยังเต็มไปด้วยอำนาจ เพียงแค่ผ่านมาไม่กี่วัน กลับกลายเป็นศพแขวนกลางอากาศ
เชือกยาวรัดคอฝังลึกลงเนื้อ หนังฉีกจากแรงกด เลือดไหลซึมจนทั้งเชือกกลายเป็นสีแดงสด
ดวงตาของพวกเธอทั้งคู่แตกจนหมด เลือดไหลอาบลงมาตามแก้ม เลือดยังทะลักออกมาจากรูจมูก มุม
ปาก และรูหู นี่คืออาการ “เลือดไหลเจ็ดทวาร” ในตำนาน
เมื่อเห็นภาพนั้น ชูหลิงหลิงก็ถึงกับควบคุมตัวเองไม่อยู่
“กรี๊ด! ช่วยด้วย!”
จากนั้นเธอก็หันหลังกลับแล้วพุ่งเข้าชนหลี่ไคหยุนเต็มแรง จนทำให้หลี่ไคหยุนถึงกับหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ
หลิวเต๋า ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับเอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ
“เป็นอะไรไปล่ะ? เมื่อกี้ยังพูดว่าไม่กลัวอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? บอกเองว่าโตมากับความกลัวแท้ๆ”
ชูหลิงหลิงหายใจหอบถี่ สูดลมหายใจอยู่พักหนึ่งกว่าจะค่อยๆ ฟื้นสติ
ดวงตาเธอพลันกลอกไปมา ก่อนจะรีบหาข้ออ้างให้ตัวเองทันที
“พูดอะไร? ฉันก็แค่ล้อเล่นกับพวกนาย หยอกเล่นเฉย ๆ จะไปกลัวได้ยังไงกันล่ะ!”
หลิวเต๋าและหลี่ไคหยุนมองหน้ากัน สองคนพากันยิ้มเจื่อน
ทุกคนต่างรับรู้ว่า... จริง ๆ แล้วเธอตกใจมาก!
ชูหลิงหลิงหน้าแดงเผ็ด แล้วโวยวายว่า
“หมายความว่าไง? พวกนายกำลังล้อฉันอยู่ใช่ไหม? ฉันแค่ล้อเล่นจริง ๆ นะ! ฉันไม่ได้กลัวจริง ๆ เลย! ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวฉันกลับเข้าไปดูอีกรอบให้ก็ได้!”
หลิวเต๋าตบบ่าช้า ๆ
“ได้ ได้ หยุดเถอะ เข้าไปพร้อมกันเลย อย่าเสียเวลา”
หลิวเต๋า หลี่ไคหยุน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้าไป แต่ชูหลิงหลิงยังตะโกนอยู่ด้านหลัง
“หมายความว่าไง? พวกนายทั้งหมดดูถูกฉัน ไม่เชื่อฉันใช่ไหม? ก็ได้! ฉันเกลียดพวกนาย!”
เมื่อทั้งกลุ่มเข้ามาเจอฉากโหดเลือดท่วม กลิ่นคาวสุดสยองสูดขึ้นจมูก
หลิวเต๋าที่เห็นประจำ ก็ยังแทบน็อก แทบวิงเวียนเป็นลม
พวกเขาทั้งหมดตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างระมัดระวังโดยไม่ให้เกิดความเสียหายกับหลักฐาน
หลี่ไคหยุนพูดช้า ๆ
“ผมเห็นรอยถลอกบนข้อมือ ทั้งรอยเสียดจากการใช้ปลายนิ้วเขียนบนพื้น รูนเหล่านี้น่าจะถูกเขียนโดยสองคนนั่นเอง
ตระกูลหวังฝึกศาสตร์หยินหยาง พวกนี้น่าจะเป็นแท่นพิธีรูนหยินหยาง ซึ่งพวกเขาตั้งใจเรียกวิญญาณหวังเสี่ยวโยวขึ้น เพื่อถามสาเหตุการตายของเธอ”
หลิวเต๋าพยักหน้า
“ฟังแบบนี้ก็สมเหตุสมผล พื้นลายเลือด กับบาดแผลที่มือ แบบนี้เห็นได้ชัดว่าทำพิธีจริงจัง ไม่ใช่แค่เชิดหน้าโชว์แบบที่ให้เราดูครั้งก่อน”
หลี่ไคหยุนก็อดรู้สึกจนใจไม่ได้เมื่อได้ยินดังนั้น
"เขาว่ากันว่า ผู้เชี่ยวชาญดูที่แก่น ส่วนมือสมัครเล่นดูแค่ฉากโชว์ เราก็เป็นแค่มือสมัครเล่น จะให้ทำอะไรก็คงไม่ได้
เสียดายก็แต่เงินสามสิบล้านที่ฉันเสียไป พวกเธอก็ไม่คืนให้ด้วย"
หลิวเต๋าก็ได้แต่ยักไหล่
“นี่มันเวรกรรมชัด ๆ ถ้าตอนนั้นพวกเธอยอมใช้ความสามารถจริง ๆ บอกตัวตนของบุชเชอร์กับเราอย่างตรงไปตรงมา ก็คงไม่ต้องเจอจุดจบแบบนี้หรอก ทั้งหมดนี่คือผลกรรมที่พวกเธอสร้างเอง
นายแค่เสียเงินสามสิบล้าน แต่พวกเธอเสียชีวิตถึงสองคนเลยนะ”
หลี่ไคหยุนรู้สึกดีขึ้นมากหลังจากได้ยินแบบนั้น
“ใช่เลย นายพูดปลอบใจเก่งดี เงินฉันไม่ใช่ว่าใครจะหลอกเอาไปง่าย ๆ หรอกนะ”
หลิวเต๋าก็พูดขึ้นว่า
“ฉันตรวจภาพวงจรปิดกับร่องรอยในที่เกิดเหตุแล้ว ไม่มีร่องรอยของบุคคลที่สามเลยนอกจากสองคนนั้น”
ข้อสรุปข้อนี้จริง ๆ ก็แทบไม่ต้องสืบให้ลำบาก หลี่ไคหยุนและคนอื่น ๆ ก็รู้กันอยู่แล้ว เพราะคดีช่วงนี้แทบจะมีรูปแบบเหมือนกันหมด
“เป็นบุชเชอร์หรือเปล่า?”
“ก็น่าจะใช่แหละ
เพราะที่พวกตระกูลหวังมาที่นี่ก็เพื่อตามหาเบาะแสของบุชเชอร์ ถ้าดูจากนิสัยของเจ้าหมอนั่น คงไม่มีทางปล่อยพวกเธอไปแน่ ๆ”
“งั้นเราก็จบเห่สิ คดีนี้ก็คงเป็นอีกคดีที่ต้องแขวนไว้ ไม่มีทางคลี่คลาย ฉันไม่คืนเงินหนึ่งพันหยวนให้นายหรอกนะ”
“แหนะ กลัวแล้วล่ะสิ?”
“ฮ่า ๆ ๆ เปล่าสักหน่อย”
“แล้วจะเอายังไงต่อดี?”
“นายเป็นรองผู้อำนวยการนะ ฉันเป็นแค่สายลับเอกชน นายถามฉัน แล้วฉันจะไปถามใครล่ะ?”
“โอเค ๆ เห็นทีเงินพันนั่นคงสูญเปล่าแล้ว ฉันจะถือว่าทำบุญให้น้องหมาไปละกัน”
ระหว่างที่พูดคุยกันเรื่องคดีอย่างออกรส ชูหลิงหลิงที่อยู่ด้านข้างก็กำลังถ่ายรูปในที่เกิดเหตุด้วยโทรศัพท์ของเธออย่างขะมักเขม้น
หลิวเต๋าสั่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่มากับเขาให้รีบจัดการที่เกิดเหตุ เอาศพลงมา แล้วเก็บไว้ในตู้แช่ศพอย่างเหมาะสม
เขาเห็นชูหลิงหลิงกำลังถ่ายภาพอยู่ จึงเตือนขึ้นว่า
“เธอห้ามเอาภาพพวกนี้ไปเผยแพร่นะ เดี๋ยวจะทำให้คนแตกตื่น แล้วภาพพวกนี้ก็เป็นเอกสารภายในด้วย”
ชูหลิงหลิงกลอกตาใส่เขาด้วยความเอือมระอา
“คิดว่าฉันเป็นเด็กหรือไง? เรื่องแค่นี้ฉันก็รู้หรอกน่า ไปไกล ๆ เลย อย่ามารบกวนนักสืบทองคำคนนี้กำลังไขคดีอยู่!”
หลิวเต๋ายิ้มแห้ง ๆ แล้วก็เงียบไป เขาเดินไปหาหลี่ไคหยุร และทั้งคู่ก็จุดบุหรี่ขึ้นมาคนละมวน
หลังจากสูบไปครึ่งมวน หลี่ไคหยุนก็พูดขึ้นช้า ๆ
“ถ้านายถามฉันนะ ฉันว่าน่าจะรายงานขึ้นไปเลย ถ้ายังปล่อยให้คาราคาซังแบบนี้ จะยิ่งมีคนตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น นายเองก็จะต้องรับผิดชอบมากขึ้นด้วย”
หลิวเต๋าเงียบ แม้ว่าในใจเขาก็คิดแบบเดียวกัน
ถ้าสำนักงานบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นไม่สามารถคลี่คลายคดีนี้ได้ ก็สามารถรายงานไปยังหน่วยงานระดับชาติให้เข้ามาดำเนินการแทนได้ ซึ่งหน่วยงานเหล่านั้นมักมีทีมสืบสวนระดับแนวหน้าและผู้เชี่ยวชาญหลากหลาย รวมถึงลูกหลานตระกูลหยินหยางเช่นเดียวกับตระกูลหวังด้วย
ต่อให้พลังของบุคคลใดจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ไม่อาจสู้พลังของรัฐได้ ถ้ารายงานไปแล้วละก็ โอกาสจับบุชเชอร์ได้ก็มีสูงมาก
แต่ปัญหาคือ สำนักงานบังคับใช้กฎหมายแทบทุกแห่งมักจะไม่ทำแบบนั้น เพราะมันจะเป็นการยอมรับโดยตรงว่าตนเองไร้ความสามารถ
พอเห็นว่าเขายังลังเล หลี่ไคหยุนก็พูดต่อ
“เราทุกคนรู้ดีว่าตระกูลหวังมีของจริง พวกเขาควบคุมวิญญาณอาฆาตและผีปีศาจให้ไปฆ่าคนในความมืดได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย
แต่สุดท้ายพวกเขากลับมาตายที่นี่ และยังเป็นสองคนที่เก่งที่สุดในตระกูลอีกด้วย นี่มันแทบจะพิสูจน์ได้เลยว่าบุชเชอร์เก่งขนาดไหน
พูดกันตรง ๆ แม้แต่นายจะสามารถยืนยันตัวตนของหมอนั่นได้จริง นายมีทางจะจับเขาไหม?
บางทีนายอาจต้องเอาชีวิตไปแลกด้วยซ้ำ
ฉันพูดแบบนี้เพราะเห็นว่านายเป็นเพื่อนนะ”
หลิวเต๋าย่อมรู้ดีว่า สิ่งที่หลี่ไคหยุนพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง จากสถานการณ์ตอนนี้ หากเขาจับได้ว่าบุชเชอร์คือใคร มันก็เหมือนกับการเซ็นใบตาย
ถึงตอนนี้ บุชเชอร์จะยังไม่ฆ่าคนดีที่ไม่สมควรตายก็เถอะ แต่ไม่มีใครรู้ว่าหมอนั่นจะรักษาเส้นแบ่งของตัวเองไว้ได้นานแค่ไหน
เพราะไม่มีอะไรควบคุมเขาได้เลย
หลิวเต๋าถอนหายใจยาวแล้วโบกมือ
“ไปเถอะ ขึ้นรถก่อน หาอะไรกินแล้วค่อยคุยกันต่อ”
ชูหลิงหลิงก็ถ่ายภาพเสร็จพอดี
หลิวเต๋าแซวว่า
“อะไรน่ะ? จะเอารูปพวกนี้กลับไปติดบนผนังไว้ฝึกความกล้าทุกคืนหรือไง?”
ชูหลิงหลิงกลอกตาใส่เขาอีกครั้ง
“นายรู้อะไรบ้าง! จากสัญลักษณ์ที่เกิดเหตุ ดูแล้วตระกูลหวังมีของจริง แถมดูเหมือนจะเคยปะทะกับบุชเชอร์มาบ้างด้วย
ถ้ายังมีโอกาสโต้กลับอยู่ละก็ พวกเขาต้องทิ้งเบาะแสไว้แน่นอน
ฉันจะเอาสัญลักษณ์พวกนี้กลับไปศึกษาต่อ หนึ่งก็คือหาว่าพวกเขาใช้คาถาแบบไหน อีกอย่างก็เผื่อจะเจอเบาะแสที่ตระกูลหวังทิ้งไว้ ตัวตนขอบุชเชอร์อาจซ่อนอยู่ในนั้นก็ได้”
พอได้ยินแบบนี้ หลิวเต๋ากับหลี่ไคหยุนถึงกับตาเป็นประกาย
ใช่เลย! เหยื่อที่รู้ว่าตัวเองหนีไม่รอดมักจะทิ้งเบาะแสลับไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังตามล้างแค้นให้
คนจากตระกูลหวังไม่ใช่พวกที่จะตายเปล่าแน่ ๆ พวกเขาต้องทิ้งเบาะแสไว้
และเบาะแสนั้นอยู่ในสัญลักษณ์ที่พื้นนั่นเอง!