ชักชวน
บทที่ 305: ชักชวน
แท้จริงแล้ว ขณะที่เซี่ยวเจวี่ยยังกำลังตรวจสอบสภาพในที่เกิดเหตุ ลั่วเชียนจี๋และเหล่าผู้ร่วมปฏิบัติการจากกลุ่มอี้เหรินก็ได้สำรวจสถานที่ทั้งหมดโดยละเอียดถี่ถ้วนไปเรียบร้อยแล้ว
ลั่วเชียนจี๋กวาดตามองเลย์เอาต์ภายในบังเกอร์ใต้ดินอย่างพินิจ ก่อนเอ่ยว่า
“ด้วยนิสัยระมัดระวังถึงขีดสุดของหมอนั่น ข้าคาดว่า ที่แห่งนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้จัก
แถมจากประตูทางเข้าจนถึงจุดนี้ มีดักไว้ถึงแปดสิบเอ็ดกับดัก หากพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้
แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ บุชเชอร์กลับสามารถลอบเข้ามาโดยไม่ไปสะกิดกับดักสักอัน และจากสีหน้าของฮั่วชางก่อนตาย ดูท่าเจ้าหมอนั่นก็คงยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเข้ามาแล้ว
กระทั่งรู้สึกตัวอีกครั้ง ก็ถูกกดไว้หมดหนทางขัดขืน และถูกสังหารในบัดดล
เขาทำได้อย่างไรกัน?”
เซี่ยวเจวี่ยพยักหน้ารับด้วยความเห็นคล้ายกัน
“ใช่ เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ ไม่เพียงตอนเข้ามาไม่สะกิดกับดัก ตอนออกไปก็เช่นเดียวกัน
ราวกับเป็นภูตผีล่องหน ทั้งยังไม่หลงเหลือร่องรอยใดไว้ในที่เกิดเหตุแม้แต่น้อย แม้แต่เส้นผมสักเส้นก็ไม่ปรากฏ
หรือว่าบุชเชอร์ผู้นี้จะหัวโล้น? และตลอดเวลาที่ก่อคดีมา กลับไม่เคยทิ้งลายนิ้วมือไว้เลยสักครั้ง
เจ้าหมอนี่…ยังจะเรียกว่ามนุษย์ได้อยู่อีกหรือ?”
เหล่าสหายแห่งกลุ่มอี้เหรินที่อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุ ต่างล้วนรู้สึกสำนึกบุญคุณบุชเชอร์ที่ล้างแค้นแทนพวกเขาได้สำเร็จ ทว่าในขณะเดียวกัน ก็อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัว
เพราะอย่าลืมว่า จนถึงตอนนี้ บุชเชอร์ยังนับว่าอยู่คนละฝั่งกับกลุ่มอี้เหริน
ก่อนหน้านี้ องค์กรยังถึงกับประกาศภารกิจตามล่าตัวเขา ส่งผู้คนไปสืบข่าว แต่แล้วในตอนนี้ เขากลับแสดงพลังอำนาจอันเหลือเชื่อให้เห็นชัดเจน
จะเรียกว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่จากเขาก็ใช่ หรือจะว่าคือคำเตือนก็ไม่ผิด
ทุกคนจึงได้แต่มองหน้ากัน พากันส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน
ในใจล้วนต่างตกลงกันอย่างเงียบงันว่า
จากนี้ไป จะไม่มีวันแตะต้องภารกิจใดที่เกี่ยวข้องกับบุชเชอร์อีก มันไม่ต่างอะไรจากการยืนเข้าแถวรอพลัดตกหน้าผา
เซี่ยวเจวี่ยและลั่วเชียนจี๋เห็นท่าทางและสีหน้าของเหล่าสหายผู้ร่วมรบต่างก็รู้ดีว่าแต่ละคนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ในยามนี้ก็ได้แค่ถอนหายใจยาว
เพราะแม้แต่พวกเขาทั้งสองคนเอง ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า หากลงมือต่อกรกับชายผู้นั้น จะสามารถชนะเขาได้
เซี่ยวเจวี่ยหันไปมองลั่วเชียนจี๋ พลางถามว่า
“แล้วจะเอาอย่างไรต่อไป? เจ้าคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบุชเชอร์?”
ลั่วเชียนจี๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
“ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ เราคงไม่อาจแตะต้องเขาได้ในยามนี้
อย่าว่าแต่พวกเราจะมีฝีมือพอหรือไม่เลย แค่เขาลงแรงช่วยเราจัดการกับฮั่วชางในการศึกครานี้ ก็ถือว่ามีคุณูปการยิ่งยวด
หากเราคิดร้ายตอบแทนเขาอีก ก็คงไม่ต่างจากอกตัญญูพลิกคุณ และจะเสียหน้าจนหมดหนทางแก้ตัว
แต่ถ้าเราปล่อยให้เขาออกไล่ฆ่าผู้คนไปทั่วตามใจชอบ ก็จะขัดต่อเจตจำนงของการก่อตั้งองค์กรอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น... ข้าจึงมีความคิดเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ เชิญเขาเข้าร่วม”
เซี่ยวเจวี่ยก็พยักหน้าเห็นด้วย ในความเป็นจริง การเสนออภัยโทษให้กับผู้มีฝีมือแล้วเชิญเข้าร่วมกลุ่มอี้เหรินนั้น นับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แม้แต่ครึ่งหนึ่งของสมาชิกในปัจจุบันก็ล้วนเคยเป็นจอมอาชญากรที่ก่อกรรมทำเข็ญมาก่อนทั้งสิ้น
แต่ไม่นานนัก เซี่ยวเจวี่ยก็ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้า เหมือนคนถูกดูดพลังจนหมดสิ้น
“เจ้าหมอนั่นมีฝีมือถึงเพียงนี้ ใช้ชีวิตอย่างอิสระสุขสบายอยู่คนเดียว แล้วเขาจะยอมก้มหัวมาอยู่ภายใต้คำสั่งขององค์กรเราทำไมกัน?”
การกระทำครั้งนี้ เทียบเท่ากับการส่งคำเตือนถึงพวกเราอย่างชัดเจน
ตราบใดที่เราประพฤติตนอย่างซื่อสัตย์ ไม่เข้าไปแทรกแซงเรื่องของเขา ทุกอย่างก็จะดำเนินไปอย่างราบรื่น
แต่หากวันใดเกิดความคิดโง่เขลาขึ้นมาแล้วลงมือทำอะไรผิดพลาดล่ะก็ ด้วยความสามารถของเจ้าหมอนั่น ความเสียหายที่เขาสามารถก่อได้นั้น คงไม่ต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลฮั่วทั้งตระกูล
แม้แต่เจ้ากับข้าเอง ก็ต้องคอยระวังการลอบสังหารจากเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน"
ลั่วเชียนจี๋เองก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ? นี่นับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่ข้าคิดออกแล้ว เจ้ามีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่?
เราไม่สามารถตามหาบุชเชอร์ได้โดยตรง ก็คงต้องเริ่มจากผู้คนรอบกายเขาเสียก่อน”
เซี่ยวเจวี่ยเงยหน้าขึ้นช้าๆ
“เจ้าหมายความว่า...จะให้เราไปหากู่หยางอีกครั้ง?”
ลั่วเชียนจี๋พยักหน้ารับ
“ใช่ ต้องไปหากู่หยาง
ตามเบาะแสที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดูท่าบุชเชอร์จะมีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับกู่หยางอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ มิฉะนั้น คงอธิบายไม่ได้ว่าทำไมผู้ที่ถูกเขาฆ่ามาตลอดทาง ต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับกู่หยางมากบ้างน้อยบ้างแทบทั้งสิ้น
ข้ายังสงสัยเสียด้วยซ้ำว่า บุชเชอร์อาจจะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากกู่หยาง
ในเวลานี้ ข้าว่าควรจะลองติดต่อกับกู่หยางก่อน สร้างไมตรีไว้ หากโชคดีอาจเชิญชวนเขาเข้าร่วมกลุ่มอี้เหรินได้สำเร็จ
ข้าได้ยินมาว่า เขาก็ฝึกเคล็ดวิชายุทธลับโบราณบางอย่าง อีกทั้งยังมีปัญญาเฉียบแหลมเป็นพิเศษ ซึ่งถือว่าไม่ขัดต่อกฎแต่อย่างใด
ตราบใดที่กู่หยางอยู่ข้างเรา บุชเชอร์ก็มีแนวโน้มสูงที่จะยื่นมือช่วยเหลือในการปฏิบัติการครั้งต่อๆ ไป
ก็เหมือนกับเมื่อคืน หากไม่มีบุชเชอร์ช่วย พวกเราคงไม่ได้รอดกลับมาโดยง่ายใช่หรือไม่?”
เซี่ยวเจวี่ยมิได้ตอบกลับในทันที แต่ในใจก็รู้ดี หากไม่ได้เจ้าปีศาจรัตติกาลเข้ามาขวางไว้ วันนี้พวกเขาคงตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้มาก
แนวทางของลั่วเชียนจี๋นับว่าถูกต้องแล้ว ในเมื่อยังไม่อาจเชื้อเชิญบุชเชอร์ได้โดยตรง ก็คงต้องเริ่มจากบุคคลรอบตัวเขา ก้าวทีละก้าว สืบไปทีละชั้น สุดท้ายย่อมต้องพบร่องรอยแน่นอน
หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยวเจวี่ยจึงเอ่ยถาม
“แล้วในหมู่พวกเราสี่คน ใครเหมาะจะรับหน้าที่นี้ที่สุด?”
ลั่วเชียนจี๋ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า
“ตอนนี้เจ้าบาดเจ็บหนัก ย่อมไม่เหมาะที่จะเดินทางไปเอง อีกทั้งข้าได้ยินมาว่า ศิษย์ของเจ้าเคยมีเรื่องขัดแย้งกับเขาไม่น้อย เกรงว่าเจ้าหมอนั่นจะไม่ชอบขี้หน้าเจ้าเอาเสียเลย หากเจ้าไป อาจยิ่งทำให้เรื่องแย่ลงเสียเปล่าๆ
ส่วนหุนจั้ง... เจ้าหมอนั่นวันๆ คลุกอยู่แต่กับศพ กลิ่นซากศพเน่าติดตัวไปหมด แถมยังไม่เคยคิดจะใช้น้ำหอมกลบกลิ่นอีกต่างหาก หากส่งเขาไป คงยิ่งทำให้สถานการณ์พังไม่เป็นท่า
ข้าคิดว่า เหลือก็แต่โม่อู๋ซวิ่นกับข้าเท่านั้น ที่พอเหมาะจะรับหน้าที่นี้”
เซี่ยวเจวี่ยนิ่งไปชั่วครู่ แล้วค่อยๆ เอ่ยว่า
“งั้นก็ให้โม่อู๋ซวิ่นไปเถอะ
เจ้าต้องคอยควบคุมสถานการณ์โดยรวมใกล้ฐาน ไม่เหมาะจะออกเดินทางไกล
ส่วนโม่อู๋ซวิ่นเองก็เป็นผู้มีพลังเหนือมนุษย์ และข้าคิดว่ากู่หยางก็อาจมีพลังประเภทเดียวกันกับเขาอยู่เช่นกัน หากได้พูดคุยกัน ก็อาจมีจุดร่วมที่เข้าใจกันได้”
ลั่วเชียนจี๋พยักหน้ารับ
“ข้าจะไปเตือนเขาเรื่องนี้เอง”
เซี่ยวเจวี่ยดูเหมือนยังไม่วางใจนัก จึงเอ่ยย้ำ
“เจ้าต้องเตือนเขาให้ดี ถึงแม้กู่หยางจะล่วงเกินเขาเล็กน้อย ก็ห้ามตอบโต้เด็ดขาด หากเจ้าหมอนั่นได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย บุชเชอร์จะต้องตามล้างแค้นแน่นอน เกรงว่าอาจถูกเชือดคอกลางดึกก็เป็นได้”
ลั่วเชียนจี๋ขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนตอบกลับ
“ข้าว่าข้าไม่ควรเตือนเขาดีกว่า
เจ้าหมอนั่นเป็นคนสุภาพเรียบร้อยโดยธรรมชาติ คงไม่ล่วงเกินใครง่ายๆ หรอก
แต่หากข้าดันไปย้ำเตือนเสียหลายครั้ง เขาอาจจะเกิดความอยากรู้ขึ้นมาจริงๆ แล้วแกล้งล้ำเส้นดูเล่นๆ ขึ้นมา
ถ้าเป็นเช่นนั้นล่ะก็... ข้ารับประกันเลยว่า หัวของเขาจะต้องไปโผล่อยู่ในถังขยะแน่นอนในเช้าวันรุ่งขึ้น”
เซี่ยวเจวี่ยถึงกับพูดไม่ออก
แต่ไม่รู้ทำไม ในใจเขากลับรู้สึกแปลกๆ คล้ายกับว่า... เจ้าโม่อู๋ซวิ่นนั่น คงจะได้ตายแน่ๆ ในทริปนี้
หรือเป็นเพียงภาพหลอนของเขากันแน่?
เปลือกตาของเขากำลังกระตุกถี่ไม่หยุด...
ขออย่าให้เจ้าหมอนั่นทำเรื่องโง่เง่าเลยเถอะ