บทที่ 1 วันเก็บเกี่ยว
โลกต่างมิติของฉันคือโหมดเกม
เรื่องย่อ
ในต่างโลก ผู้คนต่างฝึกฝนทักษะของตนจนเชี่ยวชาญ และปลุกพลังอันเหนือสามัญให้ตื่นขึ้น
เหล่าอัศวินแห่งบัญญัติที่คำพูดของพวกเขากลายเป็นกฎหมาย, สมาพันธ์เจ็ดสมุทรที่ใช้พู่กันปรับเปลี่ยนโลก, สถาบันการยุทธ์ผู้มีความกล้าหาญชนิดที่หมื่นคนมิอาจต้าน, และสถาบันแห่งชีวิตที่มุ่งเข้าถึงแก่นแท้แห่งชีวิตโดยตรง
ลินเซย์ที่เดินทางมายังโลกใบนี้ ได้มองดูทักษะของตนเอง——
【อาร์พีจี】、【แกลเกม】、【เกมจำลองการบริหาร】、【เกมสยองขวัญ】、【เอฟพีเอส】……
"มันก็...น่าจะพอไหวอยู่มั้ง?"
บทที่ 1 วันเก็บเกี่ยว
( จากนักแปล บทที่ 1-5เป็นการแค่เกริ่นนำ แนะนำให้ให้อ่านเกิด10บทเพื่อความสนุกเมี้ยวว =(^-^)= )
ชั่วขณะก่อนที่ลินเซย์จะบอกลาโต๊ะคอมพิวเตอร์สุดที่รักของเขาไปตลอดกาล
เขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนมา 61 ชั่วโมงแล้ว ปากก็พึมพำถึงจังหวะการโจมตีด้วยดาบเร็วสลับช้าครั้งต่อไปของบอส เขามองดูบอสฟันดาบเร็วเข้ามาก่อน แล้วจึงกดป้องกัน——
ตัวละครในเกมตายแล้ว
ลินเซย์ก็ตายด้วย
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความทรงจำที่เป็นของเกมเมอร์นี้ ก็ได้ตื่นขึ้นในร่างของลินเซย์ผู้กลับชาติมาเกิด เด็กชาวไร่ชาวนาคนหนึ่งในต่างโลก
“ข้า... ลินเซย์...”
“โลก...”
“หมู่บ้านแอนวิล...”
ดวงตาของลินเซย์เหม่อลอย ศีรษะของเขาก็มึนงง
เขากำหมัดทั้งสองข้างแน่นแล้วคลายออก ทำซ้ำไปซ้ำมา
ความทรงจำจากสองชาติภพปะปนกันยุ่งเหยิงในหัวของเขา ดุจดังวังวนขนาดใหญ่ ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวเขารู้สึกราวกับอยู่คนละโลก
จนกระทั่งวังวนในหัวของเขาสงบลง เขาถึงมีเวลาตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตนเอง
ลินเซย์กำลังนั่งอยู่ในลานกว้างแห่งหนึ่ง
ในอากาศมีไอชื้นหลังฝนตกและกลิ่นหอมของข้าวสาลีจากทุ่งนาลอยมา
ที่นี่คือหมู่บ้านแอนวิล หมู่บ้านเกษตรกรรมในปกครองของนครแห่งกฎหมาย ตั้งอยู่บนที่ราบเฟซันท์วีทบริเวณตีนเขาแห่งพงไพรต้องห้าม
ดินแดนชายขอบ
กวางเอลค์สานจากฟางข้าวสาลีตัวมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ สูงราวห้าถึงหกเมตร ดูสง่างามและยิ่งใหญ่
เบื้องล่างกวางเอลค์ ลินเซย์และกลุ่มเด็กๆกำลังนั่งล้อมรอบชายชราคนหนึ่ง
ชายชรามีน้ำเสียงแหบแห้ง แต่เล่าเรื่องได้อย่างมีชีวิตชีวา นั่นคือตำนานโบราณจากนครแห่งกฎหมาย——《พงศาวดารกษัตริย์น้อยผู้ทรงธรรม》
“กษัตริย์องค์เก่าใกล้สิ้นใจ ผู้ผดุงความยุติธรรมในอนาคตได้รับผนึกแห่งดาบหนามบัญญัติไป ในยามนั้น เหล่าผู้คลั่งสงครามกำลังสังหารผู้บริสุทธิ์ในเมือง กษัตริย์น้อยตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ถึงเวลาต้องลงมือ...”
ลินเซย์กะพริบตา
บรรยากาศตรงหน้าเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่วันธรรมดาทั่วไป
เขาค่อยๆ เรียบเรียงความทรงจำอีกครั้ง ถึงได้เบิกตากว้าง ตระหนักถึงความพิเศษของสภาพแวดล้อมที่ตนเองอยู่
“วันนี้คือ... คืนก่อนวันเก็บเกี่ยว!”
โลกที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในขณะนี้ มีตัวตนเหนือธรรมชาติที่เรียกว่า ผู้ถูกปลุก
【วันเก็บเกี่ยว】 คือเทศกาลที่เฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวธัญพืชอันอุดมสมบูรณ์ และในขณะเดียวกันก็เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองการกำเนิดใหม่ของเหล่าผู้ถูกปลุกด้วย!
แต่ต่างจากการเก็บเกี่ยวธัญพืชประจำปี เหล่าผู้ถูกปลุกจะมีการปลุกพลังเพียงกลุ่มเดียวในรอบสิบปี
“สิบปี?!”
ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ค่อยน่ามองในแง่ดีเท่าไหร่นัก
ในร่างของลินเซย์มีวิญญาณที่ผ่านการใช้ชีวิตมาแล้วสองชาติภพ แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการใช้ชีวิตนี้ไปอย่างธรรมดาสามัญ
แต่ถ้าการจะเป็นผู้ถูกปลุกนั้น มีโอกาสเพียงครั้งเดียวในรอบสิบปีจริงๆ
เช่นนั้นเขาก็เหลือเวลาแค่วันพรุ่งนี้วันเดียวเท่านั้นน่ะสิ?
และหากพลาดไปครั้งนี้ การปลุกพลังครั้งต่อไปก็ต้องรอไปอีกสิบปี!
“เริ่มต้นตอนอายุสิบสามกับเริ่มต้นตอนอายุยี่สิบสาม มันจะเหมือนกันได้ยังไง?”
ลินเซย์ขมวดคิ้วมุ่น
แต่เผอิญว่าสถานะปัจจุบันของเขาเป็นเพียงเด็กบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อค้นหาในความทรงจำอย่างละเอียด ดูเหมือนว่าโลกนี้จะไม่มีเรื่องราวตามแบบแผนเดิมๆ อย่างการทดสอบคุณสมบัติทางเวทมนตร์ หรือคุณสมบัติในการปลุกพลังอะไรทำนองนั้น
“ถ้าเช่นนั้น... ผู้ถูกปลุก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ วิธีการที่จะเป็นผู้ถูกปลุก คงไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะได้มาง่ายๆ แน่”
ลินเซย์ยังคงค้นความทรงจำต่อไป เรียบเรียงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
อย่างแรกเลย
ในหมู่บ้านแอนวิลซึ่งเป็นหมู่บ้านแถบชายแดนแห่งนี้ มีผู้ถูกปลุกประจำอยู่เพียงสองคนเท่านั้น
คนหนึ่งคือผู้ใหญ่บ้านที่รับผิดชอบดูแลกิจการของหมู่บ้าน อีกคนคือปรมาจารย์ไวท์วูดผู้ดูแลพืชผล
คนแรกนั้นเป็นที่เคารพนับถืออย่างกว้างขวาง เป็นดั่งเทพผู้พิทักษ์ของหมู่บ้านแอนวิล
ส่วนอีกคนเชี่ยวชาญด้านการเกษตร ในช่วงที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันมานี้ ปรมาจารย์ไวท์วูดได้ใช้ทักษะอันน่าอัศจรรย์ของตน ปกป้องผืนนาทั่วทั้งที่ราบไว้ได้ด้วยตัวคนเดียว ช่วยให้ข้าวเฟซันท์วีทที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวไม่แตกหน่อหรือเน่าเสีย
“บางทีอาจจะเริ่มจากทางผู้ใหญ่บ้านได้”
“ถ้าจำไม่ผิด ท่านผู้ใหญ่บ้านชอบเด็กๆ มาก แถมยังเป็นคนอ่อนโยนด้วย...”
ลินเซย์พลางเรียบเรียงความทรงจำ พลางครุ่นคิดเรื่องของเหล่าผู้ถูกปลุก
ในขณะนั้นเอง ชายชราผู้เล่านิทานใต้รูปปั้นกวางเอลค์ก็ได้หยุดพักครู่หนึ่ง เหล่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งฟังนิทานอยู่กับลินเซย์ก็เริ่มส่งเสียงหยอกล้อกัน
“ได้ยินข่าวรึยัง? วันนี้มีคนลึกลับเข้ามาในหมู่บ้าน ว่ากันว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ไม่ธรรมดาเลยนะ!”
“ข้ารู้สิ นั่นมันอัศวินแห่งบัญญัติที่จะไปเมืองหลวงต่างหาก!”
“อัศวินแห่งบัญญัติจากเมืองหลวงเชียวนะ—— นี่พวกนายว่า ถ้าพวกเราได้เป็นอัศวินแห่งบัญญัติบ้าง มันจะเท่ขนาดไหนกันนะ...”
“จะเป็นไปได้ยังไง อย่าฝันไปหน่อยเลย!”
การพูดคุยของเหล่าเพื่อนๆ ขัดจังหวะความคิดของลินเซย์
เพราะเขาสังเกตเห็นคำหนึ่ง—— อัศวินแห่งบัญญัติ
แม้แต่ในดินแดนชายขอบอย่างหมู่บ้านแอนวิล แม้แต่เหล่าชาวไร่ชาวนาที่ชีวิตวุ่นอยู่กับงานในไร่ หรือแม้แต่ลูกหลานของชาวไร่ชาวนาเหล่านั้น ก็ยังพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง ในนครแห่งกฎหมายที่ปกครองโลกใบนี้ เหล่าอัศวินแห่งบัญญัติคือผู้พิทักษ์ของกษัตริย์ และเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย
หากคนชั่วฝ่าฝืนกฎหมาย ก็จะถูกสังหาร หากมังกรร้ายสร้างความวุ่นวาย ก็จะถูกกำจัด!
ไม่ว่าในตำนานหรือในความเป็นจริง พวกเขาคือตัวตนระดับสูงสุดในหมู่ผู้ถูกปลุก เป็นดั่งวีรบุรุษในเทพนิยายและตำนานปรัมปรา
และคนเช่นนั้น ตอนนี้กลับมาอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา!
ลินเซย์อดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
เขาพอจะมีทางสร้างสายสัมพันธ์กับอัศวินแห่งบัญญัติผู้นี้ แล้วกลายเป็นอัศวินแห่งบัญญัติได้บ้างหรือไม่
ลูกชาวนาธรรมดาๆ คนหนึ่งอาจทำเช่นนั้นได้ยากมาก
แต่ด้วยอาศัยความรู้จากโลกที่อยู่ในหัว ลินเซย์ก็ใช่ว่าจะไม่มีหวังเสียทีเดียว!
ตามความทรงจำของลินเซย์ แม้ว่าโลกนี้จะมีพลังเหนือธรรมชาติอย่างเหล่าผู้ถูกปลุกอยู่ก็ตาม แต่กำลังการผลิตของชาวบ้านยังห่างไกลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมอยู่อีกมาก
ถ้าอย่างนั้น ความคิดที่จะนำเสนอเครื่องจักรไอน้ำของเขา หรือจะเป็นฝีมือเก่าแก่ของผู้ข้ามมิติอย่าง สบู่ น้ำหอม เกลือ น้ำตาล เหล้าล่ะ?
หากเปิดเผยเทคโนโลยีออกไป แล้วนำอันตรายมาสู่ตัวเองเล่าจะทำอย่างไร?
เรื่องยังไม่ทันจะไปถึงไหน ลินเซย์ก็เริ่มสับสนวุ่นวายใจกับความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้เสียแล้ว
แต่ความจริงมักจะมาถึงเร็วกว่าที่คิดเสมอ
ในขณะที่ลินเซย์กำลังกลุ้มใจเรื่องนี้ และเด็กๆ ข้างๆ กำลังรอชายชราเล่านิทานต่อ
คุณป้าในหมู่บ้านที่รับผิดชอบทำอาหารสำหรับงานเทศกาลก็เดินเข้ามา
เธอมองเหล่าเด็กน้อยที่กำลังฟังนิทานอยู่หน้าชายชรา พลางท้าวสะเอวแล้วเอ็ดด้วยรอยยิ้มว่า: “พวกเจ้าเด็กซนเอ๊ย วันๆ เอาแต่เล่นกันอยู่นี่แหละ!”
“ที่โรงโม่นู่นมีแขกอยู่ พวกเจ้าใครจะเอาอาหารไปส่งให้หน่อย?”
พอได้ยินเช่นนั้น เด็กๆ ที่อยู่รอบๆ ก็แตกฮือกันไปทันที บางคนก็วิ่งไปเล่นต่อ บางคนก็วิ่งไปกินข้าว
ลินเซย์เองก็คิดจะเนียนๆ หนีไปด้วย
แต่เพราะก่อนหน้านี้เขามัวแต่เรียบเรียงความทรงจำ นั่งนิ่งอยู่นานเกินไปจนขาทั้งสองข้างเกิดเหน็บชา ผลก็คือลุกไม่ขึ้น
“ลินเซย์?”
“เธอนี่แหละยังเป็นเด็กดี!”
“มานี่ มาช่วยป้าเอาไปส่งหน่อย”
“...”
“จริงๆ แล้วข้าก็...”
ลินเซย์คิดจะขัดขืนอยู่บ้าง
แต่ภายใต้รอยยิ้ม ‘ใจดี’ ที่อีกฝ่ายมองมา งานแบกหามส่งอาหารนี้ ก็ยังคงตกมาถึงหัวเขาจนได้
โรงโม่อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน
คืนนี้เป็นคืนก่อนวันเก็บเกี่ยว การเฉลิมฉลองตลอดคืนจะดำเนินไปจนถึงเที่ยงคืน ในหมู่บ้านแอนวิลจึงคึกคักอย่างยิ่ง
บ้านเรือนที่สร้างจากไม้และหินผสมผสานกันตั้งเรียงรายกันอย่างหนาแน่นในหมู่บ้าน หน้าประตูทุกบ้านแขวนตะเกียงน้ำมันไว้ ส่องสว่างเส้นทางในหมู่บ้านราวกับกลุ่มก้อนแสงดาว
เมื่อมองดูอย่างละเอียด ทุกครัวเรือนยังสร้างร่องน้ำเล็กๆสำหรับระบายน้ำเสียเอาไว้ ใบหน้าของผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ลินเซย์เดินไปตามทาง
ไม่นานก็ได้ยินเสียงกังหันน้ำดังครืดคราด โรงโม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
“แขกหรือ จะมีใครให้แขกพักในโรงโม่กัน?”
ลินเซย์พึมพำพลางผลักประตูโรงโม่เข้าไป แล้วก็...
“เอ๊ะ?”
แสงจันทร์นุ่มนวลราวกับแพรไหม สอดประสานกับแสงไฟจากกองเพลิงในงานเฉลิมฉลองที่ลุกโชนอยู่ในหมู่บ้าน และเด็กสาวผมสีทองคนหนึ่งกำลังนั่งพิงมุมหนึ่งของโรงโม่อยู่
เธอได้ยินเสียงเปิดประตู ดวงตาสีฟ้าราวทะเลสาบคู่หนึ่งมองมาทางเขา
บนใบหน้าขาวบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งใดแปดเปื้อน ริมฝีปากนุ่มสีเชอร์รีของเธอเผยรอยยิ้มอบอุ่นดุจดวงอาทิตย์ในต้นฤดูใบไม้ผลิ ในดวงตาที่ใสดุจน้ำจนมองเห็นได้ถึงก้นบึ้งนั้น ราวกับซุกซ่อนความรู้สึกที่จริงใจที่สุดในโลกเอาไว้ เมื่อมองมายังผู้คนก็คล้ายกับหยาดน้ำค้างยามเช้าที่โปรยปรายลงมา ในความเย็นสบายนั้นแฝงไว้ด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
“สวัสดี!”
“ไม่ค่อยได้เห็นเลยนะ เอาอาหารเย็นมาให้ข้าเหรอ?”
(จบบทที่ 1)
( จากนักแปล บทที่ 1-5เป็นการแค่เกริ่นนำ แนะนำให้ให้อ่านเกิน10บทเพื่อความสนุกเมี้ยวว =(^-^)= )