บทที่ 270 ผิงเจี้ยนหมิง เด็กหนุ่มที่ถูกช่วงชิงร่างคนนั้น(ฟรี)
บทที่ 270 ผิงเจี้ยนหมิง เด็กหนุ่มที่ถูกช่วงชิงร่างคนนั้น(ฟรี)
“ท่าน ผิงเจี้ยนหมิง คำพูดที่ท่านกล่าวออกมา ท่านต้องรับผิดชอบด้วยนะ มีหลักฐานอะไรมายืนยันหรือไม่?”
“หากอาศัยเพียงกลิ่นอายลึกลับสายนั้น แล้วด่วนตัดสินว่าหลินเชียนผู้นั้นเป็นไส้ศึกของเผ่าปีศาจ... เกรงว่ายังห่างไกลจากความรัดกุมนัก”
เหยียนถูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น หรือว่าเรื่องนี้ยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอันใดที่เขาไม่ล่วงรู้อีก?
“ใต้เท้า โปรดใจเย็นลงก่อน ข้าในฐานะขุนพลผู้พิทักษ์ มีหรือจะกล่าววาจาเหลวไหลไร้สาระ”
“กลิ่นอายลึกลับบนร่างของหลินเชียนผู้นั้น ข้าเคยสัมผัสพานพบมาแล้วหนหนึ่ง จึงรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง”
ผิงเจี้ยนหมิงคายเมล็ดผลไม้ในปากทิ้ง คล้ายกับยังไม่หนำใจนักจึงหยิบกินเข้าไปอีกผล จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงโทสะของเหยียนถูที่กำลังปะทุขึ้นมา เขาจึงค่อยอ้าปากกล่าวสืบไป
“ในกาลก่อน ข้ายังอ่อนแอนัก เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์เท่านั้น ทว่ากลับหยิ่งผยองจองหอง คิดว่าตนเองไร้เทียมทานในใต้หล้า จึงได้ออกเดินทางไปผจญภัยในแดนรกร้าง”
“แต่ช่วงเวลาอันราบรื่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน ข้ากลับถูกฝูงสัตว์ปีศาจไล่ล่าหมายเอาชีวิต ข้าหนีหัวซุกหัวซุนด้วยความตื่นตระหนก บางทีสวรรค์อาจยังมีเมตตาต่อสรรพชีวิต ในระหว่างเส้นทางหลบหนี ข้าบังเอิญพบกับรอยแยกมิติเข้าพอดี”
“เมื่อคิดว่าช้าเร็วก็ต้องตาย ข้าจึงตัดสินใจกัดฟันกระโจนเข้าไปในรอยแยกมิตินั้น สัตว์ปีศาจที่ไล่ล่าข้ามาอย่างไม่ลดละกลับไม่กล้าก้าวตามเข้ามา ทำให้ข้ารักษาชีวิตเอาไว้ได้”
“ทว่าเมื่อข้าลืมตาตื่นขึ้น กลับพบว่าตนเองร่วงหล่นลงมาอยู่ในดินแดนที่แปลกตาสิ้นดี รอบด้านเต็มไปด้วยความโกลาหลอลหม่าน ทั้งยังมีสัตว์ปีศาจชนิดหนึ่งที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อนอยู่นับไม่ถ้วน”
“ข้าลอบเร้นกายหลบซ่อน และได้เห็นกับตาว่ามีสัตว์ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวตนหนึ่ง นำร่างของมนุษย์ที่ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะมาวางไว้เบื้องหน้าสัตว์ปีศาจนิรนามเหล่านั้น ก่อนที่มันจะกลายสภาพเป็นลำแสงสีดำ พุ่งทะลวงเข้าสู่ร่ายกายของมนุษย์ผู้นั้นโดยตรง!”
“หลังจากนั้นไม่นาน มนุษย์ที่ไร้สติผู้นั้นก็หยัดกายลุกขึ้นยืน สัตว์ปีศาจรอบข้างมิได้ตื่นตระหนกหรือมีท่าทีผิดแปลกอันใด หนำซ้ำยังพูดคุยสื่อสารกับมันอย่างสนิทสนม”
“วินาทีนั้น... ความคิดอันน่าขนลุกก็ผุดขึ้นมาในหัวข้า เจ้าของร่างมนุษย์ที่กำลังบงการร่างกายอยู่นั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าถูกสัตว์ปีศาจลึกลับนั่นเข้ามาสวมรอยแทนที่เสียแล้ว!”
“ข้าหลบซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนั้นอยู่นานแสนนาน ไม่กล้าเผยร่องรอยใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย กว่าจะหาโอกาสหลบหนีออกมาจากรอยแยกมิตินั้นได้”
“อะไรนะ!”
เหยียนถูตกตะลึงอย่างหนัก จนเผลอปัดจอกชาบนโต๊ะร่วงแตกกระจาย ทว่ายามนี้กลับไม่มีใครใส่ใจกับมัน
นี่มันไม่ใช่นามของ ‘มารจิต’ ที่ผู้เป็นนายเคยกล่าวถึงหรอกหรือ!
ตัวตนที่สามารถช่วงชิงร่างกายของมนุษย์ได้!
ผิงเจี้ยนหมิงล่วงรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หนำซ้ำยังนำเรื่องนี้มาบอกเล่าแก่เขาอีก เดิมทีเหยียนถูแอบคลางแคลงใจว่าผิงเจี้ยนหมิงอาจถูกมารจิตช่วงชิงร่างไปแล้ว แต่เมื่อเป็นเช่นนี้... หรือว่าข้อสันนิษฐานของเขาจะผิดพลาดกัน?
“ใต้เท้าเหยียนถู โปรดอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป ข้ายังเล่าไม่จบ”
“สัตว์ปีศาจลึกลับนั่น ข้าเรียกขานมันว่า... มารจิต!”
ผิงเจี้ยนหมิงแสร้งกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกลับ ข้อมูลระดับนี้ เหยียนถูที่อยู่เบื้องหน้าย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้แน่ เพียงแค่เขาแง้มพรายออกมาเล็กน้อย ก็สามารถข่มขวัญอีกฝ่ายจนหลงทิศหลงทางได้แล้ว
ถึงเจ้าจะแข็งแกร่งแล้วอย่างไรเล่า จะมีประโยชน์อันใด!
ชื่อเดียวกันงั้นรึ!
หรือจะเป็นความบังเอิญ?
การปรากฏขึ้นของมารจิตทำให้เหยียนถูเริ่มเกิดความสงสัย ทว่าสิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือความตื่นตระหนก ซึ่งนั่นทำให้ผิงเจี้ยนหมิงอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ เหตุใดอีกฝ่ายจึงสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ ทว่าเขาก็กระดากใจเกินกว่าจะเอ่ยถาม จึงได้แต่เล่าต่อไป
“สาเหตุที่ข้าสงสัยว่าบุตรีตระกูลหลินผู้นั้นเป็นไส้ศึกของเผ่ามาร ก็เพราะข้าสงสัยว่านางถูกมารจิตช่วงชิงร่างไปแล้วน่ะสิ กลิ่นอายบนร่างของนางในวันนั้น เหมือนกับกลิ่นอายที่ข้าเคยสัมผัสในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน รับรองว่าไม่มีทางพลาดเด็ดขาด”
“ดังนั้นข้าจึงต้องการจับตัวนางมา เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัด”
“แต่คิดไม่ถึงเลยว่า คนที่ข้าส่งไปกลับถูกลูกน้องของใต้เท้าเหยียนถูซ้อมจนต้องถอยร่นกลับมา แม้แต่ตอนที่ข้าลงมือด้วยตัวเองก็ยังถูกท่านขัดขวาง ยามนี้มารจิตตนนั้นคงระแวดระวังตัวแล้ว หากคิดจะง้างปากสืบเสาะเรื่องราวใดๆ จากมันอีก เกรงว่าจะยากเย็นแสนเข็ญเสียแล้ว!”
“ใต้เท้าเหยียนถู ท่านเข้าใจข้าผิดไปจริงๆ นะ!”
ผิงเจี้ยนหมิงทอดถอนใจอย่างแสนเศร้า แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเสียดายราวกับผิดหวังที่เหล็กกล้าไม่อาจหลอมเป็นเหล็กเนื้อดี
หากเรื่องนี้เป็นความจริง เช่นนั้นเหยียนถูก็จะกลายเป็นคนบาปเสียเอง
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าหลินเชียนถูกมารจิตช่วงชิงร่างไป แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องจับตัวเด็กสาวคนอื่นๆ ไปด้วยเล่า?”
ช่วงเวลาที่เหยียนถูพำนักอยู่ในจวนตระกูลหลิน เขาไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ได้สืบทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองเมฆาขาวในช่วงระยะเวลานี้มาบ้าง หญิงสาวหลายคนสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“หืม?”
“ใต้เท้าเหยียนถู ท่านกำลังพูดเรื่องอันใดกัน ข้าไปจับตัวเด็กสาวคนอื่นที่ไหน?”
“ท่านอย่าได้กล่าวหาเหลวไหลเชียวนะ”
ใบหน้าของผิงเจี้ยนหมิงเผยร่องรอยแห่งความประหลาดใจ แสร้งทำทีเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ทว่าภายในใจกลับเกิดความคลางแคลง เขากำจัดร่องรอยไปจนหมดสิ้นแล้วนี่นา เหตุใดเหยียนถูจึงล่วงรู้เรื่องนี้ได้
“บังเอิญเสียจริง หลินเชียน บุตรีของหลินเทียนผู้นั้น ดันไปเตะตาบุตรชายของหลิวฝูเข้า นางจึงถูกจัดแจงให้ไปหลบซ่อนตัวล่วงหน้า”
“แม้จะจัดการเตรียมการไว้แล้ว แต่หลินเทียนก็ยังคอยจับตาดูข่าวคราวความเคลื่อนไหวรอบด้านอยู่เสมอ จากการที่เขาลอบสืบเสาะตามตรอกซอกซอยอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเขาก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวบางอย่างที่ถูกปิดบังเอาไว้จริงๆ”
“นั่นก็คือ... มีหญิงสาวในเมืองเมฆาขาวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอยู่เนืองๆ!”
“เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า?”
เหยียนถูเค้นถาม คิดหรือว่าเพียงคำพูดเหล่านั้นจะสามารถข่มให้เขาเชื่อได้สนิทใจ?
“ในเมื่อใต้เท้าเหยียนถูเชื่อเช่นนั้น ข้าเองก็จนปัญญา”
“ท่านสามารถนำเรื่องนี้ไปกราบทูลต่อท่านเจ้าเมืองได้เลย ผิงเจี้ยนหมิงผู้นี้ไม่เคยทำเรื่องละอายใจ ย่อมไม่กลัวผีสางมาเคาะประตูบ้าน”
ผิงเจี้ยนหมิงรู้ดีว่าเหยียนถูเพียงแค่คาดเดาไปเองเท่านั้น อีกฝ่ายไม่มีหลักฐานใดๆ ในมือเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งทุกคนที่ล่วงรู้เรื่องนี้ก็ตายไปหมดแล้ว หรือว่าเขาจะไปขุดคนตายขึ้นมาถามล่ะ?
“ฮ่าๆๆ คิดจะเล่นแง่เฉไฉสินะ”
“งั้นเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ในเรื่องเล่าของเจ้าเมื่อครู่ ความจริงแล้วเจ้าละเลยปัญหาที่สำคัญยิ่งยวดไปข้อหนึ่ง”
“เจ้าที่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ตัวจ้อยในยามนั้น... หลบหนีออกมาจากสถานที่ลึกลับแห่งนั้นได้อย่างไร?”
“อย่ามาอ้างเรื่องโชคช่วยเชียวล่ะ เผ่าพันธุ์อย่างมารจิตมีความสำคัญต่อเผ่าปีศาจมากเพียงใด ไม่ต้องให้ข้าบอกเจ้าก็น่าจะรู้ ย่อมต้องมีสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังคอยพิทักษ์รักษาอยู่อย่างแน่นอน”
“ต่อให้เป็นตัวเจ้าในยามนี้ หากย่างกรายเข้าไปในนั้น ก็ไม่มีทางรอดชีวิตกลับมาได้หรอก”
ขณะที่เอ่ยปาก เหยียนถูก็ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน นัยน์ตาเย็นชาจดจ้องไปยังผิงเจี้ยนหมิง เขาเหยียดฝ่ามือออกไปช้าๆ บีบเค้นหยดโลหิตที่แผ่ซ่านขุมพลังอันแกร่งกล้าออกมาจากปลายนิ้ว
ภายในหยดเลือดนั้น... ยังมีประกายแสงสีทองวาบผ่านตา
เมื่อเห็นหยดเลือดนี้ นัยน์ตาของผิงเจี้ยนหมิงก็หดเกร็งลง จากนั้นก็เห็นโลหิตหยดนั้นร่วงหล่นจากปลายนิ้ว หยดแหมะลงบนพื้นกระดาน
“ใต้เท้าเหยียนถู ท่านกำลังทำอะไรน่ะ?”
ผิงเจี้ยนหมิงเอ่ยถามด้วยความกรุ่นโกรธที่เริ่มจะควบคุมเอาไว้ไม่อยู่
“ไม่มีอะไร แค่จะพิสูจน์อะไรบางอย่างเท่านั้น!”
ในระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน หยดโลหิตที่เปล่งประกายสีทองบนพื้นกระดาน ก็พลันอันตรธานหายไป
ไม่สิ... ไม่ใช่หายไป
ทว่าบนพื้นกระดานกลับมีรากเส้นเล็กๆ นับไม่ถ้วนงอกเงยขึ้นมาอย่างฉับพลัน ก่อนจะดูดกลืนหยดโลหิตนั้นไปจนหมดจดเกลี้ยงเกลาต่างหาก!
“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ!”
เมื่อเห็นภาพนี้ เหยียนถูก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน เขาไม่ปล่อยให้ผิงเจี้ยนหมิงมีเวลาได้ตั้งตัว พลันลงมือจู่โจมอย่างดุดัน พลังฝีมืออันแข็งแกร่งระดับหกดาวระเบิดออกในพริบตา ท่อนแขนที่แข็งแกร่งดุจโซ่ตรวนเทพเจ้าพุ่งเข้าบีบรัดลำคอของผิงเจี้ยนหมิงเอาไว้แน่น จนอีกฝ่ายไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว ผิงเจี้ยนหมิง ละครถ่วงเวลาของเจ้า... ข้าดูจนเบื่อแล้ว!”
“เด็กหนุ่มที่ถูกช่วงชิงร่างคนนั้น... ก็คือแกสินะ!”
“เจ้ามารจิต!!!”