บทที่ 330 การมาเยือนของตงฟางจิ้ง(ฟรี)
บทที่ 330 การมาเยือนของตงฟางจิ้ง(ฟรี)
ตลาดมืดแห่งนี้ดูเผินๆ เหมือนจะอยู่นอกเหนือกฎหมายของทุกประเทศ แต่แท้จริงแล้วกลับมีการแบ่งลำดับชั้นและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนมาก
นอกจากระบบระดับดาวแล้ว ตอนนี้เขายังได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ลำดับดาวรุ่ง’ อีกด้วย
คำว่าดาวรุ่งหมายถึงหน้าใหม่ที่เพิ่งไต่เต้าขึ้นมา และนั่นก็หมายความว่าเหนือกว่าลำดับดาวรุ่งขึ้นไป จะต้องมีลำดับชั้นอื่นๆ ที่สูงกว่านี้อยู่อีกแน่นอน
หากไม่มีสถานะทางสังคมหรือบารมีมากพอ ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าลำดับชั้นเบื้องบนนั้นมีอะไรบ้าง
ลำดับชั้นที่เข้มงวดและชัดเจนขนาดนี้ มันใช่สิ่งที่ตลาดซื้อขายทั่วไปควรจะมีงั้นเหรอ?
ไม่มีทาง!
ดังนั้น เครือข่ายมืดที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ตลาดซื้อขายแห่งนี้ แท้จริงแล้วคงเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำมาให้เห็นเท่านั้น
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง มู่ไป๋ก็ส่ายหน้าสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป เขาเก็บการ์ดระบุตัวตนลงไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดกับหลี่เสี่ยวชิงที่ยังคงยืนอึ้งอยู่ข้างๆ ว่า "ห้าโมงแล้ว เสี่ยวชิง ไปกันเถอะ เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่สถานีรถไฟความเร็วสูง"
"ค่ะๆ ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะบอสมู่"
เสียงเตือนอย่างอ่อนโยนของมู่ไป๋ทำให้หลี่เสี่ยวชิงได้สติ เธอพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับคว้ากระเป๋าเดินทางมาถือไว้
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็คุยเล่นกันอีกสองสามประโยค แล้วเดินออกจากเขตวิลล่าเซวียนอู่จงซานมาที่ลานจอดรถ
แน่นอนว่าหลี่เสี่ยวชิงเห็นรถซูเปอร์คาร์ ‘โคนิกเซ็กก์’ คันใหม่เอี่ยมที่เจ้านายของเธอเพิ่งซื้อมา แต่เธอก็แค่เอ่ยชมออกไปสองสามคำเพื่อเอาใจเท่านั้น
เพราะเอาเข้าจริง อย่าว่าแต่โคนิกเซ็กก์เลย แม้แต่ซูเปอร์คาร์ระดับ ‘บูกัตติ เวย์รอน’ ก็ยังถือว่าเกินขอบเขตความเข้าใจของเธอไปมาก
ในความคุ้นเคยของเธอ รถหรูที่พอจะเข้าใจได้ก็มีแค่พวก บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือปอร์เช่ ซึ่งอยู่ในราคาหลักล้านต้นๆ เท่านั้น
ส่วนพวกรถซูเปอร์คาร์ราคาหลายสิบล้าน ไม่ว่าจะเป็นบูกัตติ เวย์รอน ราคาปาเข้าไปสามสิบกว่าล้าน หรือโคนิกเซ็กก์ที่ราคาพุ่งเฉียดเก้าหลัก สำหรับเธอมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย
เพราะมันแพงหูฉี่จนเกินจินตนาการของเธอไปไกลลิบ
เมื่อเก็บกระเป๋าเดินทางขึ้นรถเรียบร้อย มู่ไป๋ก็สตาร์ทรถโคนิกเซ็กก์และพาหลี่เสี่ยวชิงขับออกจากเซวียนอู่จงซาน
เวลาห้าโมงเย็นกว่าๆ
ปกติช่วงเวลานี้จะเป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่คนเลิกงานและรถติดหนักมาก แต่วันนี้บนถนนกลับมีรถโล่งจนผิดตา
ก็แน่ล่ะ พรุ่งนี้คือวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว บริษัทและหน่วยงานต่างๆ ในเมืองหนานจิงส่วนใหญ่ก็อนุญาตให้พนักงานหยุดยาวตั้งแต่ช่วงเช้า ตอนนี้คนส่วนใหญ่คงกำลังล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวอยู่ที่บ้าน ทำให้คืนนี้บนถนนมีรถวิ่งอยู่แค่สิบกว่าคันเท่านั้น
ด้วยสภาพการจราจรที่โล่งสบาย บวกกับความเร็วระดับโคนิกเซ็กก์ ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงสถานีรถไฟความเร็วสูง
คนมารอรถไฟที่สถานีเยอะกว่าปกติ มู่ไป๋ไปส่งหลี่เสี่ยวชิงถึงในห้องรับรองพิเศษสำหรับผู้โดยสารวีไอพี เอ่ยกำชับให้เธอเดินทางปลอดภัยอยู่สองสามคำ แล้วก็เตรียมตัวกลับ
"ขอบคุณนะคะบอสมู่ หมดช่วงปีใหม่แล้วฉันจะรีบกลับมาค่ะ ฉันต้องคิดถึงบอสแน่ๆ เลย!"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงใสแจ๋วและแสนออดอ้อนของหลี่เสี่ยวชิง มู่ไป๋ก็ทำเพียงแค่พยักหน้ารับ โบกมือลาเบาๆ แล้วเดินออกจากห้องรับรองไป
ภาพเหตุการณ์นี้ดึงดูดสายตาของผู้คนในห้องรับรองที่มารอรถไฟเช่นกัน โดยเฉพาะความสวยระดับนางฟ้าของหลี่เสี่ยวชิงที่สะกดสายตาผู้ชายแทบทั้งห้องไปตั้งแต่แรกแล้ว
แม้ทุกคนจะไม่รู้ว่าผู้ชายที่เพิ่งเดินออกไปมีความสัมพันธ์ยังไงกับสาวสวยคนนี้ แต่พอได้ยินเธอพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่ารักขนาดนั้น ในใจของพวกเขาก็อดรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาไม่ได้
ถ้าพวกเขาได้สาวสวยระดับนี้มาคอยเป็นห่วงเป็นใยและคิดถึงแบบนี้บ้าง คงได้นอนหลับฝันดีจนเผลอหัวเราะออกมาแน่ๆ
แต่น่าเสียดายที่ในสังคมปัจจุบัน การจะได้แฟนสวยระดับท็อปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่าลืมสิว่ายุคนี้มันเป็นสังคมวัตถุนิยมที่ตัดสินคนกันที่หน้าตา
ในสังคมแบบนี้ หลายๆ ครั้งหน้าตาก็สำคัญกว่าวุฒิการศึกษาหรือความสามารถด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น หนุ่มหล่อสาวสวยพวกนี้ไม่ต้องพึ่งใบปริญญาหรือความเก่งกาจอะไรเลย ขอแค่หาแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมดีๆ สักอัน มานั่งคุยเล่นกับชาวเน็ตทุกวัน ก็ได้ของขวัญเป็นเงินหลักร้อยหลักพันสบายๆ
ยิ่งบวกกับสภาพสังคมที่ประชากรชายล้นเหลือแถมผู้หญิงมีน้อยด้วยแล้ว ก็พูดได้เต็มปากเลยว่า สาวสวยทุกคนคือ 'ทรัพยากรล้ำค่า' ที่ผู้ชายหลายคนใฝ่ฝันอยากจะได้มาครอบครอง
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อต้องเผชิญกับคำหวานสุดซึ้งของสาวงามที่หาตัวจับยากขนาดนี้ สิ่งที่ผิดคาดก็คือ ชายหนุ่มที่หันหลังกลับไปนั้นไม่ได้หยุดเดินเลยสักนิด เขาแค่โบกมือส่งๆ แล้วเดินจากไปอย่างชิลๆ โดยไม่มีทีท่าลังเลแม้แต่น้อย!
ภาพนั้นยิ่งทำให้ผู้คนรอบข้างเกิดความรู้สึกซับซ้อนปนเปกันไปหมด
‘ถ้าเป็นเรานะ จะพุ่งเข้าไปกอดคนสวยให้แน่นๆ แล้วกระซิบคำหวานซึ้งๆ ก่อนค่อยเดินจากมาสิโว้ย!’ นี่คือจินตนาการที่ผุดขึ้นในใจของผู้ชายหลายคนในตอนนั้น
ทางด้านมู่ไป๋ที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่รู้ถึงความคิดของผู้คนในห้องรับรองเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย เขาแค่เปิดประตูขึ้นรถอย่างเป็นธรรมชาติ สตาร์ทเครื่องโคนิกเซ็กก์ แล้วขับมุ่งหน้ากลับไปยังเขตวิลล่าเซวียนอู่จงซาน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เวลาประมาณหกโมงเย็น มู่ไป๋ก็กลับมาถึงที่พัก
เขาจอดรถโคนิกเซ็กก์ในที่จอดรถส่วนตัวของวิลล่าตัวเองตามปกติ ทว่าหลังจากจอดเสร็จ เขากลับสังเกตเห็นว่าช่องจอดรถข้างๆ ซึ่งเป็นของบ้านเขาเหมือนกัน มีรถปอร์เช่สีแดงรุ่นลิมิเต็ดอิดิชันจอดอยู่!
มู่ไป๋เคยเห็นรถคันนี้มาแล้วสองสามครั้ง เขารู้ดีว่ามันคือรถสปอร์ตคันโปรดที่ตงฟางจิ้งมักจะขับอยู่บ่อยๆ
"หือ? ตงฟางจิ้งมางั้นเหรอ?"
มู่ไป๋ก้าวลงจากรถ กวาดสายตามองป้ายทะเบียนรถปอร์เช่อีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าเป็นรถของตงฟางจิ้งจริงๆ หลังจากล็อกรถเสร็จ เขาจึงไม่รอช้า รีบสาวเท้าเข้าบ้านทันที
และก็เป็นอย่างที่คิด ไฟในวิลล่าถูกเปิดให้สว่างไสวอีกครั้ง ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป เขาก็เห็นตงฟางจิ้งกำลังนั่งรออยู่บนโซฟาในห้องรับแขกตามคาด โดยมีผู้จัดการนิติบุคคลที่สวมชุดยูนิฟอร์มยืนอยู่ข้างๆ
ทันทีที่ผู้จัดการนิติบุคคลเห็นมู่ไป๋กลับมา เขาก็รีบลุกขึ้นยืนและเอ่ยขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า "คุณผู้ชายครับ ต้องขออภัยจริงๆ ที่ผมพาคุณผู้หญิงตงฟางเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุณก่อน แต่เธอมีบัตรผ่านพิเศษของทางเรา และผู้บริหารของเราก็กำชับมาด้วย... ความจริงผมตั้งใจจะโทรหาคุณเพื่อขออนุญาตก่อน แต่ทางเราไม่มีเบอร์ติดต่อของคุณบันทึกไว้เลย ต้องขออภัยอย่างสูงครับ แต่ไม่ว่ายังไง การกระทำของผมก็ถือว่าบกพร่องอยู่ดี คุณผู้ชายจะตำหนิหรือลงโทษยังไงก็ได้เลยครับ"
เมื่อได้ยินคำขอโทษด้วยความเกรงใจขั้นสุด บวกกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าสวยเฉี่ยวของตงฟางจิ้งที่ชวนให้รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ มู่ไป๋ก็แค่โบกมือพร้อมกับหัวเราะเบาๆ "เอาล่ะ คราวหน้าอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกก็แล้วกัน คุณไปเถอะ ผมมีธุระต้องคุยกับแขกนิดหน่อย"
"ครับผม ได้ครับ! ขอบพระคุณในความกรุณาของคุณผู้ชายมากจริงๆ ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรเรียกใช้พวกเราได้ตลอดเวลาเลยครับ"
หลังจากที่ได้รับความเห็นใจจากเจ้าของบ้าน ผู้จัดการนิติบุคคลก็กล่าวขอบคุณจากใจจริง พร้อมกับแอบปาดเหงื่อที่ผุดซึมบนหน้าผากด้วยความตื่นเต้นอย่างแนบเนียน
"อืม ได้สิ"
หลังจากมู่ไป๋พยักหน้ารับรู้ ผู้จัดการนิติก็รู้หน้าที่และรีบสาวเท้าเดินออกจากวิลล่าไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนตงฟางจิ้งที่นั่งอยู่บนโซฟา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนนอกอยู่แล้ว นัยน์ตาคู่สวยที่มีเสน่ห์น่าค้นหาของเธอก็จ้องไปที่ใบหน้าหล่อเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มตรงหน้า เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "มู่ไป๋... ที่ฉันมาวันนี้ก็เพื่อจะบอกนายว่า เซียวเซียวบินไปถ่ายละครที่เกาะอังกฤษแล้ว และฉันเองก็เตรียมจะบินไปที่นั่นเหมือนกัน เพื่อไปวางรากฐานผลักดันเครือบริษัทบันเทิงหัวอี้ให้ก้าวสู่ระดับสากล"