บทที่ 320 เป็นเขานี่เอง(1)(ฟรี)

บทที่ 320 เป็นเขานี่เอง(1)(ฟรี)

ทว่าท่าทีของมู่ไป๋ในสายตาของเสี่ยวเชี่ยนและหลานหลาน กลับดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มที่เอาแต่ทำตัวเย็นชามาตลอด ในที่สุดก็เจอคนที่ทำให้เขายอมสบตาด้วยความรู้สึกเท่าเทียมกันได้เสียที

เมื่อเห็นภาพนั้น เสี่ยวเชี่ยนกับหลานหลานก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มออกมาบางๆ

ในฐานะเพื่อนสนิท เสี่ยวเชี่ยนรู้ดีว่าแฟนของหลานหลานเป็นใคร

เขาชื่อหลี่ซาน ฟังดูอาจจะเป็นชื่อที่ค่อนข้างเชย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็เป็นถึงสายเลือดแท้ๆ ของหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงและกรรมการของกลุ่มธุรกิจตระกูลหลี่เชียวนะ

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้หลี่อวิ๋นเฉิง คุณอาของหลี่ซาน ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจของกลุ่มธุรกิจตระกูลหลี่สาขานานกิง หลังจากที่หลี่เส้าเฟิงถูกบีบให้ต้องออกจากเมืองไป

ดังนั้นถ้าจะบอกว่าหลี่ซานกลายเป็นหนึ่งในบรรดาลูกคุณหนูรุ่นที่สองที่มีแบ็กอัปทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองนานกิงไปในชั่วข้ามคืน ก็คงไม่เกินจริงนัก

ลูกคนรวยระดับนี้ เด็กหนุ่มที่นั่งแท็กซี่มาจะเอาอะไรไปเทียบได้?

แต่ถึงอย่างนั้น ในเรื่องของผู้ชาย พวกเธอทั้งสองคนก็ยังมีความละเอียดอ่อนและฉลาดพอ แม้ในใจจะคิดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้แสดงออกอะไรให้อีกฝ่ายเห็น แม้แต่หลานหลานเองก็เพียงแค่หัวเราะเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

แต่ไม่รู้ทำไม หลานหลานถึงรู้สึกตะหงิดๆ ว่าเหมือนเคยเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ที่ไหนมาก่อน

โดยเฉพาะเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาที่ดูหล่อเหลาและคุ้นตาเอามากๆ คุ้นซะจนมั่นใจว่าต้องเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง แถมไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย

ความรู้สึกแปลกๆ นี้ทำให้หลานหลานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วชวนให้เด็กหนุ่มเดินดูงานด้วยกัน เธอจะได้มีเวลาคิดทบทวนอีกหน่อยว่าตัวเองรู้จักเขาจริงๆ หรือเปล่า

ยังไงซะ กว่าประธานเฉินแห่งชิงเหยียนจะมาถึงก็คงอีกพักใหญ่ ระหว่างนี้ไปเดินชมรถหรูตามบูธต่างๆ ด้วยกันก็ดีเหมือนกัน

"ใช่ๆ ไปด้วยกันเถอะ มีพี่หลี่ซานอยู่ด้วยทั้งคน เดี๋ยวเขาช่วยแนะนำรถรุ่นที่คุ้มค่าให้ได้แน่ ไปกันเถอะๆ"

เมื่อเจอเสียงชักชวนอย่างกระตือรือร้นของเสี่ยวเชี่ยนและหลานหลาน มู่ไป๋ที่ตอนแรกกะจะปลีกตัวออกมาก็จำต้องพยักหน้า แล้วเดินดูงานมอเตอร์โชว์ไปพร้อมกับพวกเธอ

"น้องชาย ลองมาดูเฟอร์รารี่ F12 คันนี้สิ นี่เป็นรถเครื่องยนต์ V12 รุ่นใหม่เลยนะ มาพร้อมยาง Michelin Pilot Super Sport จากโรงงาน อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 3.1 วินาที ส่วน 0-200 กม./ชม. ก็แค่ 8 วินาทีกว่าๆ แถม F12 Berlinetta คันนี้ยังทำเวลาได้ดีที่สุดในบรรดารถสปอร์ตวิ่งบนถนนทั่วไปของเฟอร์รารี่บนสนามแข่งฟีโอราโนด้วยนะ ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นนี้ยังถือว่าประหยัดน้ำมันมากเมื่อเทียบกับตระกูลเฟอร์รารี่ด้วยกัน สำหรับพี่แล้วคันนี้ถือว่าเจ๋งมากเลยล่ะ ไม่ทราบว่าคุณมู่คิดว่ายังไงบ้างครับ?"

พวกเขาก้าวเข้ามาในบูธที่อยู่ใกล้ที่สุดเป็นอันดับแรก หลี่ซานที่มีหลานหลานควงแขนอยู่ คอยอธิบายรายละเอียดของรถหรูแต่ละรุ่นให้มู่ไป๋ฟังอย่างฉะฉาน

บูธนี้เน้นจัดแสดงรถของเฟอร์รารี่และลัมโบร์กินีเป็นหลัก

เนื่องจากเป็นช่วงปลายปี พนักงานขายส่วนใหญ่จึงลางานกลับบ้านกันหมด ประกอบกับด้านนอกกำลังเตรียมต้อนรับการมาเยือนของประธานเฉิน พนักงานขายที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจึงพากันออกไปรอต้อนรับที่โถงใหญ่กันหมด

ในบูธจัดแสดงเลยดูเงียบเหงา มีเพียงนักศึกษาหนุ่มสาวจากมหาวิทยาลัยหนานจิงไม่กี่คนที่ยืนล้อมวงส่งเสียงฮือฮาชื่นชมรถหรูราคาแพงเหล่านี้

นักศึกษาพวกนี้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวธรรมดา ต่อให้เป็นคนที่มีฐานะหน่อย รถหรูระดับนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ได้แค่ไกลเกินเอื้อม

พวกเขาต่างวาดฝันว่าในงานการกุศลเพื่อการสตาร์ทอัพของคนรุ่นใหม่ครั้งนี้ ตัวเองจะได้เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับเงินทุนและรถหรูจากประธานเฉิน

ทางด้านมู่ไป๋ที่ทนฟังหลี่ซานพล่ามโชว์ภูมิมาพักใหญ่ เขากวาดตามองเฟอร์รารี่คันนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย

เขาพบว่าป้ายราคาติดไว้แค่สามล้านกว่าหยวน ซึ่งก็ไม่ได้แพงอะไร

แต่อย่างแรกคือมู่ไป๋ไม่ได้ชอบดีไซน์ของมัน และอีกอย่างคือซูเปอร์คาร์ราคาสามล้านกว่าสำหรับเขามันค่อนข้าง 'ถูก' ไปหน่อย

พูดกันตามตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย ความเร็ว หรือความสะดวกสบาย มันเทียบไม่ได้เลยกับบูกัตติ เวย์รอน คันเก่าของเขา

อย่างที่สุภาษิตว่าไว้ 'จากลำบากไปสบายนั้นง่าย แต่จากสบายกลับไปลำบากนั้นยาก!'

มู่ไป๋เองก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ย่อมไม่มีข้อยกเว้น การมาซื้อรถหรูครั้งนี้ เขาไม่ได้กะจะซื้อรุ่นที่ราคาถูกกว่าบูกัตติ เวย์รอน คันเก่าเลยสักนิด

ด้วยเหตุนี้ เขาเลยไม่ได้รู้สึกสนใจเฟอร์รารี่คันนี้เท่าไหร่นัก เพียงแค่ส่ายหน้าแล้วหันไปพูดกับหลี่ซานว่า "ไปดูบูธฝั่งนู้นกันเถอะครับ ดีไซน์ของเฟอร์รารี่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่"

หลี่ซานเห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มข้างกายจะพูดประโยคแบบนี้ออกมา ทำเอาเขาแอบแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็พยักหน้าแล้วพาหลานหลานกับคนอื่นๆ เดินไปยังบูธถัดไป

บูธอื่นๆ ก็เงียบเหงาไม่ต่างกัน หลังจากเดินผ่านบูธที่ไร้ผู้คนมาสองสามแห่ง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงบูธที่มีพนักงานขายระดับซีเนียร์ยืนประจำอยู่

บูธนี้ไม่ใช่บูธของบูกัตติ เวย์รอน โดยตรง แต่กลับเป็นบูธที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในงานมอเตอร์โชว์ร่วมครั้งนี้

ด้านในนอกจากจะมีบูกัตติ เวย์รอน รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันจอดอยู่สองคันแล้ว ยังมีซูเปอร์คาร์ระดับท็อปเทียร์ของโลกอย่าง SSC, Koenigsegg, Pagani, Rolls-Royce และ Spyker จอดเรียงรายอยู่อีกด้วย

มู่ไป๋กวาดตามองคร่าวๆ ก็พบว่ารถหรูแต่ละคันในนี้ราคาไม่มีต่ำกว่ายี่สิบล้านหยวนเลย

ดูเหมือนว่างานมอเตอร์โชว์ส่งท้ายปีครั้งนี้จะดึงดูดแบรนด์รถหรูมาจัดแสดงได้ทั้งปริมาณและคุณภาพที่เหนือกว่าปีก่อนๆ มาก

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบูธ แม้แต่หลี่ซานที่มักจะทำตัวเป็นคนกว้างขวางอาบน้ำร้อนมาก่อน พอได้เห็นกองทัพรถซูเปอร์คาร์ระดับท็อปที่จอดเรียงรายอยู่ตรงหน้า ก็ยังแอบลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างเก็บอาการ

แหงล่ะ ถึงคุณอาแท้ๆ ของเขาจะเป็นถึงผู้นำของกลุ่มธุรกิจตระกูลหลี่ในเมืองนานกิง แต่ยังไงซะก็ไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้า บ้านหรู รถหรู หรือแม้แต่นาฬิกาหรูที่เขามีอยู่ตอนนี้ ล้วนเป็นของที่คุณอาโละทิ้งแล้วทั้งนั้น อย่าว่าแต่ให้ซื้อรถหรูระดับนี้เลย แค่เฟอร์รารี่ที่เกรดรองลงมาตั้งหลายขั้น เขายังไม่มีปัญญาจะซื้อด้วยซ้ำ

แถมไอ้รถหรูพวกนี้ ต่อให้เขาจะเคยเป็นผู้จัดการศูนย์บริการ 4S มาก่อน ก็ใช่ว่าจะมีความรู้เรื่องพวกมันเลย โชคดีที่ในบูธมีพนักงานขายอยู่ เขาเลยไม่ต้องมานั่งอวดรู้แบบผิดๆ ให้หน้าแตก

"สวัสดีค่ะคุณลูกค้า ยินดีต้อนรับค่ะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยดูแลไหมคะ?"

พนักงานขายระดับซีเนียร์ในบูธพอเห็นคนเดินเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้ม ความเป็นมืออาชีพจัดเต็ม รอยยิ้มก็ดูเป็นมิตรชวนให้รู้สึกสบายใจ

แต่หลี่ซานที่ผ่านการคลุกคลีกับคนใหญ่คนโตมาไม่น้อย สามารถสัมผัสได้ถึงความเหยียดหยามที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มแบบมืออาชีพนั้น

ก็จริง รถหรูระดับนี้ส่วนใหญ่มักจะถูกนำมาจัดแสดงเพื่อโชว์ศักยภาพของงานมากกว่า คนที่จะซื้อไหวมีนับหัวได้ ตั้งแต่เริ่มเดือนสิบสองจนถึงวันนี้ งานมอเตอร์โชว์ปลายปีจัดมาเกือบเดือน เพิ่งจะขายไปได้แค่สองคันเท่านั้น แถมยังเป็นการสั่งซื้อจากผู้บริหารระดับสูงของตระกูลน่าหลาน ซึ่งทางผู้บริหารของบูธก็ได้รับแจ้งล่วงหน้าไว้หมดแล้ว

ส่วนลูกค้ารายย่อยที่เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามา ส่วนใหญ่ก็แค่มาเดินดูของแปลกเป็นบุญตากันทั้งนั้น

จนถึงตอนนี้ นอกจากงานมอเตอร์โชว์ช่วงวันปีใหม่ที่มีเด็กหนุ่มนิรนามคนหนึ่งโผล่มาซื้อบูกัตติ เวย์รอน ราคา 36 ล้านหยวนไปแบบชิลๆ แล้ว ทางบูธก็ไม่เคยมีเคสที่ลูกค้าเดิน Walk-in เข้ามาแล้วควักเงินซื้อรถหรูราคาสูงกว่า 20 ล้านหยวนได้อีกเลย

"อ้อ คือน้องผู้ชายคนนี้เขาจะมาดูรถน่ะครับ ผมแค่มาเดินเป็นเพื่อนเฉยๆ"

เพื่อแก้เก้อ หลี่ซานจึงผายมือชี้ไปทางมู่ไป๋ให้พนักงานขายดู

พนักงานขายทุกคนจึงหันไปมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกัน และก็เป็นไปตามคาด อายุที่ยังดูเด็กมากของเขาทำให้แววตาของพวกเธอฉายแววประหลาดใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะกระตุกเป็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่แฝงไปด้วยความระอาใจ

ใช่แล้ว พวกเธอไม่มีทางเชื่อหรอกว่าเด็กหนุ่มวัยแค่นี้จะมีความคิดอยากซื้อรถหรูราคาเหยียบยี่สิบล้าน ในใจยิ่งฟันธงไปแล้วว่าคนกลุ่มนี้ก็แค่มาเดินดูให้เป็นบุญตาเท่านั้น

แต่ด้วยจรรยาบรรณที่ดี พวกเธอจึงรีบเก็บสีหน้าระอาใจนั้นกลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วปั้นยิ้มแบบมืออาชีพเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่ม

ทว่าในจังหวะที่พวกเธอกำลังจะอ้าปากอธิบายสมรรถนะเบื้องต้นของรถแต่ละคันแบบส่งๆ ไปนั้น...

กลับพบว่าเด็กหนุ่มอายุน้อยคนนี้ ค่อยๆ เดินตรงเข้าไปหารถซูเปอร์คาร์สุดหรูด้านในสุดของบูธ... รถคันที่ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จับจ้องมาตั้งแต่เริ่มงานมอเตอร์โชว์ประจำปี แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องเพราะราคาที่สูงลิบลิ่วของมัน!



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 320 เป็นเขานี่เอง(1)(ฟรี)

ตอนถัดไป