ความเข้าใจผิดที่งดงาม
ก็ถึงเธอจะเป็นเสิ่นเสวี่ยจริง ๆ มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยนะ!!
แค่ฉันไม่เต้นแล้วกลับมานั่งพัก มันผิดตรงไหน?
อยู่ดี ๆ ค่าความสนิทติดลบไปตั้ง 40 หมายความว่ายังไงกัน ฉันต้องเต้นกับเธอเท่านั้นเหรอ ถ้าไม่เต้นก็เป็นศัตรูไปเลย
แบบนี้มันไม่ใช่แค่แปลกแล้ว มันบ้าเต็มขั้นต่างหาก!
หยางฟานหมดอารมณ์จะไปใส่ใจ เขาหันกลับมานั่งหัวเราะคุยเล่นกับเฉินซืออี๋ต่อ พร้อมกับแอบลวนลามเบา ๆพาอีกฝ่ายหน้าแดงไปทั้งแก้มอย่างอารมณ์ดี
ยังไม่ทันไร ในขณะที่เขากำลังสนุกอยู่กับช่วงเวลาหวาน ๆ สายตาหาง ๆ ก็เหลือบไปเห็นรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งกับเรียวขาขาว ๆ กำลังเดินตรงมาทางพวกเขาอย่างชัดเจน
เขากับเฉินซืออี๋หันไปมองพร้อมกัน แล้วก็เห็นสาวผมสั้นคนนั้นเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
“เมื่อกี้เต้นจนเหนื่อยเลยค่ะ ขอพักตรงนี้หน่อยได้ไหม?”
ถ้าเป็นสถานการณ์ทั่วไป มีสาวสวยเข้ามาทักแบบนี้ มันก็ควรจะเป็นเรื่องดี
แต่หยางฟานเพิ่งจะสงสัยอยู่นี่ว่าเธอนี่แหละ คือเสิ่นเสวี่ยตัวจริงคนที่ระบบหักค่าความสนิทไปเมื่อกี้ แล้วตอนนี้ยังมีหน้ามาขอพักตรงนี้อีก?
ไม่เห็นเหรอว่าพวกเขาสองคนกำลังนั่งด้วยกันสองต่อสองในบรรยากาศหวานชื่นสุด ๆ นี่เธอจะโผล่มาเป็นหลอดไฟพันวัตต์กลางดึกทำไมกัน?
ทำไมรู้สึกว่าเธอเริ่มไม่ปกติแล้วล่ะ?
หยางฟานจึงพูดปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ขอโทษนะครับ อย่างที่เห็น มันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่”
【ความสนิทสนมเสิ่นเสวี่ย -10】
“……”
เชี่ยเอ๊ย!
แม่งใช่จริง ๆ ด้วย
เสิ่นเสวี่ยยิ้มอย่างเก้อเขินแล้วพูดว่า
“งั้นก็ขอโทษด้วยนะคะ โทษทีเลย ฉันเห็นพวกคุณมาสองคน ก็คิดว่าถ้าคนเยอะ ๆ น่าจะสนุกกว่า ขอโทษอีกทีค่ะ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินจากไป แล้วกลับไปเต้นที่เดิม แต่ไม่รู้ว่าใช่แค่ความรู้สึกไปเองหรือเปล่า หยางฟานรู้สึกว่าเธอแอบมองมาทางพวกเขาเป็นระยะ ๆ
เฉินซืออี๋ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็นพิเศษ เห็นชัดว่าเธอก็ไม่อยากให้ใครมาแทรกเหมือนกัน
แต่หยางฟานกลับบ่นในใจ เมื่อกี้ยังรู้สึกว่าเสิ่นเสวี่ยเป็นสาวน่าประทับใจที่รักนวลสงวนตัวอยู่เลยตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกว่า เอ่อ น่าจะเพี้ยนมากกว่าปกติ
หลังจากดื่มต่ออีกสักพัก หยางฟานก็ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ และบอกให้เฉินซืออี๋รออยู่ที่โต๊ะ
พอเดินไปถึงหน้าห้องน้ำ ก็เจอแต่สาวแต่งหน้าจัดยืนรออยู่เต็มไปหมด บางคนแม้แต่ในห้องน้ำยังเข้าเป็นคู่ผสมชายหญิงอีกต่างหาก
สำหรับเขาแล้ว มันเป็นภาพที่เห็นจนชินตาแล้ว
พอจัดการธุระเสร็จ เดินออกมาได้ไม่ทันไร ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงมาหา
“หนุ่มหล่อ! คือว่า”
“ขอโทษครับ ผมไม่ต้องการ”
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดจบ หยางฟานก็พูดขัดขึ้นก่อนจะเดินต่อ ทว่าทันใดนั้นก็ได้ยินอีกฝ่ายพูดขึ้นอีก
“เฮ้! เดี๋ยวก่อน ฉันหมายถึงจะบอกให้นายระวังผู้หญิงผมสั้นคนนั้นน่ะ!”
หยางฟานได้ยินแบบนั้นก็ชะงักกึก หันกลับไปอย่างไว และก็เข้าใจทันทีว่าเธอกำลังพูดถึงเสิ่นเสวี่ย
ผู้หญิงคนนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในทีมสร้างบรรยากาศที่เต้นอยู่แถวคาเฟ่หน้าที่นั่งของเขาเช่นกัน
เขาจึงหันไปถามด้วยความอยากรู้
“ทำไมเหรอ?”
หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้แล้วพูดเสียงเบา
“เธอเป็นทอม น่าจะกำลังเล็งแฟนคุณอยู่นั่นแหละ คุณพอเดินออกไปปุ๊บ เธอก็ตรงไปคุยกับแฟนคุณเลย ระวังโดนเปลี่ยนใจนะ!”
!!!
โว้ยยยยย!!!
ที่แท้เรื่องมันเป็นแบบนี้! นึกว่าเจอโรคจิตที่ไหนซะอีก
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า ผู้หญิงตรงหน้าเขาไม่ได้โกหก
ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมค่าตัวเลขของเสิ่นเสวี่ยถึงได้น้อยขนาดนั้น
เดาได้ไม่ยาก คงเคยโดนผู้ชายทำร้ายจิตใจมา แล้วเลยหันเห
แต่เธอจะมางัดกำแพงบ้านฉันเนี่ยนะ? แบบนี้มันไม่ใช่แค่เกินเลยธรรมดา มันคือ เหลือเชื่อขั้นสุดของจักรวาล แล้ว!
คิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง?
หยางฟานไม่ได้ร้อนรนอะไร แค่ยิ้มนิด ๆ ก่อนถามกลับ
“แล้วทำไมถึงมาบอกผมล่ะ?”
หญิงสาวยักไหล่เบา ๆ แล้วตอบ
“ก็แค่ไม่ชอบเธอ เลยอยากขัดขาเธอซะหน่อย ฉันมั่นใจว่าเธอต้องพยายามเข้าใกล้คุณ เพื่อจะได้เข้าใกล้แฟนคุณนั่นแหละ อย่าเผลอหลงกลเข้าล่ะ”
“เข้าใจแล้ว ขอบใจมาก”
พอหยางฟานเดินจากไป หญิงสาวคนนั้นก็ดูเหมือนอารมณ์ดีขึ้นมาทันที ยิ้มออกโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเขากลับไปถึงโต๊ะ ก็เห็นว่าเสิ่นเสวี่ยนั่งอยู่ใกล้เฉินซืออี๋ แถมกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ด้วยท่าทีสนิทสนม
พอเห็นเขากลับมา เธอก็ยกแก้วขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวาน แล้วพูดว่า
“เห็นเพื่อนคุณนั่งอยู่คนเดียว เลยแวะมาคุยเป็นเพื่อนค่ะ ฉันชื่อเสิ่นเสวี่ย ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“……”
จะเรียกว่ายิ้มสวยก็ได้
ถ้าไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งรู้ค่าความสนิทของอีกฝ่ายติดลบขนาดนี้ และรู้ว่าเธอเป็นทอม เขาอาจจะหลงกลไปแล้วจริง ๆ
แต่ตอนนี้น่ะเหรอ
“ผมจำได้ว่าผมเคยพูดไว้แล้วนะครับ ว่าไม่ชอบให้ใครมารบกวนเราสองคน?”
พอได้ยินแบบนั้น สีหน้ายิ้มแย้มของเสิ่นเสวี่ยก็แข็งค้างไปทันที เธอรับรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงออกถึงความรำคาญอย่างชัดเจน
ทำไมกันล่ะ?
ฉันสวยไม่พอเหรอ?
วิธีที่เคยใช้ได้กับทุกคน ทำไมใช้กับเขาไม่ได้?
เธอมองแก้วในมือก่อนจะพูดด้วยท่าทางนิ่งเรียบ
“งั้นแก้วนี้ถือเป็นการขอโทษละกันนะ ดื่มหมดแล้วฉันจะไปเลย”
พูดจบก็ยกดื่มรวดเดียวหมดแก้ว จากนั้นก็เดินจากไปพร้อมสีหน้าเจือความน้อยใจเล็กน้อย
【ความสนิทสนมเฉินซืออี๋ +5】
【ระดับความรู้สึกของเฉินซืออี๋ถึง 60 รับรางวัล: บัตรคืนเงินระดับ 2 (1 ใบ) ใช้แล้วรับสิทธิ์คืนเงินระดับ 2 (จำนวน 10 ครั้ง)】
หืม
ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้เพิ่มตั้ง 5 คะแนนเลยล่ะ?
หยางฟานนั่งลงข้างเธอ แล้วมองเฉินซืออี๋ด้วยความสงสัย เฉินซืออี๋ก็ก้มหน้าแล้วกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูเขาอย่างลึกลับ
“เมื่อกี้ผู้หญิงคนนั้นน่าจะสนใจพี่อยู่นะดูออกเลยพี่ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?”
อะไรนะ
หยางฟานถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
มองค่าความสนิทของเสิ่นเสวี่ยที่ติดลบไปถึง -50 แล้วเธอยังจะพูดว่าสนใจเขาอีกเหรอ??
เธอน่ะสนใจเธอต่างหาก! โง่จริง ๆ ยัยคนซื่อ
แต่เอาเข้าจริง ก็ถือเป็นความเข้าใจผิดอันสวยงามล่ะนะ
เฉินซืออี๋คงคิดว่าเขาปฏิเสธเสิ่นเสวี่ยถึงสองครั้ง เพราะเขามีจุดยืนชัดเจนในความสัมพันธ์ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจ จนระดับความสนิททะลุ 60 แบบไม่รู้ตัว
เรียกว่า ฟลุคในฟลุค ก็ได้!
ในเมื่อมาถึงจุดนี้ เขาก็ไม่มีทางโง่พอจะไปพูดความจริงให้พังแน่นอน
เขาหัวเราะแล้วแกล้งพูดล้อ
“จะไปสนใจอะไรกันล่ะ แล้วเธอคุยอะไรกันเหรอเมื่อกี้?”
เฉินซืออี๋หัวเราะคิก แล้วตอบเสียงเบา
“ก็ไม่มีอะไรหรอก เธอก็แค่ถามว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน ประมาณนั้นแหละ”
“แล้วเธอตอบว่าไงล่ะ?”
“ไม่บอก!”
หยางฟานเข้าใจทันที
เฉินซืออี๋คงเข้าใจผิดถึงเจตนาของเสิ่นเสวี่ย แล้วเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมา
จากนั้นก็เลยตัดสินใจบอกความสัมพันธ์ของตัวเองกับเขาออกไป ตรง ๆ หรือไม่ก็ใกล้เคียงกับคำว่าแฟน
เท่านี้เขาก็ได้บัตรคืนเงินระดับ 2 มาแบบไม่ต้องเสียแรงมากเลยสักนิด
หลังจากทั้งสองออกจากบาร์ หยางฟานก็โอบเฉินซืออี๋ไว้แล้วพูดยิ้ม ๆ
“คืนนี้ ไม่กลับบ้านได้ไหม?”
แม้ว่าจะดื่มจนหน้าแดงระเรื่อ แต่สติของเฉินซืออี๋ยังคงชัดเจน และเมื่อได้ยินคำชวนของหยางฟาน เธอก็รีบปฏิเสธทันที
“ไม่ได้! ฉันยังไม่พร้อมพี่เคยบอกว่าจะให้เวลาฉันไม่ใช่เหรอ”
สำหรับสาวคนนี้ หยางฟานไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว ในเมื่อระดับความสนิทแตะถึง 60 แล้ว เขาก็มั่นใจว่าแค่ค่อย ๆ เดินเกม ยังไงก็ได้กินแน่นอน
“ก็ได้ ๆ งั้นเดี๋ยวฉันไปส่ง”
【ความสนิทสนมเฉินซืออี๋ +1】
หลังจากพาเธอมาส่งถึงหน้าตึก เขาก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านตัวเอง
ระหว่างทางกลับ เขาก็นั่งนึกถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น โดยเฉพาะเสิ่นเสวี่ยผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งหุ่นดี แต่กลับกลายเป็นทอม
แบบนี้มันเปลืองทรัพยากรเกินไป!
ในยุคที่อัตราส่วนชายหญิงไม่สมดุลอยู่แล้ว ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แถมยังมีคนจำนวนไม่น้อยดันไปเลือกตั้งวงเกิร์ลกรุ๊ปกันเองซะอีก
ไหนจะพวกสายหว่านเสน่ห์แบบเขาอีกที่ลงเล่นเต็มสนาม
แบบนี้มันไม่เรียกว่าเอาเปรียบเกินไปหน่อยเหรอ?
พวกผู้ชายที่กำลังขาดแคลนทรัพยากรอยู่เนี่ย ชีวิตแม่งช่างน่าสงสารจริง ๆ