บทที่ 320 คุณปู่คะ พวกมันมาแล้ว....(ฟรี)

บทที่ 320 คุณปู่คะ พวกมันมาแล้ว....(ฟรี)



"เพียะ!"

"พ่อ! พ่อตบหัวผมอีกทำไมเนี่ย!"

ต่งเล่ออู่ลูบศีรษะป้อยๆ พลางมองบิดาของตน คราวนี้เขายังไม่ได้ปริปากพูดอะไรสักคำ แต่ไฉนถึงโดนตบเข้าให้อีกฉาดเล่า

"ดูชาวบ้านชาวช่องเขาบ้างสิ!"

"ข้าส่งเสียให้เอ็งร่ำเรียนมาตั้งหลายปี อะไรๆ ก็เจริญเติบโตดีเว้นแต่สมอง! เวลากระทบไหล่กับปัญหา หัดใช้หัวคิดให้มันเยอะๆ หน่อย!"

ต่งปินมองบุตรชายของตนอย่างทอดถอนใจ หากไม่นำไปเปรียบเทียบก็คงไม่เจ็บปวด ทว่าไฉนบุตรชายคนนี้ถึงได้ถอดแบบความซื่อบื้อของเขาในวัยหนุ่มมาไม่มีผิดเพี้ยน...

ช่างเป็นเจ้าทึ่มเสียจริง!

"เรียนไม่เก่งก็ใช่ว่าจะมาโทษผมได้นี่นา..."

"ถ้าไม่ไหวจริงๆ อย่างมากพ่อก็แค่ปั้นลูกคนใหม่ขึ้นมาแทนแล้วกัน"

ต่งเล่ออู่ไม่กล้าโต้เถียงหรือแสดงความขุ่นเคือง ได้แต่ลอบบ่นอุบอิบอยู่ในลำคอ

"เมื่อกี้เอ็งว่าไงนะ!"

"คันผิวหนังอยากโดนเตะอีกหรือไง!"

"ปะ...เปล่าครับ ไม่มีอะไร"

ต่งเล่ออู่ไหนเลยจะกล้าทวนคำพูดประโยคเมื่อครู่ ทว่าฟางฟานที่นั่งอยู่ด้านข้างกลับได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน มุมปากของเขาเผลอประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ช่างเป็น ‘ลูกยอดกตัญญู’ เสียจริง!

ท่าทีของฟางฟานล้วนตกอยู่ในสายตาของต่งปิน ทำให้เขาเริ่มคาดเดาถึงฐานะที่แท้จริงของชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว

กล้าเดินทางลำพัง ซ้ำร้ายเมื่อเผชิญหน้ากับการลอบโจมตีจากยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ กลับไม่มีร่องรอยแห่งความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างเยือกเย็น

ชายหนุ่มผู้นี้จะต้องเป็นทายาทจากขุมอำนาจหรือตระกูลใหญ่โตเป็นแน่แท้

เบื้องหลังของเขาจะต้องมีขุมกำลังคอยพิทักษ์คุ้มครองความปลอดภัยอยู่อย่างลับๆ ประสบการณ์การเอาชีวิตรอดในดินแดนรกร้างนานนับสิบปีไม่ได้สูญเปล่า ต่งปินมั่นใจในสายตาอันเฉียบแหลมของตนเอง

"เอ็งก็เลิกหัวเราะได้แล้ว"

"ลูกเอ๋ย ตั้งแต่นี้ต่อไป คุณอาฟางผู้นี้ก็คือท่านอาจารย์ของเอ็ง"

"แม้ตอนนี้เราจะอยู่บนรถ แต่นั่นก็ไม่อาจขัดขวางพิธีการกราบไหว้ฝากตัวเป็นศิษย์ได้ ตอนนี้จงรีบโขกศีรษะให้คุณอาฟางเดี๋ยวนี้!"

"น้องฟาง นับแต่นี้ไปพวกเราถือเป็นคนกันเองแล้วนะ ลูกชายของข้าอาจจะหัวทึบไปสักหน่อย ทว่าผิวหนังหยาบหนาและทนทานนัก หากมีสิ่งใดไม่เข้าตา เจ้าสามารถเคี่ยวเข็ญสั่งสอนมันได้อย่างเต็มกำลัง!"

"ไอ้ลูกหมา มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบคุกเข่าลงกราบท่านอาจารย์สิวะ!"

วาจาของต่งปินพรั่งพรูออกมารวดเร็วดุจสายน้ำจนชวนให้ผู้คนต้องเบิกตาโพลง เมื่อเห็นบุตรชายยังคงยืนนิ่งอึ้ง เขาก็กระวนกระวายใจราวกับมดบนกระทะร้อน แทบอยากจะพุ่งเข้าไปกราบฝากตัวเป็นศิษย์แทนบุตรชายเสียเอง โอกาสทองเช่นนี้ หากปล่อยหลุดมือไปแล้วย่อมไม่อาจหวนกลับมาได้อีก!

สำหรับชนชั้นผู้ยากไร้เช่นพวกเขา เมื่อวาสนามาเยือนถึงหน้าประตูย่อมต้องไขว่คว้าเอาไว้ให้มั่น

จากการสนทนากันตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงอุปนิสัยใจคอของชายหนุ่มนามว่าฟางฟานผู้นี้ได้... เด็กหนุ่มคนนี้คือคนดี!

ถ้อยคำที่ดูเรียบง่าย ทว่ากลับกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ชีวิตนับสิบปีของต่งปิน เมื่อผนวกเข้ากับความโดดเด่นของฟางฟานที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานที่ว่าฐานะของชายหนุ่มผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา จึงเป็นที่มาของฉากเหตุการณ์ในพริบตาต่อมา

"หา?"

ต่งเล่ออู่ถึงกับงงงวย วินาทีก่อนยังก่นด่าเรื่องการเรียนของเขาอยู่หม็บๆ ไฉนตอนนี้กลับบังคับให้กราบฝากตัวเป็นศิษย์เสียแล้ว จะปุบปับเกินไปหน่อยหรือไม่?

จะให้เขากราบพี่ฟางตรงหน้าเป็นอาจารย์เนี่ยนะ พ่อคงไม่ได้กำลังล้อเล่นอยู่หรอกใช่ไหม

ทว่าเมื่อเห็นแววตาอันจริงจังของบิดา เขาก็สลัดความลังเลทิ้งไปในทันที สองเข่าทรุดกระแทกพื้น พร้อมก้มกราบลงเบื้องหน้าฟางฟาน

"ท่านอาจารย์อยู่เบื้องบน โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วย"

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงหน้าผากกระแทกพื้นดังก้องขึ้นสามคราติด

ทว่าฟางฟานกลับพลิ้วกายหลบการโขกศีรษะของต่งเล่ออู่ได้อย่างฉับไวดุจวานร เขามองสองพ่อลูกตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ทั้งขบขันและระอาใจ คิดว่าเขาเป็นตังเมหวานรสเลิศหรืออย่างไร ถึงได้มีแต่คนอยากจะพุ่งเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์เช่นนี้?

หากใครต่อใครนึกอยากจะกราบเขาเป็นอาจารย์ก็ทำได้ตามใจชอบ แล้วเขาจะต้องรับทุกคนเป็นศิษย์เลยอย่างนั้นหรือ?

"รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะโกรธจริงๆ แล้วนะ"

"คิดว่าข้าเป็นคนไร้อารมณ์ความรู้สึกหรืออย่างไร?"

ฟางฟานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ทางด้านต่งปินราวกับคาดการณ์ปฏิกิริยาของฟางฟานเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว เขาล้วงศิลาสีแดงฉานประดุจโลหิตที่ห้อยอยู่บนหน้าอกของต่งเล่ออู่ออกมา ก่อนจะลอบส่งมอบมันให้แก่ชายหนุ่มอย่างลับๆ

"น้องฟาง ข้ามันเป็นเพียงคนหยาบกระด้าง ทราบดีว่าการกระทำเมื่อครู่นั้นไม่เหมาะสม"

"ข้าขออภัย เป็นข้าเองที่ผิดพลาดไป"

"ข้ารู้ดีว่าลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของข้าคนนี้คงไม่อาจเข้าตาเจ้า และข้าก็ทราบดีว่าเบื้องหลังของเจ้าย่อมไม่ธรรมดา ศัตรูคนที่สองที่เร้นกายอยู่ในเงามืดนั่นอาจเตรียมลงมือได้ทุกเมื่อ"

"ข้าเพียงมุ่งหวังให้เจ้าเห็นแก่การโขกศีรษะทั้งสามคราของบุตรชายข้า หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ขอความกรุณาช่วยปกป้องเขาด้วย"

"เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจชีวิตของข้า ขอเพียงในห้วงยามเป็นตาย ช่วยรักษาชีวิตบุตรชายของข้าเอาไว้สักครั้งก็เพียงพอแล้ว"

แท้จริงแล้ว นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของต่งปิน หาใช่การฝากฝังบุตรชายให้เป็นศิษย์ แต่กลับเป็นการวิงวอนให้ฟางฟานช่วยคุ้มครองต่งเล่ออู่ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของมือสังหารคนที่สองที่กำลังจะลงมือต่างหาก

นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผู้เป็นบิดาจะสามารถทำให้แก่บุตรชายสุดที่รักได้

เขาไม่รู้ว่าอำนาจเบื้องหลังของฟางฟานจะยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเพียงใด ทว่าเขาได้แต่หวังว่ามันจะทรงพลังพอที่จะสยบวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้ หวังเพียงผู้พิทักษ์ที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังฟางฟานจะยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือบุตรชายของตนสักครา

เพื่อการนี้ เขาถึงกับยอมนำศิลาลี้ลับที่ได้ครอบครองมาเนิ่นนานออกมา

มันคือวัตถุที่มีเอกลักษณ์อันแสนพิศวง ทว่าพิศวงเช่นไรตัวเขาเองก็ไม่อาจหาคำตอบได้ ตลอดช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาเคยพานพบของสิ่งนี้เพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น มิเช่นนั้นเขาคงไม่มอบมันให้บุตรชายพกติดตัวไว้ตลอดกาล

"เหตุใดเจ้าถึงมั่นใจนักเล่า ว่าจะมีศัตรูคนที่สองซุ่มซ่อนอยู่?"

"ข้าเป็นเพียงมนุษย์เดินดินธรรมดา ไฉนเจ้าถึงได้มอบความไว้วางใจให้ข้าถึงเพียงนี้?"

"ไม่กลัวหรือว่าเมื่อถึงเวลาคับขัน ข้าจะรับของไปแล้วกลับเพิกเฉยไม่ยอมออกแรงช่วย?"

ฟางฟานไม่ได้ยื่นมือออกไปรับศิลาสีชาดก้อนนั้น ทว่าเขากลับเอ่ยถามกลับด้วยความสนใจใคร่รู้ หากกล่าวตามความสัตย์ เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของต่งปินจะเป็นเช่นนี้...

อีกฝ่ายสามารถตบตาเขาได้อย่างแนบเนียนจริงๆ

การกระทำดังกล่าวชวนให้เขาหวนนึกถึงบิดาของตนเอง ในวัยเยาว์ ตัวเขาเองก็เคยกบดานหลบภัยอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังอันอบอุ่นของบิดาเช่นเดียวกัน

ต่งปินมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ เขาเชื่อมั่นในสายตาของตนเอง หากปราศจากความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณ ป่านนี้ร่างของเขาคงกลายเป็นเศษซากธุลีดินในดินแดนรกร้างไปนานแล้ว

"ตกลง... หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ ข้าจะยอมยื่นมือเข้าช่วยสักครั้ง"

ฟางฟานรับศิลาสีโลหิตมาไว้ในฝ่ามือ สัมผัสอันคุ้นเคยพลันแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ นึกไม่ถึงเลยว่าของสิ่งนี้คือ ‘ผลึกโลหิต’ ชนิดเดียวกับที่เคยปรากฏในทะเลเลือดมาก่อน!

วัตถุล้ำค่าเช่นนี้ กลับมีชิ้นที่สองปรากฏขึ้นบนโลก!

แท้จริงแล้ว ภายในตัวของฟางฟานก็ครอบครองผลึกโลหิตอยู่อีกหนึ่งก้อน เมื่อนับรวมกับก้อนนี้แล้ว เท่ากับว่าตอนนี้มีผลึกโลหิตตกอยู่ในมือของเขาถึงสองก้อน...

หรือว่าหากรวบรวมครบเจ็ดก้อนแล้ว จะสามารถอัญเชิญเทพเจ้ามังกรออกมาได้กันนะ?

ต่งเล่ออู่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น เขากัดฟันแน่นฝืนข่มกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ไม่ให้รินไหล เขาทราบดีถึงจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่ที่บิดากระทำลงไป ทั้งหมดก็เพื่อเบิกทางปูเสื่อให้เขามีชีวิตรอดต่อไป

เด็กหนุ่มที่เติบโตมาท่ามกลางความแร้นแค้นย่อมมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่โตเกินวัย เขารู้ดีว่าสิ่งใดก็ตามที่บิดาของตนตัดสินใจลงไปแล้ว ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก

"เอาล่ะ ไม่ต้องร้องไห้หรอก"

"พ่อก็แค่เตรียมการป้องกันเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดก็เท่านั้น มันเป็นเพียงความเป็นไปได้ บางทีอาจจะไม่มีเรื่องเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้"

ต่งปินมองบุตรชายพร้อมกับกล่าวปลอบโยน ลึกๆ ในใจเขาก็ภาวนาให้มันเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานอันเหลวไหล เพราะภรรยาและบุตรสาวที่รักยิ่งยังคงรอคอยการกลับไปของเขาอยู่ที่บ้าน

"เอี๊ยดดด......!"

ฉับพลันนั้น เสียงเบรกอย่างรุนแรงก็ดังกึกก้อง ความเร็วของขบวนรถหุ้มเกราะลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ภายใต้แรงเฉื่อยอันมหาศาลนี้ ส่งผลให้ผู้โดยสารทั้งขบวนถึงกับเสียหลักล้มกลิ้งระเนระนาด ฝุ่นควันตลบอบอวลฟุ้งกระจายไปทั่วสารทิศ

ทว่าท่ามกลางความโกลาหล กลับมีเพียงบุคคลเดียวที่ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ได้อย่างมั่นคงประดุจขุนเขา ราวกับว่าร่างของเขาถูกตรึงเอาไว้ด้วยสลักเหล็กกล้า ฟางฟานนั่นเอง!

เมื่อต่งปินได้เห็นภาพสภาวะอันแข็งแกร่งเช่นนี้ เขาก็ยิ่งมั่นใจในการตัดสินใจของตนเองมากยิ่งขึ้น

"บัดซบเอ๊ย! ยังมีอยู่อีกคน!"

สมาชิกหน่วยคุ้มกันเบิกตากว้างมองเงาร่างของบุคคลที่ปรากฏตัวขวางอยู่หน้าขบวน กลิ่นอายพลังปราณอันแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านออกมาบีบบังคับให้พวกเขาต้องหยุดรถฉุกเฉิน หากดึงดันพุ่งชนต่อไป ขบวนรถคันนี้ย่อมไม่อาจต้านทานการทำลายล้างของบุคคลผู้นั้นได้อย่างแน่นอน

"ตามข้ามา!"

รองหัวหน้าหน่วยมีใบหน้าดำทะมึน สองมือกระชับอาวุธประจำกายเอาไว้แน่น นัยน์ตาสาดประกายดุดันจ้องเขม็งไปยังศัตรูคนที่สอง เหล่าสมาชิกที่เหลือต่างกระโจนตามลงไปตั้งกำแพงมนุษย์พิทักษ์ขบวนรถเอาไว้เบื้องหลังอย่างพร้อมเพรียง

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้ปลุกให้ ‘เสี่ยวโหรวเอ๋อร์’ ที่กำลังหลับใหลอยู่ภายในตู้โดยสารพิเศษสะดุ้งตื่นขึ้นมา

ในวินาทีที่ลืมตาตื่น สัญชาตญาณบางอย่างในเบื้องลึกของจิตใจพลันส่งสัมผัสเตือนภัย ภาพความทรงจำอันแสนสยดสยองก่อนหน้านี้หวนกลับมาปรากฏในหัวอีกครา

"คุณปู่คะ พวกมันมาแล้ว......"

น้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวากระซิบดังขึ้นข้างหูของซุนเจียน ชวนให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเวทนาและปวดร้าวใจเป็นอย่างยิ่ง



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 320 คุณปู่คะ พวกมันมาแล้ว....(ฟรี)

ตอนถัดไป