บทที่ 310 สะสางเรื่องราว ฟางฟานออกเดินทาง (2)(ฟรี)
บทที่ 310 สะสางเรื่องราว ฟางฟานออกเดินทาง (2)(ฟรี)
"ท่านย่าฉิน พวกเราไปกันเถอะ"
ภายในแววตาของฟางฟานทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
"สะสางเรียบร้อยแล้วงั้นรึ?"
ฉินซวงเอ่ยถามโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมอง
"ไม่มีอันใดให้ต้องจัดการหรอกขอรับ"
"ยามนี้พลังฝีมือของข้าไม่อาจสร้างประโยชน์ใดให้แก่เมืองเจียงไห่ได้อีกแล้ว ข้าจะอยู่หรือไปจากเมืองเจียงไห่ก็คงมีค่าไม่ต่างกัน"
ฉินซวงเงยหน้าขึ้น เบื้องหลังตำแหน่งเจ้าเมืองเจียงไห่อันสูงส่ง บุรุษเบื้องหน้าก็นับเป็นเพียงชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบปีเท่านั้น ทว่าเขากลับต้องพานพบกับมรสุมชีวิตที่พลิกผันอย่างรุนแรงเกินกว่าที่ปุถุชนคนธรรมดาจะเคยพานพบ
และตำแหน่งเจ้าเมืองเจียงไห่นี้ ก็คือสิ่งสุดท้ายที่ 'กู่หมิง' ทิ้งไว้ให้แก่ชายหนุ่มผู้นี้
"วางใจเถอะ ตราบใดที่มีข้าอยู่ ตำแหน่งเจ้าเมืองเจียงไห่ของเจ้า... จะไม่มีผู้ใดหน้าไหนแย่งชิงไปได้ทั้งนั้น!"
ฉินซวงค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น ฟางฟานรู้ดีว่าท่านย่าฉินเบื้องหน้ากำลังเข้าใจความหมายของเขาผิดไป ทว่าเขาก็มิได้เอ่ยคัดค้านอันใด ในเมื่อยามนี้ขุมพลังของเขาสูญสิ้นไปแล้ว เช่นนั้นก็จงเร้นกายอยู่เบื้องหลังอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเถิด การซุ่มซ่อนบ่มเพาะพลังอย่างเงียบเชียบต่างหากล่ะ... ถึงจะเป็นหนทางแห่งราชันที่แท้จริง!
"ยอดฝีมือขอบเขตเทพสงครามสองคนนั้น เจ้าจะไม่พาไปด้วยจริงๆ หรือ?"
"นั่นคือขุมกำลังที่ท่านปู่ของเจ้าทิ้งไว้ให้เชียวนะ?"
"หากรั้งตัวพวกเขาไว้ข้างกาย ความปลอดภัยของเจ้าก็จะมีหลักประกันที่แน่นหนาขึ้นมิใช่น้อย"
ฉินซวงจ้องมองฟางฟานเขม็ง นางล่วงรู้ถึงชาติกำเนิดของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าแล้ว และอดมิได้ที่จะตื่นตะลึงเมื่อทราบว่าเขาคือสายเลือดทายาทของ 'ท่านผู้นั้น' ยิ่งไปกว่านั้น นางยังตระหนกที่แม้อีกฝ่ายจะสิ้นชีพไปนานนับหลายสิบปี ทว่ากลับยังคงหลงเหลือขุมพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้... ถึงขั้นมียอดฝีมือขอบเขตเทพสงครามที่ยินยอมสละชีพเพื่อเขารับใช้!
แต่นางย่อมประหลาดใจยิ่งกว่า เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้ากลับเลือกที่จะไม่นำขุมกำลังนี้ติดตัวไปด้วย
หรือว่าเขายังมีไพ่ตายอื่นซุกซ่อนอยู่อีก?
แน่นอน... ย่อมเป็นไปไม่ได้
"ท่านย่าฉินขอรับ เมืองเจียงไห่แห่งนี้ต้องการตัวยอดฝีมือเทพสงครามทั้งสองท่านนั้นมากกว่าข้า"
"อีกอย่าง... ข้ายังมีท่านอยู่เคียงข้างทั้งคนมิใช่หรือ"
ฟางฟานเผยรอยยิ้มบาง ดูเหมือนเขาจะมีความเชื่อมั่นในตัวฉินซวงอย่างเปี่ยมล้น ว่าหากตนต้องเผชิญกับภยันตรายใดๆ นางจะต้องปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้เขาได้อย่างแน่นอน
"เจ้านี่ช่างมองการณ์ไกลทะลุปรุโปร่งเสียจริง"
"วางใจเถิด ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางปล่อยให้ท่านเจ้าเมืองเจียงไห่อย่างเจ้าต้องได้รับอันตรายแม้แต่ปลายเส้นผม"
"พรุ่งนี้... พวกเราจะออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมืองมังกร!"
"พรุ่งนี้หรือ?"
ฟางฟานชะงักไปครู่หนึ่ง เหตุใดจึงต้องเป็นวันพรุ่งนี้? ในเมื่อเขาตระเตรียมทุกสิ่งจนเสร็จสิ้น และพร้อมที่จะออกเดินทางได้ในทันที ทว่าการที่ท่านย่าฉินเลือกกำหนดการเป็นวันพรุ่งนี้ ย่อมหมายความว่านางกำลัง 'รอคอย' ใครบางคนอยู่
และคนที่รอก็ไม่ใช่เขา
หากแต่ต้องเป็นยอดฝีมือจากเบื้องบนของเผ่ามนุษย์!
คนผู้นั้นจะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้ หากเป็นภารกิจเร่งด่วนอื่น คงไม่ใช่วิสัยที่จะมาถึงแล้วจากไปในทันที...
เช่นนั้นก็เหลือเพียงเหตุผลเดียว คือมาเพื่อคุ้มกันเขา!
เพียงชั่วพริบตา ฟางฟานก็คาดเดาปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"ท่านย่าฉิน ท่านไม่มั่นใจที่จะคุ้มกันข้าเพียงลำพังงั้นหรือขอรับ?"
"ท่านเป็นถึงยอดฝีมือที่อยู่เหนือขอบเขตเทพสงคราม เป็นถึงตัวตนระดับเหนือสามัญเชียวนะ!"
"หรือว่า... ท่านกำลังกังวลว่าจะมีเผ่าปีศาจดักลอบสังหารข้ากลางทาง?"
ฟางฟานเอ่ยถามด้วยความกังวลใจเล็กน้อย ตัวเขาในยามนี้คงมิใช่ว่าก้าวเท้ายังไม่พ้นประตูเมืองเจียงไห่ ก็ถูกลอบสังหารจนดับดิ้นไปแล้วหรอกนะ! สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ ไม่พร้อมรับแรงกระแทกใดๆ ทั้งสิ้น
ทางด้านฉินซวง นางไม่คาดคิดเลยว่าฟางฟานจะสามารถอนุมานเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ จากคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของนาง สมแล้วที่เป็นถึงบุคคลที่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าเมืองเจียงไห่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ช่างเป็นคนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมว่องไว ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
"เจ้านี่คาดเดาได้อย่างแม่นยำเสียจริง ข้าล่ะสงสัยนัก ทั้งที่ข้ายังมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปแม้แต่ครึ่งคำเลยนะ?"
ฉินซวงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม นางอยากรู้เหลือเกินว่าฟางฟานจับสังเกตจากจุดใด ทั้งที่นางมั่นใจว่าตนมิได้เผลอหลุดปากสิ่งใดออกไปเลยแท้ๆ
"เอ่อ..."
ฉินซวงสังเกตเห็นท่าทีลำบากใจของชายหนุ่ม "หากเจ้าไม่อยากตอบก็ช่างเถิด ข้าจะไม่บีบบังคับ"
"มิได้ลำบากใจอันใดหรอกขอรับ"
ฟางฟานยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ
"ความจริงแล้ว ท่านย่าฉินอาจจะไม่ทราบ ว่าข่าวสารที่ถูกส่งมาจากเบื้องบนนั้น จำเป็นต้องผ่านจวนเจ้าเมืองก่อน จึงจะส่งถึงมือท่านได้"
"และช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน ที่ข้าดันดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองอยู่พอดี ข้อมูลข่าวสารบางอย่างจึงต้องผ่านตาข้าก่อน"
"ข้าก็แค่... บังเอิญไปเห็นเข้าเท่านั้นเอง"
"ท่านย่าฉิน ท่านต้องเชื่อข้านะ ข้าแค่บังเอิญไปเห็นจริงๆ"
ฟางฟานรูดซิปปากเงียบสนิท ปิดบังความจริงเรื่องที่แอบลักลอบดูจดหมายเมื่อครู่จนมิดชิด และยืนกรานคำเดิมว่าตนเพียงแค่ 'บังเอิญ' ไปเห็นเข้าเท่านั้น
"เจ้าเด็กแสบนี่..."
ฉินซวงไม่เพียงไม่โกรธเคือง ทว่ากลับหัวเราะร่วนออกมา นางลืมไปเสียสนิทว่ายังมีขั้นตอนเช่นนี้อยู่
"เอาล่ะ มันก็มิใช่ความลับสวรรค์อันใดหรอก"
"เพียงแต่ความปลอดภัยของเจ้านั้นมีความสำคัญยิ่งยวดนัก เบื้องบนจึงต้องส่งคนมาเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันก็เท่านั้น"
"วางใจเถิด จะต้องไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน"
ฉินซวงเอ่ยเพียงเท่านั้นและมิได้กล่าวสิ่งใดสืบต่อ ส่วนฟางฟานเองก็รู้สัจธรรมดีว่า สิ่งใดที่นางไม่อยากเอ่ย เขาก็มิควรละลาบละล้วงซักไซ้ เขาจึงเดินออกจากห้องไปอย่างรู้ความ
ทว่าทันทีที่แผ่นหลังของฟางฟานลับสายตาไป ร่องรอยของความกังวลระคนหมองหม่นกลับพาดผ่านใบหน้าของฉินซวง แม้จะเป็นเพียงชั่วแวบเดียวก็ตามที
ดูเหมือนว่า... สถานการณ์บางอย่าง จะมิได้เรียบง่ายดั่งที่นางเพิ่งกล่าวออกไปเสียแล้ว
......
"บุคคลระดับสูงคนที่สองกำลังจะเดินทางมา... แถมยังมาเพื่อตัวข้าอีก"
"ดูท่า... เส้นทางมุ่งสู่เมืองมังกรในครานี้ คงมิใช่หนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียแล้ว!"
ฟางฟานทอดถอนใจออกมาเบาๆ อย่างไรเสีย คนที่ถูกส่งตัวมาจากเบื้องบนย่อมต้องมีระดับพลังฝีมือที่ไม่ธรรมดา ดีไม่ดีอาจจะอยู่ในระดับขอบเขตเดียวกับท่านย่าฉินเลยด้วยซ้ำ
ยามนี้มหายุคทองคำได้จุติลงมาแล้ว สงครามการต่อสู้ทวีความดุเดือดเลือดพล่านมากยิ่งขึ้น ระดับการบ่มเพาะของยอดฝีมือบางคนทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวตนระดับเหนือสามัญเริ่มผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดหลังฝนโปรย
จากข้อมูลลับที่เขาได้ลอบอ่าน ในรอยแยกมิติแห่งนั้น... ถึงขั้นมีร่องรอยของอสูรปีศาจระดับแปดปรากฏตัวขึ้น!
บัดซบเอ๊ย! หากนำมาเทียบเคียงกับระดับพลังของเผ่ามนุษย์แล้วล่ะก็ นั่นมันคือขอบเขตพลังที่อยู่เหนือกว่าระดับเหนือสามัญเสียอีก!
ตัวเขายามนี้เป็นเพียงแค่มหาปรมาจารย์ตัวจ้อย ถึงกับต้องใช้ตัวตนระดับเหนือสามัญถึงสองคนมาคอยคุ้มกันเลยเชียวหรือ?
นี่มิใช่ข่าวดีเลยสักนิด การที่ฝั่งของเขาต้องตระเตรียมขุมกำลังที่แข็งแกร่งมากเพียงใด นั่นย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ภยันตรายที่รอคอยพวกเขาสถานข้างหน้านั้น... จะต้องเลวร้ายและดุเดือดขึ้นเป็นเงาตามตัว!
ท่ามกลางบรรดายอดมนุษย์ผู้แข็งแกร่ง ตัวตนระดับเหนือสามัญนั้นถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่ล้ำค่ายิ่งนัก เทียบเท่าได้กับระดับทูตพิทักษ์เลยทีเดียว ทุกคนล้วนมีหน้าที่รักษาสถานที่สำคัญชนิดที่ขาดใครไปไม่ได้ หากมีการโยกย้ายใครสักคนมา ย่อมต้องส่งผลให้พื้นที่ที่ถูกละทิ้งนั้นตกอยู่ในความเสี่ยง
ด้วยเหตุนี้ เบื้องบนของเผ่ามนุษย์ย่อมไม่มีทางกระทำการบุ่มบ่ามเช่นนี้เป็นแน่... เว้นเสียแต่ว่า จะมีเบาะแสหรือความเคลื่อนไหวบางอย่างที่อันตรายถึงขีดสุด!
"ดูท่า... ชีวิตนับจากนี้คงไม่สุขสบายเสียแล้ว..."
"มหาปรมาจารย์อย่างข้า หากศัตรูคิดจะบดขยี้ให้แหลกคามือ ก็คงง่ายดายดั่งบี้มดกระมัง"
ฟางฟานส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินกลับไปยังจวนเจ้าเมืองอย่างเนิบนาบ อันที่จริงแล้ว... เขาไม่อยากจะลงมือกระทำการ 'บางอย่าง' เลยจริงๆ เพราะมันอาจเสี่ยงต่อการถูกเปิดโปง ทว่าเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเองเอาไว้ ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมเป็นยอดดี
ค่อนคืนล่วงผ่าน ภายในห้องลับแห่งหนึ่งของสำนักยุทธ์วายุอัคคี ร่างของชายผู้หนึ่งที่มีสภาพอิดโรยและเหนื่อยล้า กำลังกวาดสายตามองข้าวของที่กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่รอบกายด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ... มันจะหายากหาเย็นอันใดถึงเพียงนี้?!
และชายผู้นั้นก็มิใช่ใครอื่น เขาคือ 'ฟางฟาน' นั่นเอง
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ฟางฟานแอบลักลอบกลับมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด
การค้นหาสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่าพานทำให้เขาเริ่มรู้สึกท้อแท้กับชีวิต หากค่ำคืนนี้เขายังคงหามันไม่พบ... เช่นนั้นเขาก็คงจำใจต้องฝากชีวิตน้อยๆ นี้เอาไว้ในกำมือของผู้อื่นจริงๆ แล้วกระมัง
เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานเท่าใดมิอาจทราบได้ ทันใดนั้น สัมผัสถึงพลังเวทและกลิ่นอายที่แปลกแยกก็แผ่ซ่านออกมา
สัมผัสประหลาดดังกล่าวส่งผลให้แววตาของฟางฟานทอประกายวาบขึ้น
เขารู้ได้ในทันที... ว่าในที่สุดตนเองก็หามันจนพบ! หากยังค้นหาไม่พบอีกเพียงชั่วน้ำเดือด เขาคงต้องถอดใจยอมแพ้เสียแล้วจริงๆ
ฟางฟานก้าวเท้าเดินออกจากห้องลับด้วยหัวใจที่ลิงโลด บุคคลลึกลับที่เร้นกายรอคอยอยู่ก่อนแล้วได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับรับเอาสิ่งของที่ฟางฟานส่งมอบให้เอาไว้ในอ้อมอกโดยมิได้ปริปากเอ่ยสิ่งใดแม้แต่ครึ่งคำ ก่อนจะเร้นกายออกจากสำนักยุทธ์วายุอัคคีไปอย่างรวดเร็ว
อาศัยจังหวะยามวิกาลที่ไร้ผู้คนสังเกตเห็น ทะยานร่างหลบหนีออกจากเมืองเจียงไห่ มุ่งหน้าลึกเข้าไปในดินแดนรกร้างอย่างเงียบเชียบ
กระทั่งลัดเลาะเข้าไปจนถึงส่วนลึกของดินแดนรกร้าง อันเป็นบริเวณที่มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรือจับสังเกตได้ ร่างลึกลับนั้นจึงค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง เขาบรรจงวางสิ่งของที่กอดเอาไว้แนบอกลงบนพื้นโดยปราศจากคำพูดใด ไร้ซึ่งความสงสัยใคร่รู้ และมิได้เปิดดูเลยแม้แต่น้อยว่าแท้จริงแล้วสิ่งนั้นคืออะไร... เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เขาก็หมุนกายพลิก้วหวนคืนสู่เมืองเจียงไห่ในทันที
ม่านราตรียังมิอาจคลายตัว ทว่าจู่ๆ ลึกเข้าไปในดินแดนรกร้างกลับบังเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเลื่อนลั่น! ทางด้านฉินซวงที่กำลังหลับตาพักผ่อนเก็บตัวบ่มเพาะพลังอยู่ภายในจวนเจ้าเมืองพลันสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันวิปริตนี้ นางลืมตาขึ้นทันควัน ก่อนจะตวัดสายตามองฝ่าความมืดไปยังทิศทางที่เป็นต้นกำเนิดของแรงสั่นสะเทือน
"หรือว่ารอยแยกมิติแห่งนั้นจะเกิดเรื่องขัดข้องขึ้นเสียแล้ว?"
"ไม่ได้การ! ก่อนที่จะออกเดินทาง... ข้าจำต้องกวาดล้างเสี้ยนหนามนี้ให้สิ้นซากเสียก่อน!"
---