บทที่ 280 พี่ฟาน ตาเฒ่านั่นอยากให้พี่สืบทอดตำแหน่งของเขานะ(ฟรี)
บทที่ 280 พี่ฟาน ตาเฒ่านั่นอยากให้พี่สืบทอดตำแหน่งของเขานะ(ฟรี)
หอคอยจิ๋วนี้ก็ไม่ได้มีปีกงอกออกมาสักหน่อย แล้วมันบินได้อย่างไรกัน?
เหลียงผิงที่เพิ่งตกใจจนล้มก้นจ้ำเบ้าตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา สายตาจ้องเขม็งไปยังหอคอยจิ๋วบนฝ่ามือของพี่ฟาน สลับกับมองเศษกระจกหน้าต่างที่แตกละเอียด ก่อนจะทอดสายตามองออกไปบนท้องฟ้าอันไกลโพ้น
ใบหน้าอวบอ้วนเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
หลังจากอัดอั้นอยู่นาน ในที่สุดเขาก็โพล่งประโยคหนึ่งออกมา
“พี่ฟาน เดี๋ยวรอคุณป้ากลับมาก่อนเถอะ”
“ข้าว่าพี่โดนสวดยับแน่”
“ก็กระจกบานนี้... พี่เป็นคนทำแตกนี่นา”
“เอ่อ...”
ฟางฟานที่เดิมทียังคงตื่นเต้นอยู่บ้าง เมื่อได้ยินคำพูดของเหลียงผิงก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาเก็บหอคอยจิ๋วลงก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ข้าเพิ่งฟื้นขึ้นมา แม่คงไม่มามัวใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอก”
ฟางฟานรู้ดีว่าตลอดสี่เดือนที่เขาหลับใหลไป พ่อกับแม่จะต้องเป็นห่วงเขามากแน่ๆ ส่วนเหลียงผิงก็ดูเหมือนจะอ่านความคิดของฟางฟานออก จึงเอ่ยสมทบว่า
“พี่ฟาน ข้าโทรบอกคุณลุงกับคุณป้าแล้วล่ะ พวกท่านน่าจะใกล้ถึงแล้ว”
“จริงสิพี่ฟาน หอคอยจิ๋วที่บินได้นั่นมันคืออะไรกันแน่?”
“ดูทรงพลังชะมัด”
เหลียงผิงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากนอกประตู เขาคิดว่าเป็นคุณลุงกับคุณป้ากลับมาแล้วจึงหันขวับไปมอง
ทว่าผู้ที่ปรากฏตัวในห้องกลับไม่ใช่พ่อแม่ของฟางฟาน แต่เป็นชายชราผู้หนึ่ง
ชายชราผู้นี้แผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามออกมา มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นบุคคลระดับสูงผู้ทรงอำนาจ
“เจ้าฟื้นแล้วรึ...”
ชายชราเอ่ยปากอย่างแช่มช้า สีหน้าของเขาดูซับซ้อนยากจะคาดเดา น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกเสียดายเสียจนแม้แต่เหลียงผิงที่ได้ฟังยังอดรู้สึกเวทนาตามไม่ได้
แต่ว่า... กำลังเสียดายเรื่องอะไรกันล่ะ?
“ใต้เท้า”
เมื่อฟางฟานเห็นชายชราก็เอ่ยทักทายด้วยความเคารพ เหลียงผิงที่อยู่ข้างๆ ถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจ ตาเฒ่าคนนี้เป็นเจ้านายของพี่ฟานจริงๆ ด้วยสิเนี่ย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รีบประสานเสียงเรียกด้วยความนอบน้อมทันที
“ใต้เท้า”
ชายชราไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีเหล่านั้น เขาเอ่ยต่อไปว่า
“คนแก่อย่างข้าสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งพุ่งทะยานมาจากเขตแดนรกร้าง จึงได้สะกดรอยตามมาจนถึงที่นี่”
“เมื่อเห็นมันพุ่งเข้ามาในห้องนี้ ข้าก็เดาได้ทันทีว่าเจ้าคงจะฟื้นแล้ว”
เมื่อชายชรากล่าวจบ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นตัวหอคอยหล่อเลี้ยงวิญญาณบนฝ่ามือของฟางฟาน นัยน์ตาของเขาพลันหดเกร็ง ดูเหมือนว่าสิ่งที่พุ่งทะยานมาก่อนหน้านี้ก็คือตัวหอคอยนี่เอง เมื่อประติดประต่อเรื่องราวเข้ากับฐานหอคอยหล่อเลี้ยงวิญญาณที่อยู่ข้างกายฟางฟานตลอดมา ภายในใจของเขาก็เกิดข้อสันนิษฐานบางอย่างขึ้น
“ไอ้หนู... เจ้าฟื้นช้าไปนะ...”
“ช้าไปหนึ่งเดือนเต็มๆ”
“หากเจ้าฟื้นขึ้นมาเร็วกว่านี้สักหนึ่งเดือน ทุกสิ่งก็คงยังเป็นไปได้”
น้ำเสียงของชายชราเต็มไปด้วยความเจ็บใจและแสนเสียดาย แน่นอนว่าฟางฟานย่อมรู้ดีว่าชายชราเบื้องหน้าหมายถึงเรื่องอันใด เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ‘ศึกชิงทำเนียบราชัน’ ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว
ผู้ที่คว้าสิบอันดับแรกมาครองได้ จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าสู่ ‘ดินแดนลี้ลับจตุรทิศ’
แต่ทว่าในตอนนี้ การแข่งขันคงจะใกล้ปิดฉากลงเต็มที และอีกไม่นานดินแดนลี้ลับจตุรทิศก็จะเปิดออก ตัวเขาในยามนี้ย่อมสูญเสียโอกาสนั้นไปอย่างสิ้นเชิง
“ใต้เท้า...”
“อันที่จริงท่านไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองหรอกครับ บางทีผมอาจจะแค่ไม่มีวาสนามากพอก็เท่านั้น”
“อีกอย่าง การหมดสติไปในครั้งนี้ก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียเสียทีเดียว ผมเองก็สมควรได้หยุดพักและตกตะกอนความคิดสักระยะ จะได้มีเวลาทบทวนอย่างสงบว่าเส้นทางในอนาคตควรจะก้าวเดินไปเช่นไร”
ฟางฟานมองออกถึงความรู้สึกผิดที่ฉายชัดในแววตาของชายชรา เขาอยากจะอธิบายสถานการณ์ที่แท้จริงของตนเองให้กระจ่าง ทว่าความลับเหล่านั้นมีเพียงเขาผู้เดียวที่ล่วงรู้ได้
“แม้จะพลาดโอกาสในครั้งนี้ไป แต่เจ้าจงอย่าได้ยอมแพ้ ด้วยพรสวรรค์อันแข็งแกร่งของเจ้า การจะก้าวขึ้นมาถึงระดับเดียวกับข้าก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
ชายชราเอ่ยปลอบใจ ดินแดนลี้ลับจตุรทิศเป็นเพียงโอกาสหนึ่งเท่านั้น ส่วนจุดหมายปลายทางของชีวิตจะเป็นเช่นไร สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นตัวเขาเองที่กำหนด
เหลียงผิงที่ยืนอยู่ด้านข้างฟังบทสนทนาของทั้งสองคนแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ครั้นจะขอตัวปลีกตัวออกไปก็เกรงใจ จึงได้แต่พยักหน้าเออออไปตามน้ำ
ทว่าลึกๆ แล้ว เขากลับแอบคลางแคลงใจในคำพูดของเจ้านายตรงหน้าอยู่ไม่น้อย
อะไรคือการสะกดรอยตามหอคอยจิ๋วนี้มาตลอดทาง?
ต้องรู้ก่อนนะว่า ความเร็วของหอคอยจิ๋วเมื่อครู่นี้มันพุ่งทะยานจนเสียดสีกับอากาศกลายเป็นประกายไฟได้เลยนะ! ตาเฒ่าผมขาวโพลนอย่างคุณลุงเนี่ย แค่วิ่งธรรมดาก็คงหอบแฮ่กแล้วมั้ง ยังจะมาคุยโวว่าตามมาทันอีก
คงจะบังเอิญเดินผ่านมาใต้ตึกพอดีล่ะสิไม่ว่า!
ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นที่ตาเฒ่าพูดถึง แม้เขาจะไม่รู้ว่าช่วงหนึ่งเดือนมานี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ขอแค่พี่ฟานฟื้นขึ้นมาได้ จะตื่นช้าหรือเร็วไปสักเดือนก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอก
“เอาเถอะ...”
“แค่เจ้าฟื้นขึ้นมาได้ คนแก่อย่างข้าก็หมดห่วงแล้ว”
“อ้อ... และก็...”
ชายชรากล่าวพลางทอดสายตาไปยังหอคอยจิ๋วในมือของฟางฟาน
“หอคอยจิ๋วนี้มีที่มาไม่ธรรมดา มันมีนามว่า ‘หอคอยหล่อเลี้ยงวิญญาณ’ นับตั้งแต่ที่มันถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นทั้งส่วนตัวหอคอยและฐานหลอมรวมอยู่ด้วยกัน ในเมื่อตัวหอคอยนี้ตกมาอยู่ในมือเจ้าได้ ก็แสดงว่าเจ้าคงมีวาสนาผูกพันกับมัน”
“แม้จะพลาดโอกาสครั้งสำคัญนั้นไป แต่การได้รับวาสนาเช่นนี้ก็นับเป็นตัวช่วยอันยิ่งใหญ่สำหรับเจ้า”
“หากเจ้าสามารถผสานมันให้กลับกลายเป็นหอคอยที่สมบูรณ์ได้ โชควาสนาและพลังที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าดินแดนลี้ลับจตุรทิศเลยแม้แต่น้อย”
“เพียงแต่... การจะซ่อมแซมและฟื้นฟูหอคอยหล่อเลี้ยงวิญญาณนั้น ยากเย็นแสนเข็ญจนแทบพลิกฟ้า เจ้าต้องเตรียมใจเอาไว้ให้ดี”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ บางทีนี่อาจจะเป็นการชดเชยจากสวรรค์ที่มอบให้แก่ฟางฟานกระมัง
“ฟางฟาน เมื่อเจ้าจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว จงไปพบข้า มีบางเรื่อง... ที่เจ้าสมควรจะได้รับรู้แล้วล่ะ”
“ครับ ใต้เท้า”
ฟางฟานรับคำเสียงหนักแน่น
หลังจากชายชรากล่าวจบ เขาก็ปรายตามองไปทางเจ้าอ้วนเหลียงผิงที่อยู่ด้านข้าง
“เจ้าหนูอ้วน อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ว่าในใจเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
“หากข้าเอ่ยฐานะที่แท้จริงของตัวเองออกไปล่ะก็... ระวังจะตกใจจนช็อกตายล่ะ”
บางทีอาจเป็นเพราะได้เห็นฟางฟานฟื้นขึ้นมา ความรู้สึกกดดันที่อัดอั้นในใจของชายชรามาเนิ่นนานจึงได้รับการปลดปล่อย เขาถึงได้เอ่ยแหย่เจ้าอ้วนเหลียงผิงออกมาอย่างผิดคาด
ทว่ายังไม่ทันที่เหลียงผิงจะได้อ้าปากพูดอะไร ชายชราก็หันหลังเดินจากไปเสียแล้ว
เป็นการจากไปในรูปแบบที่แสนจะธรรมดา เพียงแค่เปิดประตู แล้วเดินลงบันไดไป
ทว่าบริเวณรอบๆ เขตที่พักอาศัย เหล่ายอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเพื่อคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้ฟางฟาน เมื่อเห็นชายชราผู้นั้นเดินผ่านไป ต่างก็ก้มหัวทำความเคารพอย่างนอบน้อมจนไม่กล้าแม้แต่จะปริปากพูด ต้องรอจนกระทั่งแผ่นหลังของชายชราลับสายตาไป พวกเขาถึงจะกล้าสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เฮือกใหญ่
“พี่ฟาน พวกพี่คุยเรื่องลึกลับอะไรกันเนี่ย!”
“หอคอยหล่อเลี้ยงวิญญาณอะไร?”
“ฟื้นฟูอะไรกัน?”
“นี่พวกพี่กำลังใช้รหัสลับคุยกันอยู่ใช่มั้ย?”
เหลียงผิงรัวคำถามด้วยความงุนงง คำพูดของตาเฒ่าเมื่อครู่นี้ เกือบจะทำให้เขาหลงเชื่อไปแล้วจริงๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่ไหนสักแห่ง
“แต่ว่านะพี่ฟาน ถึงข้าจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องก็เถอะ”
“แต่จากน้ำเสียงของเจ้านายเฒ่าคนนั้น ข้าสัมผัสได้เลยนะว่า... เขาอยากให้พี่สืบทอดตำแหน่งของเขา”
“เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมา พี่ดันเกิดอุบัติเหตุจนหมดสติไป ทำให้ต้องสูญเสียโชควาสนาอะไรสักอย่างไป และทำให้พี่หมดสิทธิ์ที่จะสืบทอดตำแหน่งนั้นต่อจากเขา”
“เจ้านายเฒ่าคนนั้นก็เลยรู้สึกเจ็บใจแล้วก็เสียดายเอามากๆ”
เหลียงผิงพูดด้วยดวงตาเบิกกว้าง เขาเองก็อยากรู้แทบตายว่าตำแหน่งที่ว่านั่น... มันคือตำแหน่งอะไรกันแน่
“จริงดิ?”
“นายพูดเป็นเล่นไปได้?”
ฟางฟานทอดสายตามองแผ่นหลังที่จากไปของชายชรา เมื่อได้ยินคำวิเคราะห์ของเหลียงผิงก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ ชายชราผู้นั้นมีฐานะสูงส่งเพียงใด จะเอาตำแหน่งนั้นมามอบให้เขาได้อย่างไรกัน!
“ฮ่าๆๆๆ นี่แหละที่พี่ฟานไม่เข้าใจ”
“เขาเรียกว่าคนในมืดบอด คนนอกกระจ่างแจ้งไงล่ะพี่”
“จริงสิพี่ฟาน พี่ยังไม่ได้บอกข้าเลยนะว่าเจ้านายเฒ่าคนเมื่อกี้ตกลงแล้วเขามีฐานะเป็นใครกันแน่?”
เหลียงผิงหัวเราะร่วน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ชายชราคนนั้น...”
“คือเจ้าเมืองเจียงไห่... กู่หมิง!!!”
---