บทที่ 15 ขายฝัน, ขายฝันครั้งใหญ่(ฉบับแก้ไข)
บทที่ 15 ขายฝัน, ขายฝันครั้งใหญ่(ฉบับแก้ไข)
“พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไรกันนะ เพิ่งจะเอาชนะการ์กอยล์สองตัวและเข้าไปในพื้นที่ถัดไป ยังไม่ทันจะได้สำรวจอะไร ก็ตกหน้าผาตกตายเสียแล้วงั้นรึ?”
เมืองเบตัง, คฤหาสน์เจ้าเมือง, ห้องพักชั้นบนสุด
ชายชราทรงอำนาจคนหนึ่งดันแว่นตาขึ้น ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยพิจารณามองเอลฟ์สาวที่อยู่เบื้องหน้า
ใบหน้าเล็กๆ ของสเตอแลนแดงก่ำด้วยความละอายใจ
“เรื่องจริงรึ?”
สเตอแลนอยากจะหารูบนพื้นมุดหนีไปให้พ้นๆ
“พวกเจ้าไม่ใช่นักผจญภัยระดับเงินหรอกรึ?”
สเตอแลนอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียตอนนี้เลย
“ลูกชายคนที่สองของข้ายังไม่ได้ออกมาเลย แต่พวกเจ้ากลับตายก่อนเขางั้นรึ? เขาไม่มีแม้แต่คลาสระดับกลางเลยนะ…”
เอวของสเตอแลนแทบจะโค้งคำนับลงจรดพื้น นางกล่าวเสียงดัง:
“รู้สึกละอายใจอย่างยิ่งเพคะ! พวกเราไม่มีหน้าจะรับค่าจ้างภารกิจแล้ว!”
“เฮ้อ”
เจ้าเมืองเบตังควบตำแหน่งผู้นำตระกูลเบตัง, ฟิลิป เบตัง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาถอดแว่นตาออกแล้วนวดขมับ ความชราภาพปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของเขาแล้ว
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ ค่าจ้างภารกิจจ่ายให้ตามปกติ ตระกูลเบตังของเราไม่เคยผิดคำพูด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าก็มีผลลัพธ์กลับมาจริงๆ”
นอกเหนือจากวิลเดอร์และคารอนแล้ว คนอื่นๆ ในทีมของสเตอแลนล้วนกลับมากันหมดแล้ว ถึงแม้ว่าทุกคนจะยังคงอยู่ในสภาพขวัญยังไม่กลับคืน แต่ก็น่าประหลาดใจที่แต่ละคนต่างก็มีผลลัพธ์ติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง
ผู้เชี่ยวชาญแผนที่ได้วาดแผนที่ของเขตหนองน้ำส่วนเล็กๆ กลับมา พร้อมกับนำข้อมูลที่ว่าการจุดสัญญาณไฟสามารถเปิดประตูป้อมปราการได้กลับมาด้วย
ผู้เชี่ยวชาญยาได้นำมอสบอลหลากสีกลับมา พิสูจน์ให้เห็นว่าของเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตาเหล่านี้ มีสรรพคุณในการแก้พิษเทียบเท่ากับยาระดับสูง แต่ดูเหมือนว่ามอสบอลที่มีสีแตกต่างกันจะสามารถแก้พิษที่แตกต่างกันออกไป
ผู้เชี่ยวชาญแร่ได้ไปเปิดใช้งานกับดักเทเลพอร์ตเข้าโดยเหตุบังเอิญ หลงเข้าไปในเหมืองแร่ใต้ดินและถูกอัศวินเตาหลอมฟันขาดเป็นสองท่อน แต่ก่อนตายเขาก็ได้เห็นผลึกโลหิตกองอยู่เต็มพื้น หรือแม้กระทั่งผลึกโลหิตสีม่วงหายากที่มีมูลค่าสูงกว่าเป็นร้อยเท่า
ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ได้เผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ต่างชนิดกัน และนำข้อมูลกลับมา ก็นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่พอประมาณ
นอกเหนือจากการปกป้องเหล่าผู้เชี่ยวชาญแล้ว ผลงานของสเตอแลนและพวกนักผจญภัยคนอื่นๆ ก็พอๆ กับของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้น… ดังนั้นนางจึงรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง
คนที่ต้องปกป้องกลับตายกันหมด นี่นับเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ในอาชีพนักผจญภัยของนางอย่างแน่นอน
อีกทั้งนางยังจบการเดินทางในดันเจี้ยนลงด้วยการตายที่น่าอับอายเป็นที่สุด
ย้อนเวลากลับไปตอนที่นางกับชูเอินเพิ่งจะเข้าไปในเมืองโรคระบาด ทันทีที่เหยียบย่างเข้าไปในเขตแดนนั้น ทั้งสองคนก็รู้สึกถึงบรรยากาศเย็นยะเยือกน่าขนลุกไปทั่วร่าง รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวไปหมด
เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกฝูงมอนสเตอร์เข้าล้อมโจมตี ทั้งหนูยักษ์ที่ตามตัวเต็มไปด้วยตุ่มหนอง ถูกตีเพียงครั้งเดียวของเหลวภายในก็สาดกระเซ็นออกมา มอนสเตอร์ก้อนเนื้อที่คล้ายกับสไลม์แต่กลับน่าขยะแขยงกว่ามาก ซึ่งเกิดจากการนำก้อนเนื้อที่ไม่ทราบที่มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน มอนสเตอร์เหล่านี้เพียงแค่เข้าใกล้เล็กน้อยก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าน่าคลื่นไส้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงตอนที่ต้องต่อสู้เลย
สเตอแลนแทบจะวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกมา นางรู้สึกว่าจิตใจของตนเองได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ก่อนหน้านี้นางเคยมีความรู้สึกดีๆ ต่อมอนสเตอร์อยู่บ้าง คิดว่ามอนสเตอร์ที่ดูสง่างามน่าเกรงขามนั้นช่างเท่ ถึงแม้จะไม่เท่ก็ล้วนมีลักษณะเฉพาะตัว ควรค่าแก่การชื่นชม
แต่หลังจากที่ได้มาเยือนดันเจี้ยนเซนแล้ว นางเพิ่งจะรู้เป็นครั้งแรกว่ามอนสเตอร์นั้นสามารถมีรูปร่างที่ทั้งประหลาดและน่าขยะแขยงได้ถึงเพียงนี้
ข้า, สเตอแลน, คือนักฆ่ามอนสเตอร์เดส! มอนสเตอร์ฆ่าไม่เลี้ยง ไร้ความปรานี!
อันที่จริงแล้ว ทั้งหนูยักษ์และก้อนเนื้อนั้นก็เป็นแค่เรื่องเด็กๆ ถึงแม้แวบแรกที่เห็นอาจจะทำให้ตกใจ แต่พอมองดูสักสองสามครั้งก็จะคุ้นเคยไปเอง
สิ่งที่ทำให้นางทนไม่ได้อย่างแท้จริงคือมอนสเตอร์ที่พบบนสะพานแขวน… นั่นคือฝูงลิงหลายตัวที่มีความคล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง ด้วยวิชาธนูอันยอดเยี่ยมของนาง การที่จะยิงพวกมันให้โดนนั้นยังเป็นเรื่องยาก
และที่สำคัญที่สุดก็คือ—
พวกมันขว้างอุจจาระ
ก้อนอุจจาระที่ยังคงมีไออุ่น เป็นของสดใหม่เพิ่งทำ… พอขว้างจนหมดแล้ว พวกมันยังเอาไหอุจจาระออกมาขว้างใส่คนอีก… ตอนที่ชูเอินจำใจต้องใช้โล่สุดที่รักของเขาป้องกันอุจจาระ สเตอแลนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังหลั่งน้ำตา… เผชิญหน้ากับห่าฝนอุจจาระที่โปรยปรายลงมา ในตอนที่ก้อนอุจจาระขนาดใหญ่กำลังจะพุ่งเข้าใส่ใบหน้า สเตอแลนเลือกที่จะกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายด้วยตนเอง ชูเอินตามไปติดๆ ชายร่างใหญ่ผู้ซื่อสัตย์คนนี้ เผยสีหน้าออกมาเหมือนกับได้รับการปลดปล่อย
หลังจากกลับมาแล้ว เขาก็โยนโล่ทิ้งไปเลย
สเตอแลนก็เปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งชุดเช่นกัน
ทั้งสองคนไม่เคยเอ่ยถึงประสบการณ์ครั้งนี้อีกเลย เพียงแค่บอกว่าตนเองติดกับดัก เดินไปได้ครึ่งทางสะพานแขวนก็ขาดลง มิฉะนั้นแล้ว… เกรงว่าครึ่งชีวิตหลังของพวกเขาคงจะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการหัวเราะเยาะของผู้คนเป็นแน่
มีเหตุผลให้เชื่อได้อย่างเต็มที่ว่า พลังจิตที่ทั้งสองคนระเบิดออกมาตอนที่ถูกฝูงลิงโจมตีนั้น ไม่น้อยไปกว่าตอนที่คนธรรมดาคนหนึ่งตายเลยทีเดียว
“แค่ก แค่ก”
เสียงไอของเคานต์ฟิลิปดึงความคิดของสเตอแลนให้กลับมาสู่ความเป็นจริง นางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว ควรจะไปได้เสียที
เดิมทีเป็นเพราะความรู้สึกรับผิดชอบในใจที่ผลักดันให้นางมาเพื่อคืนเงิน ไม่คาดคิดว่าเคานต์ฟิลิปผู้มีความใจกว้างจะไม่ยอมรับคืน นี่ช่างดีจริงๆ
“เช่นนั้นพวกเราก็ขอลาก่อน ขอให้ท่านสมความปรารถนาทุกประการ คุณฟิลิป”
สเตอแลนทำความเคารพอย่างสง่างาม แล้วหันหลังเดินจากไป ในตอนนี้สมองของนางเต็มไปด้วยเรื่องราวของดันเจี้ยนเซน
หากไม่ได้เคลียร์มันสักครั้ง เกรงว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นปมในใจของนางไปตลอดชีวิต คงไม่อาจหลุดพ้นไปได้
แต่ด้วยฝีมือของตนเองและพวกพ้อง เกรงว่าจะต้องตายสักหลายสิบครั้งถึงจะสามารถเคลียร์ได้
เสียเวลาไปกับการเคลียร์ดันเจี้ยนงั้นรึ? แล้วยังอยากจะทำภารกิจหาเงินอยู่อีกไหม? หากไม่มีเงินแล้ว แม้แต่คริสตัลเทเลพอร์ตก็ยังซื้อไม่ได้เลย! ดังนั้นนางจึงคิดวิธีที่ดีอย่างหนึ่งออก—เรียกกำลังเสริม
“ถึงท่านพี่:”
“ป่าเอลฟ์ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าเชื่อมั่นว่าหน่วยรบที่ท่านนำทัพอยู่จะต้องสามารถปัดเป่าภยันตรายทั้งปวงได้อย่างแน่นอน… ท่านแม่ยังคงดำรงตำแหน่งราชินีอยู่หรือไม่? น้องสาวผู้นี้ได้ประสบพบเจอกับเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็อยากจะทำให้สำเร็จให้จงได้…”
“ปัง”
เมื่อประตูห้องรับแขกถูกปิดลง เคานต์ฟิลิปก็สวมแว่นตากลับเข้าไปใหม่ แล้วอ่านรายงานของเหล่าผู้เชี่ยวชาญแร่อีกครั้งหนึ่ง
“พวกเราพบว่าเขตเหมืองแร่แห่งนี้มีปริมาณสำรองผลึกโลหิตที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง อีกทั้งยังรวมตัวกันหนาแน่น ถึงขั้นก่อตัวเป็นกลุ่มผลึกรูปทรงดอกบัว นี่เป็นเรื่องที่ในอดีตไม่สามารถจินตนาการได้เลย ข้ายังจำได้ว่าดันเจี้ยนเซนในสมัยก่อนนั้น คนงานเหมืองต้องใช้อีเต้อขุดอย่างเหน็ดเหนื่อยเป็นครึ่งค่อนวัน ถึงจะสามารถขุดผลึกโลหิตขนาดฝ่ามือออกมาจากผนังหินได้เพียงก้อนเดียว จากนั้นยังต้องเดินทางอีกไกลกว่าจะถึงจุดเก็บเกี่ยวถัดไป ผลผลิตตลอดทั้งวันจึงน้อยนิดเหลือเกิน พอถึงวันรุ่งขึ้น ดันเจี้ยนรีเฟรชแล้วก็ต้องมาเริ่มขุดผนังหินกันใหม่ เป็นการสิ้นเปลืองแรงงานไปกับเรื่องไร้ประโยชน์อย่างแท้จริง”
“หากสามารถหาวิธีเดินทางไปยังเขตเหมืองแร่ได้อย่างรวดเร็ว ปริมาณการผลิตยาบำบัดโลหิตจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ความมั่งคั่งของท่านจะเทียบเท่ากับดยุค แม้กระทั่งเจ้าชายปาชีผู้หยิ่งทะนงที่สุดแห่งอาณาจักรทางใต้ก็จะเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยงของเขา”
ในดวงตาของเคานต์ฟิลิปมีประกายแสงสว่างวาบขึ้น
“แต่มอนสเตอร์ในเขตนี้แข็งแกร่งเกินไป ข้าได้เผชิญหน้ากับจิ้งจกยักษ์ที่ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยผลึกสีฟ้า และอัศวินลึกลับที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด ถึงแม้ข้าจะใช้ม้วนคาถาป้องกันระดับสูงก็ยังไม่สามารถต้านทานการโจมตีของเขาได้ เพียงแค่ดาบเดียว ข้าก็สูญเสียสติไปทั้งหมด เขาจะเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการขุดผลึกโลหิตของท่าน”
“แต่ท่านเคานต์โปรดอย่าเพิ่งทอดทิ้งความหวัง อย่าเพิ่งทอดทิ้งเด็ดขาด ข้าได้ค้นพบผลึกโลหิตสีม่วง สีม่วงนะ! ท่านย่อมทราบดีว่านั่นหมายความว่าอย่างไร มีสิ่งนั้นแล้ว บางทีพวกเราอาจจะสามารถผลิตยาสูงสุดที่มีอยู่เพียงในทฤษฎีขึ้นมาได้! ยังจำโรคประหลาดขององค์กษัตริย์ได้หรือไม่? บางทีอาจจะสามารถใช้ยานั้นรักษาได้! หากได้ผลจริง ท่านจะได้เป็นดยุคคนใหม่คนแรกหลังจากสงครามสิ้นสุดลง!”
“พวกเราอยากจะบอกว่า อย่าให้คนงานเหมืองหยุดงาน พวกเราต้องส่งคนเข้าไปเพิ่มอีก ถึงแม้จะมีเพียงคนเดียวที่โชคดีสามารถนำผลึกโลหิตสีม่วงกลับออกมาได้ ก็ถือว่ามีแต่กำไรไม่มีขาดทุนแล้ว”
“ข้อเสนอแนะจากทีมผู้เชี่ยวชาญของพวกเราคือ ในแต่ละวันควรจัดส่งคนงานเหมืองเข้าสู่ดันเจี้ยนเซนอย่างน้อยห้าร้อยคน”
เคานต์ฟิลิปวางรายงานในมือลง ยกถ้วยชาขึ้นมาหมายจะดื่ม แต่กลับพบว่ามือของตนเองกำลังสั่นเทา
เขาตื่นเต้นแล้ว เขาเชื่อในการวาดฝันครั้งใหญ่นี้ ที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญได้วาดภาพให้เขาเห็นแล้ว
“ไป ทุกคนไปได้ ข้าจะเกณฑ์คนงานเหมืองทั้งหมดในอาณาเขตมา!”
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก—”
ประตูพลันถูกเคาะขึ้น ฟิลิปที่ความคิดกำลังถูกขัดจังหวะ กำลังจะเอ่ยปากตวาดออกไปด้วยความโกรธ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังเข้ามาเสียก่อน:
“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว”
(จบบท)