บทที่ 5 ห้ามดื่มยา(ฉบับแก้ไข)
บทที่ 5 ห้ามดื่มยา(ฉบับแก้ไข)
“ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ ทีมนักผจญภัยระดับเงินอย่างพวกเรา เกือบจะตายในดันเจี้ยนระดับ ‘ธรรมดา’ เนี่ยนะ ถ้าพูดออกไปคงน่าอายแย่”
สเตอแลนบ่นไปพลาง ใช้มีดเล็กเสริมพลังเวทแล่เอาเขามิโนทอร์ออกมาอย่างชำนาญ แล้วยัดใส่กระเป๋าเป้มิติ
ในฐานะเอลฟ์เลือดบริสุทธิ์ผู้สูงศักดิ์ นางได้ออกเดินทางท่องโลกมาเป็นเวลากว่าห้าสิบปีแล้ว ด้วยวิชาธนูอันล้ำเลิศ นางจึงได้กลายเป็นนักผจญภัยระดับเงิน มีฝีมือที่ไม่ธรรมดา ต่อให้ต้องสู้กับฟีลี่พร้อมกันยี่สิบคนก็ไม่ใช่ปัญหา
ทีมของนางมีชื่อว่า “อรุณรุ่ง” นอกจากตัวนางที่เป็นระดับเงินแล้ว ยังมีสมาชิกระดับเงินอีกหนึ่งคน และระดับทองแดงที่ใกล้จะเลื่อนขั้นอีกสองคน อัตราความสำเร็จในการทำภารกิจของทั้งทีมสูงกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์
ผลคือ เกือบจะตายหมู่ในดันเจี้ยนเซน… เพื่อนร่วมทีมระดับทองแดงคนหนึ่งถูกโครงกระดูกอสูรและหมาป่าเน่าเปื่อยลากลงไปในหนองน้ำ พอช่วยขึ้นมาได้ก็ติดดีบัฟ “พิษร้ายแรง” และ “เน่าเปื่อย” สองสถานะ
ถึงแม้จะเตรียมยาแก้พิษที่ใช้รับมือไว้แล้วก็จริง แต่… เพื่อนร่วมทีมที่รับผิดชอบในการเก็บยานั้น ได้ไปเปิดหีบสมบัติหน้าตาธรรมดาๆ ใบหนึ่งเข้าก่อนหน้านี้ ผลลัพธ์คือ—
【เปิดใช้งานกับดักเทเลพอร์ต!!!】
ตอนนี้หาตัวเพื่อนคนนั้นไม่เจอแล้ว
คลาสของสเตอแลนคือเรนเจอร์ระดับสูง ส่วนเพื่อนร่วมทีมระดับเงินอีกคนมีคลาสเป็นนักดาบโล่ระดับสูง ทั้งสองคนไม่มีใครใช้เวทรักษาได้
ดังนั้นจึงทำได้เพียงแค่ยืนมองเพื่อนร่วมทีมตายเพราะพิษไปต่อหน้าต่อตา… นักดาบโล่นั้นเป็นคนบ้าระห่ำที่หัวร้อนง่าย เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมสองคนตายอนาถอย่างน่าอัปยศเช่นนี้ ก็เปิดใช้งานโหมดคลั่งในทันที ไล่ฟันแหลกตั้งแต่ชั้นบนลงมาจนถึงชั้นกลาง ใครขวางข้าตาย! แต่เพราะความโกรธ ทำให้สูญเสียความสามารถในการสังเกตไป ตอนที่กำลังผ่านหน้าผา ก็ถูกลูกเหล็กขนาดใหญ่ที่พุ่งออกมาจากหัวมุมชนตกหน้าผาไป สองเราสู่สุขคติ (จัมพ์คู่ไปเลย)
“ใครมันจะไปคิดว่าตรงนั้นจะมีลูกเหล็กซ่อนอยู่ด้วยเล่า!”
สเตอแลนระบายอารมณ์ด้วยการเตะประตูเสียงดัง “ปัง” เปิดทางลงสู่พื้นที่ชั้นล่าง หรือก็คือบันไดที่ทอดลงไปยังเหมืองแร่
แต่นางยังไม่ได้ก้าวเข้าประตูไป กลับโยนก้อนหินเข้าไปทดสอบดูก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงศัตรูที่อาจซุ่มโจมตีอยู่หลังประตู! ไม่ใช่ว่านางเป็นคนรอบคอบมาแต่กำเนิด แต่เป็นเพราะดันเจี้ยนเซนเฮงซวยแห่งนี้บีบบังคับให้นางต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น! กับดักสารพัดชนิดที่นางประสบพบเจอมาตลอดทางนี้ มีมากกว่าที่นางเคยเจอมาตลอดสิบปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก
ยกตัวอย่างแค่พวกมอนสเตอร์ก็มี ทั้งพวกที่ปลอมตัวเป็นศพ พวกที่ซ่อนอยู่ใต้หนองน้ำ พวกที่เกาะอยู่บนเพดาน พวกที่ซุ่มอยู่ตามมุมตึก พวกที่เกาะอยู่ข้างสะพานแขวน… “ระดับความชั่วร้ายของที่นี่เทียบเท่ากับดันเจี้ยนระดับ ‘ยาก’ แล้วนะ ถ้าพวกมอนสเตอร์แข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อย รับรองว่าต้องได้ระดับยากแน่ๆ”
ถึงแม้ว่ากับดักจะชั่วร้ายมาก แต่สเตอแลนก็พบข้อบกพร่องใหญ่หลวงอย่างหนึ่งของดันเจี้ยนแห่งนี้—มอนสเตอร์มันอ่อนแอเกินไป
โครงกระดูกอสูร, ก็อบลิน, หมาป่าเน่าเปื่อย, ยุงเลือด… ล้วนเป็นมอนสเตอร์ระดับต่ำสุดในบรรดามอนสเตอร์ระดับต่ำด้วยกัน ชาวนาที่แข็งแรงสักสองสามคนรวบรวมความกล้าก็สามารถจัดการได้หนึ่งตัว มีเพียงมิโนทอร์เท่านั้นที่พอจะดูได้หน่อย แต่ก็เป็นแค่มอนสเตอร์ระดับต่ำที่แข็งแกร่งขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้นเอง
ไม่มีมอนสเตอร์ระดับอีลิทที่แท้จริงอยู่เลยสักตัว ถึงแม้จะสามารถใช้กับดักที่ไม่คาดฝันลอบทำร้ายผู้คนได้ แต่หากนางระมัดระวังตัวมากขึ้น กับดักส่วนใหญ่ก็จะไร้ประโยชน์ไป
“หาทางออกเจอแล้วรีบกลับไปดีกว่า ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ก็เจอแต่เรื่องซวยไม่หยุด”
ว่ากันตามจริงแล้ว พวกนางเข้ามาในดันเจี้ยนเซนก็ไม่ได้มีเป้าหมายอื่นใดเป็นพิเศษ แค่มาด้วยอารมณ์อยากท่องเที่ยว อยากจะมาเห็นกับตาว่าดันเจี้ยนที่ง่ายที่สุดในตำนานนั้นเป็นอย่างไร
ผลลัพธ์ที่ได้เห็นคือ โอ้โห นี่มันง่ายที่สุดที่ไหนกัน นี่มันชั่วร้ายที่สุดต่างหากล่ะ
นางมองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าที่นี่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติขึ้น ที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ หมายถึงโครงสร้างของดันเจี้ยน ประเภทของมอนสเตอร์ และอื่นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ตามที่บันทึกไว้ในตำรา เมื่อพันปีก่อน ดันเจี้ยนต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ละวันล้วนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้การสำรวจมีความยากลำบากอย่างยิ่ง
แต่พอมาถึงปัจจุบัน หลายสิบปีก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งดันเจี้ยนส่วนใหญ่มีคนทำคู่มือพิชิตออกมาแล้ว
ดันเจี้ยนเซนเป็นดันเจี้ยนแห่งแรกในรอบสามสิบปีที่ผ่านมาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติขึ้น
“ถ้าหากสามารถทำคู่มือพิชิตของที่นี่ออกมาได้ล่ะก็ ต้องทำเงินได้อย่างมหาศาลแน่ๆ” สเตอแลนรู้สึกว่าตนเองได้ค้นพบโอกาสทางธุรกิจเข้าแล้ว “พักผ่อนสักสองสามวันแล้วค่อยกลับมาอีกครั้ง คนแรกที่จะทำคู่มือพิชิตสำเร็จต้องเป็นพวกเราอย่างแน่นอน!”
เดินทางต่อไป ผ่านบันไดวน สังหารวิญญาณที่ลอบโจมตีจากด้านหลัง หลบหินยักษ์ที่ร่วงหล่นลงมาจากเพดาน สังหารมิมิกที่ปลอมตัวอยู่… ในที่สุดก็มาถึงเหมืองแร่โล่งกว้างที่เต็มไปด้วยผลึกสีเลือด
สเตอแลนหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน
กลุ่มผลึกแหลมคมสีเลือดสะท้อนแสงจนทั่วทั้งเหมืองแร่กลายเป็นสีแดงฉาน ถึงแม้จะดูเท่มาก แต่มันก็เทียบไม่ได้กับ “คน” ที่อยู่ตรงหน้าของนางเลย
นั่นคืออัศวินร่างสูงใหญ่มาก ผู้สวมชุดเกราะสีทองแดงทั่วทั้งร่าง หมวกเกราะรูปขวานแสดงออกถึงความน่าเกรงขาม ดาบใหญ่และโล่ใหญ่ในมือของเขาบ่งบอกได้ทันทีว่าผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน
ลวดลายบนชุดเกราะนั้นซับซ้อนและลึกลับ ไม่ชัดเจนว่ามีความหมายใดซ่อนอยู่
ในขณะนี้ เขากำลังหันหลังให้กับสเตอแลน เพียงแค่ท่ายืนก็บ่งบอกได้แล้วว่าเขาแข็งแกร่งมาก!
เปิดใช้งานท่าศึก【สัมผัสพลังต่อสู้】! ดวงตาข้างซ้ายของสเตอแลนสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงพลังต่อสู้อันท่วมท้นที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าของอีกฝ่าย แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่าข้ากับบิก (นักดาบโล่) รวมกันเสียอีก!
“เอ่อ สวัสดี?”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สเตอแลนก็ตัดสินใจที่จะทักทายก่อน
เพราะมองไม่เห็นว่าภายใต้ชุดเกราะนั้นเป็นอย่างไร อีกทั้งสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายไม่เหมือนกับมอนสเตอร์ หากเป็นฝ่ายเดียวกันล่ะก็… อัศวินเตาหลอมค่อยๆ หันกลับมา ในขณะที่สเตอแลนกำลังเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง เขาก็พลันพุ่งเข้าใส่ในทันที! “ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกันจริงๆ สินะ!”
สเตอแลนสบถออกมาคำหนึ่ง ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ร่างก็ทะยานขึ้นสูงอย่างคล่องแคล่ว ง้างคันธนู สอดลูกศร ในชั่วพริบตาเดียวก็ยิงลูกศรออกไปเกือบสิบดอก
อัศวินเตาหลอมยกโล่อันแข็งแกร่งขึ้น ปัดป้องลูกศรทั้งหมดเอาไว้
ไม่ได้รับความเสียหายเลย!
“ไม่นะ ยกโล่แบบนี้มันขี้โกงเกินไปแล้ว!”
ห้องเจ้าเมือง กงชีอิงประสานมือทั้งสองข้างเท้าคาง จ้องมองภาพการต่อสู้ที่ถ่ายทอดมาจากลูกแก้วคริสตัลอย่างไม่ละสายตา
“โล่กระแทกต่างหากที่ไร้เทียมทาน น่าเสียดายที่ไม่สามารถเปลี่ยนอุปกรณ์ให้อัศวินเตาหลอมได้”
เขากำลังรวบรวมข้อมูลการต่อสู้อยู่
อัศวินเตาหลอมระดับ C คือหน่วยรบระดับสูงสุดที่เขาสามารถใช้งานได้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีอัศวินดำ, อัศวินเงิน และอื่นๆ ในระดับเดียวกัน
ในปัจจุบัน มอนสเตอร์ระดับ F ต้องการพลังจิตเพียงหลักหน่วย ระดับ E ต้องการหลักสิบ ระดับ D ก็ขึ้นไปถึงหลักร้อย แต่ไม่เกินห้าร้อย ส่วนระดับ C… มีทั้งหลักร้อยและหลักพัน อีกทั้งช่วงความต้องการยังกว้างมาก มีอยู่ไม่น้อยที่เขาไม่สามารถอัญเชิญออกมาได้
หลังจากได้รับความทรงจำของก็อดวินมา กงชีอิงก็มีความสามารถในการประเมินความแข็งแกร่งของผู้อื่นด้วยเช่นกัน หากวิเคราะห์ไม่ผิดพลาด สเตอแลนน่าจะมีคลาสระดับสูงอย่างน้อยหนึ่งคลาส และคลาสระดับกลางอีกหนึ่งคลาส
ทุกคนสามารถมีคลาสได้หลายคลาส ระดับของคลาสจากต่ำไปสูงคือ ระดับล่าง, ระดับกลาง, ระดับสูง, ระดับราชันย์, ระดับนักบุญ และระดับตำนาน
ส่วนการแบ่งระดับของนักผจญภัยเป็น เหล็ก, ทองแดง, เงิน, ทอง และอื่นๆ นั้น เป็นเพียงการพิจารณาจากแต้มสะสมที่ได้รับจากการทำภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น
ความแข็งแกร่งของสเตอแลนในหมู่นักผจญภัยก็ถือว่าเป็นระดับกลางค่อนไปทางสูง ดังนั้นกงชีอิงจึงอยากจะเห็นว่าอัศวินเตาหลอมจะสามารถต่อสู้กับนางได้ถึงระดับไหน
เวลาผ่านไปเพียงสิบนาทีของการต่อสู้ สเตอแลนก็เริ่มแสดงอาการเหนื่อยล้าออกมาแล้ว
ลูกศรธรรมดาไม่มีผลต่อชุดเกราะและโล่ใหญ่ของอัศวินเตาหลอม มีเพียงการใช้ “พลังเวทมนตร์” เสริมพลังเวทให้กับลูกศร แล้วยิงออกไปด้วย “ท่าศึก” ที่มีพลังทำลายล้างสูงเท่านั้น ถึงจะสามารถเจาะทะลุส่วนที่เกราะบางกว่าได้
แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้พลังกายของนางสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ตามรอยต่อของชุดเกราะอัศวินเตาหลอมถูกยิงจนพรุนไปหมด แต่การเคลื่อนไหวยังคงรวดเร็วและดุร้าย ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอ่อนแอลงแม้แต่น้อย
สเตอแลนถอยหลังหลบการกระทืบพื้นของอัศวินเตาหลอม แต่กลับถูกเศษหินที่แตกกระจายกระเด็นมาบาดแขนจนเป็นแผล นางเพิ่งจะคิดโต้กลับ แต่ทว่า—
แสงสีทองสว่างวาบขึ้น หลังของอัศวินเตาหลอมพลันปรากฏปีกสีทองอร่ามคู่หนึ่งขึ้นมา!? อันตราย!
สองคำนี้ผุดขึ้นมาในใจของนาง นางกลิ้งหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ ในวินาทีถัดมา อัศวินเตาหลอมก็พุ่งโฉบลงมา!
“อ๊า!”
ถึงแม้จะหลบหลีกได้อย่างรวดเร็วที่สุดแล้ว แต่บริเวณเอวด้านข้างของสเตอแลนก็ยังคงถูกปีกอันคมกริบฟันจนเป็นแผลเหวอะหวะ เลือดไหลทะลัก
“ยาฟื้นฟู ยาฟื้นฟู โชคดีที่ข้าพกมาด้วย!”
การพุ่งโฉบลงมาของอัศวินเตาหลอมทำให้เกิดระยะห่างระหว่างทั้งสองคนขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้นางได้ดื่มยาพอดี! สเตอแลนรีบดึงจุกไม้ก๊อกออก เทยาฟื้นฟูสีแดงเข้าปาก สายตาเหลือบไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ
อัศวินเตาหลอมราวกับถูกกระตุ้น ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำ พุ่งเข้าใส่นางอย่างบ้าคลั่ง!
(จบบท)