บทที่ 325 การแบ่งระดับชนชั้นสูง A1-A13(ฟรี)
บทที่ 325 การแบ่งระดับชนชั้นสูง A1-A13(ฟรี)
ทว่าเวลาไม่ได้หยุดเดินเพียงเพราะความอึดอัดของเธอ แต่มันยังคงไหลผ่านไปช้าๆ ท่ามกลางบทสนทนาถามคำตอบคำระหว่างมู่ไป๋จอมเย็นชากับหลี่ซาน
ระหว่างนั้นก็มีเสียงของ ‘เสี่ยวเชี่ยน’ เพื่อนสาวคนสนิทที่พยายามทำเสียงออดอ้อนเอาใจแทรกมาเป็นระยะ
ผ่านไปราวๆ หนึ่งชั่วโมง พนักงานขายก็จัดการเรื่องเอกสารของรถโคนิกเซ็กก์ สุดหรูที่ราคาทะลุหลักร้อยล้านหยวนรวมป้ายทะเบียนคันนี้เสร็จสรรพ
แม้แต่ป้ายทะเบียน เธอก็ยังเป็นคนคุมช่างให้มาติดตั้งจนเรียบร้อยด้วยตัวเอง
"คุณลูกค้าคะ นี่คือสมุดคู่มือรถ กรมธรรม์ประกันภัย แล้วก็เอกสารอื่นๆ ค่ะ รบกวนตรวจสอบดูนิดนึงนะคะ ถ้ามีตรงไหนไม่พอใจ ฉันจะได้แก้ไขและเปลี่ยนให้ใหม่ หรือจะติดต่อเราทีหลังก็ได้เหมือนกันค่ะ ทางเรายินดีให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะคะ"
พนักงานขายสาวผู้โชคดีที่ขายซูเปอร์คาร์คันนี้ได้ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ น่ารักทั้งสองข้าง
"อืม โอเค ไว้มีปัญหาอะไรค่อยรบกวนพวกคุณแล้วกัน" มู่ไป๋รับเอกสารเหล่านั้นมาพลิกดูผ่านๆ แล้วพยักหน้ารับ
ก่อนจะโยนพวกมันเข้าไปในรถโคนิกเซ็กก์ที่จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพแล้วอย่างไม่ใส่ใจนัก
โคนิกเซ็กก์ราคาหลักร้อยล้านคันนี้ถือเป็นไฮเปอร์คาร์ระดับท็อปของโลกอย่างมิต้องสงสัย ต่อให้มู่ไป๋จะใช้สายตาที่จู้จี้จุกจิกแค่ไหนก็ยังหาจุดติในรถหรูคันนี้ไม่เจอ ทุกรายละเอียดถูกรังสรรค์ออกมาจนถึงขีดสุดของความสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะเส้นสายตัวถังที่โค้งมนพลิ้วไหว ยิ่งพอประกอบเข้ากับป้ายทะเบียน ‘เจียง A99999’ ด้วยแล้ว ไม่ว่าใครที่ได้เห็นโคนิกเซ็กก์คันนี้ตั้งแต่แวบแรก เป็นต้องถูกสะกดด้วยความงามที่กระแทกสายตาจนแทบลืมหายใจ!
"ยินดีเสมอค่ะคุณลูกค้า ขอแค่คุณต้องการ ทางเราพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่เลยค่ะ เอ่อ... คุณลูกค้าสนใจจะเอารถไปลองเทสต์สมรรถนะที่ลานจอดรถด้านหลังงานมอเตอร์โชว์ดูก่อนไหมคะ?"
พนักงานขายสาวตอบกลับอย่างฉะฉานรู้ความ พร้อมกับยื่นกุญแจรถส่งให้มู่ไป๋กับมือ
มู่ไป๋รับกุญแจมาแล้วก็โบกมือปฏิเสธ เขาไม่ได้กะจะเอารถไปเทสต์สมรรถนะที่ลานจอดรถอะไรนั่นอยู่แล้ว
แหงล่ะ ซูเปอร์คาร์ที่ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาแค่หนึ่งวินาทีกว่าๆ แบบนี้ ขืนเอาไปวิ่งในลานจอดรถแคบๆ ก็คงเทสต์สมรรถนะอะไรไม่ได้หรอก ทำไปก็แค่นั้นแหละ
อีกอย่างเดี๋ยวเขาต้องไปซื้อของเตรียมฉลองปีใหม่อีก ไม่มีเวลามาเถลไถลแล้ว เขาเลยกะจะออกจากงานมอเตอร์โชว์ตอนนี้เลย
"ไม่เป็นไรครับ ผมรีบ ขอตัวก่อนนะ" มู่ไป๋โบกมือปฏิเสธคำชวนของพนักงานขาย ก่อนจะหันไปโบกมือลาหลี่ซานกับพวกที่อยู่ด้านหลัง เป็นการบอกกลายๆ ว่าเขาจะไปแล้ว
"คุณมู่ อยู่คุยกันต่ออีกสักแป๊บเถอะครับ เดี๋ยวจะมีงานสัมมนาการกุศลเพื่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของประธานชิงเหยียนเฉินแล้ว พวกเรามีลุ้นได้รับเงินทุนสตาร์ทอัพหลักสิบล้านกับรางวัลรถหรูด้วยนะ แน่นอนล่ะว่าเงินกับรถพวกนี้คงไม่ได้ระคายเคืองกระเป๋าคุณเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวอาของผมจะมางานนี้พร้อมกับประธานชิงเหยียนเฉินด้วย ถึงตอนนั้นผมให้อาแนะนำคุณให้รู้จักกับท่านประธานได้นะครับ ประธานชิงเหยียนเฉินเนี่ยได้ชื่อว่าเป็นเมนเทอร์สานฝันของวัยรุ่นเลยนะ ถ้าได้รับคำชี้แนะจากเขาสักหน่อย ผมว่าต้องเป็นประโยชน์กับคนหนุ่มสาวอย่างพวกเรามากๆ แน่" หลี่ซานรีบเอ่ยรั้งไว้
ยอมรับเลยว่าเขาสงสัยในตัวเด็กหนุ่มคนนี้มากๆ และหวังลึกๆ ว่าจะได้แนะนำดาวรุ่งพุ่งแรงในสายตาเขาคนนี้ให้คุณอาของตัวเองกับประธานเฉินได้รู้จัก
ต่อให้เด็กหนุ่มคนนี้จะมีเบื้องหลังยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหนในเมืองหนานจิง แต่ก็คงไม่พ้นสายตาคุณอาของเขากับประธานเฉินไปได้หรอก
ถึงตอนนั้น ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องตัวตนของเด็กหนุ่มที่อัดอั้นอยู่ในใจเขามาตลอดก็จะได้กระจ่างสักที
ขืนปล่อยให้ค้างคาแบบนี้ การที่ต้องมานั่งเดาเบื้องหลังของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ออกสักที มันทำเอาเขารู้สึกคันไม้คันมืออยากรู้จนทนไม่ไหวจริงๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซานผิดคาดในวินาทีต่อมาก็คือ เด็กหนุ่มแซ่มู่คนนี้ไม่ได้เปลี่ยนใจล้มเลิกความคิดที่จะกลับเพราะคำพูดรั้งของเขาเลย ซ้ำร้าย... แม้แต่ชื่อของ ‘ชิงเหยียนเฉิน’ ที่เขาจงใจหยิบยกขึ้นมาอ้าง ก็ยังไม่สามารถทำให้สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเลยสักนิด
ชายหนุ่มเพียงแค่ชะงักเท้าเล็กน้อย เบี่ยงตัว แล้วหันหน้ากลับมามอง
นัยน์ตาสีดำขลับของเด็กหนุ่มจ้องมองตรงมาที่เขา แววตาที่สงบนิ่งจนเกือบจะเรียกได้ว่าเย็นชานั้นทำเอาหลี่ซานรู้สึกเลิ่กลั่กขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก "ค...คุณมู่ ผมแค่จะชวนให้อยู่ต่ออีกสักนิด จะได้แนะนำให้รู้จักกับคุณอาผมน่ะครับ แน่นอนว่าถ้าโชคดีเข้าข้าง เราอาจจะได้ทำความรู้จักกับประธานชิงเหยียนเฉินด้วย"
"ไม่ล่ะ ผมรีบ"
สิ้นเสียงของหลี่ซาน ประโยคสั้นๆ ธรรมดาๆ ของเด็กหนุ่มก็ดังก้องขึ้นในหูของทุกคนอีกครั้ง
น้ำเสียงนั้นราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าใครฟังก็รู้ว่าเขาไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด... เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เขาปฏิเสธคำชวนเทสต์รถของพนักงานขายไปก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
แต่สิ่งที่หลี่ซาน หลานหลาน เสี่ยวเชี่ยน และคนอื่นๆ คาดไม่ถึงเลยก็คือ... เด็กหนุ่มตรงหน้าจะถึงขั้นไม่แยแสโอกาสที่จะได้ผูกมิตรกับผู้บริหารของเครือหลี่กรุ๊ปสาขาหนานจิงเลยแม้แต่น้อย
ซ้ำร้าย... ขนาดโอกาสทองที่จะได้ทำความรู้จักกับชนชั้นสูงระดับท็อปที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของหนานจิงอย่างประธานชิงเหยียนเฉิน เขาก็ยังแสดงท่าทีเมินเฉยไม่ใส่ใจออกมาอย่างชัดเจน
สรุปแล้วเขาเป็นใครกันแน่?
เขาเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าเมินเฉยใส่บุคคลระดับบิ๊กของแวดวงไฮโซเมืองหนานจิงแบบนี้?
ต้องเข้าใจก่อนนะว่า ต่อให้คุณอาของหลี่ซานอาจจะไม่ได้เป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับที่ขยับตัวทีก็สะเทือนไปทั้งหนานจิง แต่สำหรับประธานชิงเหยียนเฉินแล้ว... เขาคือโคตรอภิมหาเศรษฐีระดับ A12 ที่มีอยู่เพียงหยิบมือเดียวในเมืองหนานจิงอย่างแท้จริง!
ระดับ A12... ใครก็ตามที่เคยคลุกคลีอยู่ในแวดวงไฮโซต่างก็รู้ซึ้งดีว่านี่มันคือระดับที่น่าพรั่นพรึงขนาดไหน!
ในสายตาของคนธรรมดาเดินดิน โลกของเศรษฐีนั้นลึกลับและยากจะหยั่งถึง การแบ่งชนชั้นวรรณะของพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะรับรู้ได้
ทว่าในความเป็นจริงกลับมีการแบ่งลำดับขั้นที่ชัดเจนเอามากๆ กระทั่งชนชั้นรากหญ้า กลุ่มทุนน้อย ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง ก็ล้วนถูกพวกเขาจัดหมวดหมู่แบ่งแยกเอาไว้หมดแล้ว!
ระดับ A1 ถึง A13!
ตัวอักษร ‘A’ หมายถึง ทุนทรัพย์ (Assets) ส่วนตัวเลขด้านหลังคือจำนวนหลักของตัวเลขเงินทุนในครอบครอง
A1 จึงหมายถึง การมีเงินทุนแค่หลักเดียว
A1 ถึง A4 คือ ‘กลุ่มยากจนพิเศษ’ หรือชนชั้นรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ที่เพิ่งจะลืมตาอ้าปากพ้นเส้นแบ่งความยากจนมาได้แบบฉิวเฉียด
A4 ถึง A6 คือ ‘กลุ่มทุนน้อย’ หมายถึงกลุ่มคนที่มีเงินสดหมุนเวียนหลักหมื่น หรือถ้าฐานะดีขึ้นมาหน่อยก็อาจจะมีทรัพย์สินแตะหลักแสน
A6 ถึง A8 คือ ‘ชนชั้นกลาง’ คนกลุ่มนี้คือศูนย์รวมของเหล่าคนทำงานทั่วไปและมนุษย์เงินเดือนรายได้สูงในสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเงินสดสภาพคล่องระดับหลักล้านขึ้นไป
ส่วน A8 ถึง A9 คือ ‘ชนชั้นระดับบน’ คนกลุ่มนี้คือเหล่าผู้บริหารระดับโกลด์คอลลาร์ ตำแหน่งใหญ่โตอย่างรองประธานบริษัท หรือกลุ่มชนชั้นนำทางสังคมที่อยู่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป มีเงินทุนสภาพคล่องหมุนเวียนในมือระดับสิบล้าน ทว่าพวกเขาก็ยังคงมีระยะห่างจากชนชั้นผู้ลากมากดีอยู่พอสมควร เป็นจุดที่มองเห็นแต่ไม่อาจเอื้อมถึง แม้จะมีทรัพย์สมบัติและสถานะทางสังคมที่มั่นคงระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีบารมีพอที่จะชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้ ในเกมกระดานแห่งอำนาจของเหล่าชนชั้นสูง พวกเขาก็เป็นได้แค่เบี้ยหมากที่ถูกส่งไปเป็นแนวหน้าเท่านั้น
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ในธุรกิจกงสี หรือเกมการเมืองระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท พวกผู้บริหารหรือรองประธานก็เป็นแค่หมากกระดานหนึ่ง... ในสายตาของกลุ่มชนชั้นสูง พวกเขาก็แค่ของประดับบารมีที่มีหรือไม่มีก็ได้!
สำหรับระดับ A9 ถึง A10 คือกลุ่ม ‘ว่าที่ชนชั้นสูง’!
ว่าที่ชนชั้นสูงคืออะไรน่ะหรือ?
มันก็คือคนกลุ่มที่เริ่มก้าวเท้าเข้าไปสัมผัสกับขอบเขตวงนอกของแวดวงไฮโซแล้วน่ะสิ! เป็นกลุ่มคนที่ได้เปิดหูเปิดตาเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเกมการเมือง และความหรูหราฟู่ฟ่าอันน่าลุ่มหลงของโลกใบนั้นอย่างแท้จริง!
แต่การจะได้ครอบครองตั๋วผ่านทางใบนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีมูลค่าทรัพย์สินแตะหลักพันล้านหยวน! นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมคนธรรมดาทั่วประเทศถึงทำได้แค่นอนฟังเรื่องราวของกลุ่มชนชั้นสูงอยู่ห่างๆ เท่านั้น
เพราะวงสังคมที่ว่านั้น... มีกำแพงขวางกั้นที่สูงชันจนน่าขนลุก ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะปีนขึ้นไปดูทิวทัศน์บนนั้นก็ปีนได้ตามใจชอบเสียที่ไหน!
ส่วนคนที่คิดจะก้าวเท้าเข้าไปยืนในฐานะ ‘ชนชั้นสูง’ อย่างเต็มตัว ทรัพย์สินจะต้องไปถึงระดับ A11 หรือก็คือต้องมีมูลค่าทรัพย์สินเหยียบ ‘หมื่นล้าน’ ขึ้นไป!
แหงล่ะสิ ถ้าไม่มีเงินหลักหมื่นล้านหนุนหลัง จะเอาอะไรไปปั่นป่วนกระดานการค้า? จะเอาบารมีที่ไหนไปชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้? จะเอาเงินที่ไหนไปถลุงเล่นกับความหรูหราฟู่ฟ่าพวกนั้น?
ลองคิดดูเอาเถอะ พวกเศรษฐีที่มีทรัพย์สินไม่ถึงหมื่นล้าน เวลาจะถอยซูเปอร์คาร์ตัวท็อป หรือซื้อนาฬิกาข้อมือรุ่นลิมิเต็ดระดับโลกจริงๆ สักเรือน คงต้องกัดฟันปวดใจจนทำอะไรไม่ถูกเป็นแน่!
คนระดับนั้นน่ะ ไม่นับว่าเป็นชนชั้นสูงตัวจริงหรอก ดีไม่ดีหลายคนยังไม่ผ่านเกณฑ์เป็น ‘ว่าที่ชนชั้นสูง’ ด้วยซ้ำไป
กลับมาที่ระดับ A12 ของประธานชิงเหยียนเฉิน... นี่คือระดับชนชั้นสูงที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเมืองหนานจิงในเวลานี้ การันตีด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่ทะลุหลัก ‘แสนล้าน’ หยวนขึ้นไป!
ต้องเข้าใจก่อนนะว่าอย่าว่าแต่ในเมืองหนานจิงเลย แม้แต่บรรดามหาเศรษฐีระดับโลกที่ติดโผการจัดอันดับอย่างเป็นทางการในปัจจุบัน ก็ยังไปได้สุดแค่วิถีของระดับ A13 เท่านั้น!
ส่วนบุคคลระดับ A14 ที่เป็นเหมือนตำนานเล่าขานนั้น ไม่เคยมีใครปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน หรือแม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงด้วยกันเองเลยสักครั้ง! พวกเขาก็เหมือนกับบอสใหญ่ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลกนั่นแหละ... เป็นพวกมังกรเห็นหัวไม่เห็นหางที่เร้นกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
วินาทีนี้... หลี่ซานและพวกที่ยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่คล้ายจะไม่เห็นเศรษฐีระดับ A12 อย่างประธานชิงเหยียนเฉินอยู่ในสายตา ไม่ว่าพวกเขาจะมองว่าเด็กนี่มันอ่อนหัด หรืออวดดีจนเกินเบอร์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว... ความรู้สึกสั่นสะท้านก็ยังคงก่อตัวขึ้นในใจของพวกเขาอยู่ดี
นี่คือเด็กหนุ่มคนแรกและคนเดียวที่พวกเขาเคยเจอในชีวิต ที่ได้ยินชื่อโคตรเศรษฐีระดับ A12 แล้วยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
ถ้าหมอนี่เป็นคนนอกแวดวงที่ไม่รู้จักชื่อ ‘ชิงเหยียนเฉิน’ หรือไม่รู้ว่าระดับ A12 มันทรงพลังขนาดไหน ก็คงไม่แปลกอะไร
แต่กับคนคนนี้... การที่เขารูดบัตรถอยรถหรูเหยียบร้อยล้านหยวนด้วยท่าทีชิลๆ เหมือนซื้อของเด็กเล่น ก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีแล้วว่าเขาคือคนในแวดวงนี้ และเขาย่อมรู้ซึ้งถึงน้ำหนักของมันเป็นอย่างดี!
แต่เขาก็ยังคงไม่แยแสอยู่ดี!
นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?
ชั่วขณะนั้น... ถ้าไม่ใช่เพราะความคิดอันเหลือเชื่อที่มันตีวนอยู่ในหัวคอยดึงสติหลี่ซานเอาไว้ เขาแทบจะปักใจเชื่อไปแล้วว่า... เด็กหนุ่มตรงหน้าคนนี้ คือ ‘คุณชายเหลิ่งผู้ไร้เทียมทาน’ ในข่าวลือ!! ชายผู้ยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของศาลาจื่อจิน เพียงแค่เอื้อนเอ่ยประโยคเดียว ก็ทำเอาเหล่าเศรษฐีและนักธุรกิจระดับบิ๊กทั้งงานต้องรูดซิปปากเงียบกริบ!