บทที่ 285 กักขังเจียงไห่เป็นฟาร์มมนุษย์(ฟรี)
บทที่ 285 กักขังเจียงไห่เป็นฟาร์มมนุษย์(ฟรี)
ท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด หยาดพิรุณโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ภายในเขตที่พักอาศัยซึ่งได้รับการปกป้องด้วยม่านพลังเป็นชั้นๆ การปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่งได้ทำลายความเงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน
เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบานประตู หยาดวารีที่ร่วงหล่นลงมาล้วนถูกพลังปราณโลหิตอันกล้าแกร่งแผดเผาจนระเหยกลายเป็นไอ ไม่อาจทำให้เสื้อผ้าของเขาเปียกปอนได้แม้แต่หยดเดียว
ดวงตาคมกริบเงยขึ้นมองตรงไปยังเบื้องหน้า
“ปัง!”
เสียงเคาะประตูดังก้องกังวาน
ทันทีที่คลื่นเสียงสะท้อนออกไป เจ้าของห้องก็เบิกตากว้างขึ้นฉับพลัน ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน
“เขามาแล้ว...” เสียงพึมพำแผ่วเบาดังลอดริมฝีปาก
ภายในอีกห้องหนึ่ง เรือนร่างของเด็กสาวที่ได้ยินเสียงเคาะประตูสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด แววตาหวาดผวาจดจ้องไปยังทิศทางของต้นเสียง ความหวาดระแวงเริ่มเกาะกินหัวใจ
เสียงผลักประตูดังขึ้น บุรุษที่ยืนอยู่ด้านนอกก้าวเท้าเข้ามาในห้อง วินาทีนั้นทั้งสองก็ได้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง
“ขุนพลพิทักษ์ฟางฟาน”
“ไม่ทราบว่ายามวิกาลเช่นนี้ ท่านมาเยือนถึงที่นี่ด้วยเหตุอันใด?”
แท้จริงแล้ว ผู้ที่มาเยือนมิใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘ฟางฟาน’
และผู้ที่เอ่ยปากถามก็คือ ‘เยว่ชิงหนิง’
“เปรี้ยง!”
อสนีบาตสีครามฟาดฟันลงมา สาดแสงสว่างวาบจนเผยให้เห็นใบหน้าของทั้งสองคนอย่างชัดเจน
“ระหว่างเราสอง คงไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำทักทายจอมปลอมพวกนี้หรอกกระมัง”
“ในเมื่อข้ามาถึงที่นี่ได้ ย่อมหมายความว่าไม่มีผู้ใดสะกดรอยตามมา”
“เพียงแต่ว่าเจ้า...” ฟางฟานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงนัยบางอย่าง สายตาของเขาปรายมองไปยังอีกห้องหนึ่งชั่วขณะ
“เก็บนางไว้ ก็เป็นเพียงเครื่องกำบังชั้นดีเท่านั้น”
“หากท่านไม่พอใจ ข้าจะกำจัดนางทิ้งเสียเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”
เยว่ชิงหนิงมองดูฟางฟานที่อยู่เบื้องหน้า ดูเหมือนนางจะคลายความระแวดระวังลง ร่างบางค่อยๆ ย่างกรายเข้าไปประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนเจือความชื้นรดรินลงบนเส้นผมของชายหนุ่ม
เสื้อผ้าบนเรือนร่างของนางมีเพียงน้อยชิ้น เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบที่ถูกขับเน้นออกมา ทุกท่วงท่าและลีลาล้วนแผ่ซ่านไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวนอย่างถึงแก่น
ทว่าฟางฟานกลับนิ่งเฉยไม่หวั่นไหวต่อภาพตรงหน้า ท่าทีนั้นทำเอาเยว่ชิงหนิงเกิดความเคลือบแคลงใจ ความงดงามของเรือนร่างนี้นางย่อมรู้ดีกว่าใคร ทว่าเขากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย หรือว่าบุรุษผู้นี้จะ ‘ไร้น้ำยา’ ?
ไม่น่าเชื่อเลยว่าภายนอกดูองอาจสง่างาม แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นพวกข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงเสียได้
“ขุนพลพิทักษ์ฟางฟาน ได้ยินมาว่าจนถึงป่านนี้ท่านยังไม่มีสตรีเคียงข้างเลยมิใช่หรือ? เรือนร่างนี้ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยมีชายใดได้แตะต้องมาก่อน หากท่านปรารถนา... ข้ายินดีจะมอบนางให้ท่านนะเจ้าคะ”
“มีเพียงท่วงท่าที่ท่านจินตนาการไม่ถึง แต่ไม่มีลีลาใดที่ข้าปรนนิบัติให้ไม่ได้หรอกนะ...”
ยามนี้ เยว่ชิงหนิงสลัดคราบหญิงสาวผู้หยิ่งยโสทิ้งไปจนสิ้น ราวกับเปลี่ยนเป็นสตรีคณิกาที่กำลังทอดสะพานยั่วยวนบุรุษผู้ผ่านทาง
ทว่าภายในใจของฟางฟานกลับหนักอึ้ง ยามนี้เขาสามารถฟันธงได้เลยว่า เยว่ชิงหนิงถูก ‘มารจิต ’ แย่งชิงร่างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เขากังวลมากที่สุด
เขากำลังใคร่ครวญว่าการแย่งชิงร่างนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด? ก่อนหน้านี้ เหล่าอัจฉริยะแห่งเมืองเจียงไห่ล้วนเดินทางไปฝึกฝนในแดนลับกันหมด ซ้ำยังมีขุนพลพิทักษ์ถึงสองคนคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา
และที่บังเอิญไปกว่านั้นคือ ในช่วงเวลาเดียวกัน เมืองเจียงไห่ได้เผชิญกับการบุกโจมตีของกองทัพเผ่าปีศาจ แต่ ‘ราชันย์ปีศาจ’ กลับมิได้ปรากฏตัวขึ้นเลย
หากการแย่งชิงร่างนี้เกิดขึ้นในแดนลับล่ะก็...
เช่นนั้น...
ผลลัพธ์ที่จะตามมา ฟางฟานแทบไม่อยากจะจินตนาการ เขาได้แต่ภาวนาให้ตนเองคาดเดาผิดไป
“หรือว่าท่านจะชอบเด็กๆ ล่ะ?”
เยว่ชิงหนิงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของชายหนุ่ม ปลายนิ้วเรียวกรีดกรายไปตามโครงหน้าของเขา ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ก็ได้อยู่นะ...”
“น้องสาวของเจ้าของร่างนี้ ก็ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นกัน หากขุนพลพิทักษ์ฟางฟานต้องการ เราทั้งสองก็พร้อมจะปรนนิบัติท่านอย่างสุดความสามารถ...”
“เพล้ง!”
ทันทีที่เยว่ชิงหนิงกล่าวจบ เสียงกระแทกดังสนั่นก็แว่วมาจากอีกห้องหนึ่ง คล้ายมีสิ่งของบางอย่างตกแตก
“อุ๊ยตาย...”
“โดนได้ยินเข้าเสียแล้วสิ”
“แต่ว่า... แบบนี้มันไม่เร้าใจกว่าหรอกหรือ?”
บนใบหน้าอันงดงามราวกับนางฟ้าของเยว่ชิงหนิง พลันปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้าย ปลายลิ้นสีสดแลบเลียริมฝีปากเบาๆ ประกายตาฉายแววอำมหิตซ่อนเร้น
ขณะเดียวกัน ภายในห้อง เยว่รั่วหลิงนอนขดตัวอยู่มุมห้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด หยาดน้ำตาไหลรินอาบหางตา สองมืออุดปากตัวเองไว้แน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไป
ปีศาจร้ายที่อยู่ข้างนอกนั่น... ไม่ใช่พี่สาวของนาง!
เดิมทีในใจของนางก็เริ่มระแคะระคายอยู่บ้าง แต่กลับไม่กล้าคิดให้ลึกซึ้ง เพราะนางมีเพียงพี่สาวเป็นสายเลือดคนสุดท้าย นางไม่กล้าจินตนาการถึงผลลัพธ์อันเลวร้ายนั้น
ทว่าคำพูดเมื่อครู่ได้กระชากนางให้ตื่นจากฝันหวานอย่างโหดร้าย ถึงขั้นจะส่งมอบตัวนางให้ปีศาจอีกตนกระทำย่ำยี หากเป็นพี่สาวของนางจริงๆ ย่อมไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นี้เด็ดขาด
'พี่จ๋า... พี่อยู่ไหน?'
'น้องกลัวเหลือเกิน...'
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟางฟานก็ปรายตามองอย่างเย็นชา
“ท่านราชันย์ปีศาจส่งเจ้ามาเพียงเพื่อเรื่องคาวโลกีย์พรรณนี้น่ะรึ?”
“จงบอกมา แผนการของท่านราชันย์ปีศาจคือสิ่งใดกันแน่?”
“การที่ข้าแอบมาหาเจ้าในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมกระตุ้นความสงสัยของผู้อื่นอยู่แล้ว ข้าไม่มีเวลาว่างมากพอจะมาเล่นสนุกกับเจ้าหรอกนะ”
ท่าทีของฟางฟานฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เยว่ชิงหนิงมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตน
ฟางฟานมันไร้น้ำยาจริงๆ!
เยว่ชิงหนิงหยัดกายลุกขึ้น ทอดสายตามองสายฝนที่ยังคงโปรยปรายอยู่ภายนอก รอยยิ้มแสยะผุดขึ้นที่มุมปาก
“ใกล้จะได้เวลาแล้วล่ะ”
“เวลาอะไร?”
ฟางฟานเอ่ยถามด้วยความฉงน พลันเกิดลางสังหรณ์อันเลวร้ายผุดขึ้นในใจ
“ขุนพลพิทักษ์ฟางฟาน ท่านอยากรู้แผนการของท่านราชันย์ปีศาจมิใช่หรือ?”
“คืนนี้แหละ ท่านจะได้ประจักษ์แก่สายตา”
เยว่ชิงหนิงมิได้กล่าวอย่างโจ่งแจ้ง ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นกลับทำให้หัวใจของฟางฟานหนาวเหน็บ หรือว่าตลอดสี่เดือนที่เขาสลบไสลไป เขาจะพลาดเรื่องสำคัญอันใดไปแล้ว?
“งั้นหรือ?”
“ในเมื่อไม่ยอมบอก ข้าก็คงไม่อาจยื่นมือเข้าไปสอดได้”
“ทว่าหากถึงเวลาแล้วเกิดความผิดพลาดขึ้นมา คนที่จะต้องรับโทษจากท่านราชันย์ปีศาจก็คือเจ้า ไม่ใช่ข้า”
ฟางฟานบิดขี้เกียจคราหนึ่ง ก่อนจะทำท่าเตรียมลุกจากไป เยว่ชิงหนิงไม่คาดคิดว่าเขาจะตัดสินใจเด็ดขาดเยี่ยงนี้ เดิมทีนางกะจะยั่วให้อยากเพื่อเอาคืนที่เขาไม่รู้จักเสพสุขเมื่อครู่เสียหน่อย นางจึงรีบเอ่ยรั้งไว้
“ใต้เท้าฟางฟาน จะรีบร้อนไปไยเล่า”
“ข้ายังไม่ได้บอกสักคำว่าจะไม่บอกท่าน”
“ท่านราชันย์ปีศาจของเรานั้นเปี่ยมล้นด้วยสติปัญญาและวิสัยทัศน์อันกว้างไกล การศึกครานี้... พระองค์ไม่เพียงแต่จะปลิดชีพ ‘กู่หมิง’ เจ้าเมืองผู้นั้น แต่ยังหมายมั่นจะยึดครองเมืองเจียงไห่ทั้งเมืองให้ตกเป็นของเรา”
“ต่อไปเมืองเจียงไห่แห่งนี้ จะกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่ถูกซุกซ่อนไว้ในแดนมนุษย์!”
“เป็นฟาร์มปศุสัตว์ที่คอยผลิต ‘เสบียงโลหิต’ ให้แก่เผ่าปีศาจของเราอย่างไรล่ะ”
“เมื่อถึงยามนั้น พวกเราเหล่ามารจิตจะเข้าควบคุมเจียงไห่ไว้เบ็ดเสร็จ ส่วนพวกมนุษย์หน้าโง่เหล่านั้น ก็จะไม่มีวันล่วงรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับพวกมันบ้าง”
ขณะที่เยว่ชิงหนิงกล่าว รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและแววตาตื่นเต้นก็เผยออกมา ฟางฟานฟังแล้วถึงกับสะท้านไปทั้งบีตหัวใจ ‘หมีราชันย์ตะวันเดือด’ ตนนั้นไม่เพียงแต่จะล้างบางผู้คน แต่มันตั้งใจจะกักขังเมืองเจียงไห่ไว้เป็นฟาร์มมนุษย์!
ก่อนหน้านี้อาจเป็นไปไม่ได้ แต่ตั้งแต่มีมารจิตปรากฏตัวขึ้น ทุกอย่างก็...
“เจ้าล้อข้าเล่นหรืออย่างไร?”
“เมืองเจียงไห่มีผู้ฝึกยุทธ์มากมายก่ายกอง ซ้ำยังมีเจ้าเมืองกู่หมิงคอยประจำการอยู่ หากมันง่ายดายปานนั้น ท่านราชันย์ปีศาจคงตีเมืองแตกไปตั้งนานแล้ว จะมัวรอจนถึงป่านนี้ทำไม?”
“ใต้เท้าฟางฟาน ท่านคิดจริงๆ หรือว่าหลังจากที่พวกเรากลับมาจากแดนลับแล้ว จะเอาแต่นั่งงอมืองอตีนไม่ทำสิ่งใดเลย?”
“แนวป้องกันของเมืองเจียงไห่ถูกพวกเราบ่อนทำลายไปตั้งนานแล้ว และคืนนี้... เราได้ตัดขาดการติดต่อระหว่างเมืองเจียงไห่กับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ขณะนี้กองทัพมหึมาแห่งเผ่าปีศาจได้มาซุ่มซ่อนตัวอยู่รอบนอกเมืองเจียงไห่เป็นที่เรียบร้อย”
“ที่สำคัญ... ในบรรดาขุนพลพิทักษ์ทั้งสิบสองคนของเมืองเจียงไห่ มีถึงห้าคนที่แปรพักตร์มาเป็นคนของเราแล้ว”
“มีเพียงกู่หมิงตัวคนเดียว ท่านคิดว่าเขาจะยังมีปัญญาพลิกกระดานนี้ได้อีกหรือ?”
ในที่สุดฟางฟานก็ล่วงรู้ถึงแผนการอันชั่วร้ายที่เผ่าปีศาจซ่อนเร้นเอาไว้ เขายืนขึ้นด้วยหัวใจที่ไม่อาจสลัดความตื่นตระหนกและหวาดผวาออกไปได้
แม้ขณะนี้จะยังไม่มีสิ่งใดปะทุขึ้น แต่เขารู้ดีว่า...
พายุลูกใหญ่ได้คืบคลานมาถึงแล้ว!