บทที่ 195 สภาพการณ์ปัจจุบันของเมืองเจียงไห่ (ฟรี)
บทที่ 195 สภาพการณ์ปัจจุบันของเมืองเจียงไห่ (ฟรี)
เมื่อเห็นชายตาบอดที่ถือไม้ไผ่อยู่ ฟางฟานก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เขาคือชายชราที่เคยปรากฏตัวที่หน้าประตูสำนักลมไฟในครั้งนั้น เขามาอยู่กับท่านเจ้าเมืองได้อย่างไร
อีกทั้งดูท่าทางแล้ว ท่านเจ้าเมืองคงจะอยู่บนกำแพงเมืองนั้นมาได้สักพักแล้ว
“ท่านเจ้าเมือง เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงไม่ลงมือสกัดกั้นอสูรยักษ์ของเผ่าอสูรเหล่านั้นไว้?”
“บางทีพวกมันอาจจะรู้เรื่องที่ราชันย์อสูรวางแผนไว้”
เซี่ยอวิ้นถามอย่างไม่เข้าใจ แม้ว่าเขาจะสามารถหยั่งรู้ความลับสวรรค์ได้ แต่กลับมองความคิดของชายชราตรงหน้าไม่ออก
“เจ้าคิดว่า เรื่องที่ราชันย์อสูรถึงกับยอมเปิดศึกใหญ่เพื่อปิดบัง จะบอกกับอสูรระดับห้าดาวแค่ตัวเดียวอย่างนั้นรึ?”
เจ้าเมืองกู่หมิงถามกลับ ตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวในสายตาของทุกคน ในปากของเขากลับเป็นเพียงระดับห้าดาวเท่านั้น
“ป่านนี้เรื่องที่ราชันย์อสูรวางแผนไว้คงจะเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เฒ่าผู้นี้ยังไม่รู้ว่าหนอนบ่อนไส้ของเผ่าอสูรที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองเจียงไห่คือใคร หากลงมือตอนนี้ ก็จะยิ่งทำให้ราชันย์อสูรตนนั้นระแวงมากขึ้น”
“ตอนนี้ ทำได้เพียงรอให้พวกมันเผยหางออกมาเอง”
เจ้าเมืองกู่หมิงกล่าว ในสายตาของเขา มีเพียงราชันย์อสูรที่ยังไม่ปรากฏตัวเท่านั้นที่เป็นภัยคุกคาม ส่วนอสูรตนอื่นๆ หากเขาคิดจะทำจริงๆ กระทั่งสามารถกวาดล้างดินแดนรกร้างรอบเมืองเจียงไห่ได้เลยด้วยซ้ำ
“เซี่ยอวิ้น…”
ทันใดนั้น กู่หมิงก็เอ่ยปากขึ้น
“เซี่ยอวิ้นอยู่นี่!”
“เฒ่าผู้นี้รู้ว่าเส้นทางที่เจ้าเดินนั้นแตกต่างจากคนทั่วไป สามารถหยั่งรู้ความลับสวรรค์ ทำนายโชคเคราะห์ของมนุษย์ได้ เช่นนั้นเจ้าช่วยข้าดูหน่อย…”
กู่หมิงค่อยๆ เอ่ยปาก ยังไม่ทันพูดจบ เซี่ยอวิ้นก็คาดเดาได้แล้วว่า ท่านเจ้าเมืองต้องการให้ตนเองหยั่งรู้ความลับสวรรค์ ดูว่าเขายังมีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่
ท้ายที่สุดแล้ว เซี่ยอวิ้นเคยได้ยินมานานแล้วว่า อายุขัยของท่านเจ้าเมืองเหลือน้อยเต็มที สภาพร่างกายไม่สู้ดี อีกทั้งในความฝันของฟางหลิง ก็ฝันว่าวาระสุดท้ายของเขากำลังจะมาถึง
เพื่อเมืองเจียงไห่ทั้งเมือง ต่อให้เขาเซี่ยอวิ้นต้องตายดับสูญ ก็จะต้องเสี่ยงกับสวรรค์สักครั้ง ดูว่าเจ้าเมืองยังเหลืออายุขัยอีกเท่าไหร่
“ช่วยข้าดูหน่อยว่า อนาคตของเมืองเจียงไห่แห่งนี้จะเป็นอย่างไร…”
เซี่ยอวิ้นเตรียมพร้อมแล้ว แต่ในวินาทีต่อมากลับได้ยินท่านเจ้าเมืองกู่หมิงไม่ได้ให้ทำนายชะตาของตนเอง แต่กลับเป็นเมืองเจียงไห่ทั้งเมือง
เขาผ่านอะไรมามากมาย จิตใจสงบนิ่งมานานแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็ยังอดที่จะสะเทือนใจไม่ได้
บัดนี้ ท่านเจ้าเมืองก็ยังคงคิดถึงแต่เรื่องของเมืองเจียงไห่!
“เป็นอะไรไป ยากมากหรือ?”
เส้นทางที่กู่หมิงและเซี่ยอวิ้น เดินนั้นไม่ใช่เส้นทางเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่เข้าใจเรื่องด้านนี้ เมื่อเห็นเซี่ยอวิ้นมีท่าทีผิดปกติไป ก็คิดว่าการมองอนาคตของเมืองเจียงไห่ทั้งเมืองคงจะลำบากอยู่บ้าง
เซี่ยอวิ้น ตั้งสติ จากนั้นก็พูดต่อ
“ท่านเจ้าเมือง เรียนตามตรง อนาคตนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่แน่ว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวของเซี่ยอวิ้น อาจจะเปลี่ยนเส้นทางอนาคตของคนคนหนึ่งได้ แต่ในระหว่างนั้น ผู้หยั่งรู้ความลับสวรรค์ก็ต้องรับผลกรรมอันใหญ่หลวงเช่นกัน”
“ดังที่กล่าวไว้ ความลับสวรรค์มิอาจเปิดเผย”
“ไม่ต้องพูดถึงเมืองเจียงไห่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวมากมาย”
“ตอนนี้เซี่ยอวิ้นยังไม่มีพลังพอที่จะหยั่งรู้อนาคตของเมืองเจียงไห่ทั้งเมืองได้ ต่อให้มี คาดว่าตอนนั้นยังไม่ทันได้พูด ก็คงจะประสบกับภัยพิบัติที่ไม่คาดฝัน สิ้นชีพไปเสียก่อนแล้ว”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้”
“เช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ…”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เซี่ยอวิ้นพูด เจ้าเมืองกู่หมิงก็ไม่บังคับอีกต่อไป นี่เป็นเพียงความคิดชั่ววูบของเขา ถามไปอย่างนั้นเอง ในเมื่อไม่มีหนทาง ก็ต้องแล้วแต่การกระทำของมนุษย์ ขอเพียงทำแล้วไม่รู้สึกผิดต่อใจก็พอ
“ท่านเจ้าเมือง ท่านเข้าใจความหมายของเซี่ยอวิ้นผิดแล้ว”
เมื่อได้ยินเจ้าเมืองกู่หมิงพูด เซี่ยอวิ้นก็รีบพูดขึ้น
“คนมีโชคเคราะห์คู่กัน เมืองหลักของมนุษย์นี้ก็ย่อมมีเช่นกัน”
“แม้ข้าจะไม่สามารถหยั่งรู้อนาคตของเมืองเจียงไห่ทั้งเมืองได้ แต่กลับสามารถมองเห็นโชคและเคราะห์ที่เมืองเจียงไห่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และอาศัยสิ่งนี้ในการคาดเดาได้”
“เช่นนั้นเจ้าว่ามา ตอนนี้เมืองเจียงไห่มีเคราะห์มากกว่าหรือโชคมากกว่า?”
เจ้าเมืองกู่หมิงเกิดความสนใจขึ้นมา ถามอย่างสงสัย
ส่วนเซี่ยอวิ้นเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหนือเมืองเจียงไห่ แม้เขาจะมองไม่เห็น แต่ในการรับรู้ของเขา เมืองเจียงไห่กำลังถูกสีเทาและสีดำค่อยๆ ปกคลุม
และ ณ ใจกลางนั้น ลำแสงสีทองสายหนึ่งกำลังค่อยๆ สว่างขึ้น ราวกับกำลังขับไล่ความมืดมิด
เซี่ยอวิ้นไม่รู้ว่า สุดท้ายแล้ว แสงสีทองจะขจัดความมืดมิดทั้งหมดไป หรือจะถูกกลืนกินไปอย่างช้าๆ
เขาบอกสิ่งที่ตนเองเห็นให้เจ้าเมืองฟัง ส่วนเจ้าเมืองกู่หมิงนั้นไม่มีสีหน้าใดๆ ไม่มีใครรู้ว่าในใจของเขาคิดอะไรอยู่
“ความหมายของเจ้าคือ เมืองเจียงไห่แห่งนี้กำลังก้าวไปสู่ความพินาศทีละก้าว”
“ตามที่เซี่ยอวิ้นมองเห็น เป็นเช่นนั้น”
เซี่ยอวิ้นไม่ได้ปิดบัง สถานการณ์ของเมืองเจียงไห่ในปัจจุบันไม่สู้ดีนัก
“หรือว่าเจตจำนงแห่งสวรรค์นี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ?”
กู่หมิงพึมพำกับตนเอง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหนือเมืองเจียงไห่ที่มองไม่เห็นอะไรเลย ประโยคนี้เขาไม่ได้ถามเซี่ยอวิ้น แต่ถามตัวเอง
ทันใดนั้น กู่หมิงก็ถามขึ้นอีกครั้ง
“เช่นนั้นเจ้าว่า ลำแสงสีทองนั้นจะเป็นใคร?”
“เขาคือความหวังของเมืองเจียงไห่ของพวกเราหรือไม่?”
“ช่างเถอะ… คิดว่าเจ้าคงไม่รู้”
เซี่ยอวิ้นรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง พลังของตนเองมีจำกัด ไม่สามารถมองเห็นได้จริงๆ
แม้ว่าในใจของเขาจะมีตัวเลือกอยู่แล้ว ซึ่งก็คือฟางหลิงที่ตนเองเคยพบก่อนหน้านี้ แต่การมีอยู่ของฟางหลิงนั้นพิเศษเกินไป นอกจากตนเองแล้ว ก็ไม่สามารถบอกใครได้เลย
อีกทั้ง คนอย่างฟางหลิง แรงภายนอกที่มากเกินไปอาจนำไปสู่เรื่องไม่ดีบางอย่างได้
และในตอนนั้นเอง กลิ่นอายอันทรงพลังหลายสายก็มาถึงบนกำแพงเมืองนี้ คนทั้งเก้าได้มาถึงแล้ว เมื่อเห็นเจ้าเมืองกู่หมิง ก็คารวะอย่างเคารพ
“เจ้าสำนักลมไฟ ฟางฟาน ขอคารวะท่านเจ้าเมือง!”
“เติงซิงเหวินขอคารวะท่านเจ้าเมือง”
บัดนี้ข่าวการกลับมาของเจ้าเมืองกู่หมิงได้แพร่ออกไปแล้ว นี่ราวกับเป็นสมอที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ทั้งเมืองเจียงไห่สามารถวางใจลงได้
ทุกคนมองไปยังแผ่นหลังที่สูงส่งเกินเอื้อมบนกำแพงเมืองนั้น ขอเพียงมีเจ้าเมืองอยู่ ต่อให้อสูรบุกรุกอีกครั้งก็ไม่กลัวแล้ว
เจ้าเมืองกู่หมิงได้จัดการเรื่องราวต่างๆ ลงไป พยายามทำให้ทั้งเมืองเจียงไห่กลับสู่ภาวะปกติในเวลาที่สั้นที่สุด ให้ผู้แข็งแกร่งระดับผู้คุ้มครองลาดตระเวนในดินแดนรกร้าง หากมีอะไรผิดปกติให้รีบรายงานทันที
ในขณะนี้ ฟางฟานได้จากไปพร้อมกับฟางเตาแล้ว มุ่งหน้าไปยังดินแดนรกร้าง บัดนี้สงครามเพิ่งจะจบลง เพื่อป้องกันเผื่อมีอสูรที่แตกกระจายบุกรุกเข้ามา
และเมื่อมองดูทุกคนจากไป กู่หมิงกลับจับจ้องสายตาไปที่ฟางฟานเพียงคนเดียว
สงครามก่อนหน้านี้ เขาก็ได้เห็นพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวของฟางฟานแล้ว
นี่ทำให้เขาสงสัยว่า พรสวรรค์ของฟางฟานมีความเป็นไปได้สูงว่าจะทะลุขีดจำกัดระดับนั้นไปแล้ว
“เซี่ยอวิ้น เจ้าคิดว่าเจ้าสำนักลมไฟ ฟางฟาน เป็นอย่างไรบ้าง?”
บนกำแพงเมือง ชายชราสองคนยืนนิ่งอยู่ หากไม่รู้คงคิดว่าเป็นชายชราสองคนที่กำลังคุยเรื่องสัพเพเหระกัน
“เขา?”
“เซี่ยอวิ้นมองไม่ทะลุ”
เซี่ยอวิ้นพูดตามตรง สำหรับฟางฟานนั้นเขาไม่สามารถมองทะลุได้จริงๆ
“โอ้?”
“บนโลกนี้ ยังมีคนที่เจ้ามองไม่ทะลุด้วยรึ”
กู่หมิงถามอย่างสนใจ
“เซี่ยอวิ้นเคยพบเจ้าสำนักลมไฟผู้นั้นมาก่อน แต่ความลับสวรรค์บนร่างของเขาถูกบดบัง อนาคตถูกปิดกั้น สับสนวุ่นวาย มองไม่เข้าใจ มองไม่ทะลุ”
“แต่เซี่ยอวิ้นมองดูโหงวเฮ้งของเจ้าสำนักลมไฟผู้นั้น กลับมองออกว่า เขาควรจะตายไปหลายวันแล้ว”
“คนที่ควรจะตาย กลับปรากฏตัวขึ้นบนโลก แถมยังทะลวงถึงระดับผู้คุ้มครองอีกรึ?”
กู่หมิงมองออกถึงความไม่เข้าใจและความสับสนของเซี่ยอวิ้น แต่ในขณะนี้ในใจของเขามีคำตอบอยู่แล้ว
“หากจะบอกว่า เขามีพรสวรรค์ระดับราชันย์ เช่นนั้นทุกอย่างก็อธิบายได้!”