สาวสวยคนนี้ดูปลอมไปหน่อย (ฟรี)
จางรั่วซีเดินออกจากห้องน้ำกลับมานั่งที่เดิม ก่อนจะยิ้มหวานหันมาถามหยางฟาน
“พี่ฟาน! ปกติไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสบ่อยไหมคะ?”
หยางฟานตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“อืมจริง ๆ ฉันก็เพิ่งเริ่มเหมือนเธอนั่นแหละ ยังถือว่าเป็นมือใหม่อยู่เลย”
“เหรอคะ? ฉันว่า คุณดูคล่องมากเลยนะ! ส่วนฉันนี่ตั้งใจไปออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ปรับรูปร่างน่ะค่ะ”
หยางฟานฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมองรูปร่างของอีกฝ่ายคร่าว ๆ
แม้จะมีส่วนเว้าโค้งที่ดูเต็มขึ้นมานิดหน่อย แต่โดยรวมก็ถือว่าดีมากแล้ว
“เธอนี่ต้องลดน้ำหนักด้วยเหรอ? จริงด้วย ผู้หญิงไม่ว่าจะหนักแค่ไหนก็ยังคิดว่าตัวเองต้องลด”
จางรั่วซีทำสีหน้าเสียดายนิดหน่อย แล้วพูดอย่างไม่มั่นใจ
“ฉันก็ไม่ค่อยพอใจกับรูปร่างตัวเองเท่าไหร่ค่ะ ยังรู้สึกว่ามีที่ต้องปรับอีกเยอะเลย พี่ฟานไม่เห็นด้วยเหรอคะ?”
พูดจบ เธอก็ลุกขึ้นยืน เดินเข้าหาหยางฟานสองก้าว แล้วหมุนตัวช้า ๆ รอบหนึ่ง เผยเรือนร่างสัดส่วนงดงามให้ชายหนุ่มเห็นอย่างจงใจ
กลิ่นหอมบางเบาพลันลอยมาปะทะจมูก หยางฟานแทบจะเผลอสูดลมหายใจเข้าโดยไม่รู้ตัว แต่สมองของเขาก็สั่งห้ามไว้ทัน
เขาจึงเปิดปากชมออกมาเบา ๆ
“ฉันว่ากำลังดีเลยนะ ไม่เห็นต้องลดเลย แต่ถ้าออกกำลังกายเพื่อสุขภาพก็ดีอยู่แล้วล่ะ”
“จริงเหรอคะ?”
เธอได้ยินก็ยิ้มออกมา ก่อนจะนั่งลงที่ข้างเขาอย่างไม่ลังเล แล้วพูดต่ออย่างเป็นกันเอง
“พี่ยังมองโลกในแง่ดี ไม่เหมือนเพื่อนของฉันเลย เอาแต่บอกว่า ตรงนั้นฉันไม่ดี ตรงนี้ฉันยังไม่เป๊ะ ฟังไปฟังมาจนฉันเริ่มไม่มั่นใจตัวเองเลยค่ะ”
พูดจบก็แอบ อุปโลกน์ เพื่อนขึ้นมาแบบแนบเนียน
หยางฟานพอเห็นว่าเธอถึงขั้นมานั่งข้างเขาแล้วเริ่มชวนคุยต่อ ก็พอจะจับความได้ว่าอีกฝ่ายค่อนข้างรุกอย่างเห็นได้ชัด
เขาหันไปมองว่านจวิ้นที่กำลังคีบอาหารขึ้นมาใส่จาน แล้วทำหน้าเหมือนจะถามว่า “นี่มันเรื่องอะไรของนายอีกล่ะ?”
ว่านจวิ้นเองก็ทำหน้าไร้เดียงสา ส่ายหน้าเล็กน้อยคล้ายจะบอกว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ” แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องเข้ามาคุยด้วย
“ฉันก็บอกเธอมาตั้งหลายทีแล้ว ว่าไม่ต้องลดน้ำหนักเลย เธอก็ไม่เชื่อ คราวนี้เชื่อได้แล้วใช่ไหมล่ะ ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวนะที่พูดแบบนี้?”
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็พูดคุยกันเรื่อยเปื่อย บรรยากาศไม่ถึงกับสนิทสนม แต่ก็ไม่ได้อึดอัด
หลังอาหารเสร็จ ว่านจวิ้นเป็นคนอาสาไปจ่ายเงิน ส่วนจางรั่วซีก็หันมาพูดกับหยางฟาน
“พี่ฟาน เดี๋ยวเราไปเดินเล่นย่อยอาหารกันไหมคะ?”
ข้อเสนอนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธ เพราะจริง ๆ แล้วเขาเองก็มีนิสัยชอบเดินหลังมื้ออาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพยักหน้ารับทันที
เมื่อว่านจวิ้นกลับมาจากการจ่ายเงิน ทั้งสามก็เตรียมตัวจะออกจากภัตตาคาร
ก่อนเดินออกไป ว่านจวิ้นเอ่ยขึ้นว่า
“ตอนนี้ก็ยังไม่ดึกเท่าไหร่ ไปนั่งที่คาเฟ่บาร์ข้าง ๆ กันต่อดีไหม?”
เหมือนกับว่ากำลังชวนไปต่อรอบสอง
แต่ยังไม่ทันที่หยางฟานจะตอบ จางรั่วซีก็รีบพูดแทรกขึ้นก่อน
“พี่ฟานกับฉันนัดกันไว้แล้วว่าจะไปเดินเล่นกันค่ะ อีกอย่าง ฉันไม่ชอบดื่มเหล้าเท่าไหร่ ไปบาร์ก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจหรอก”
หืม
ว่านจวิ้นฟังแล้วตาแคบลงทันที สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
เขารู้สึกไม่พอใจนัก เพราะดูเหมือนว่าหญิงสาวคนนี้ใช้เขาเป็นสะพาน เข้ามาหาหยางฟาน พอได้ใกล้ชิดกับเป้าหมายแล้ว ก็ไม่คิดจะพาเขาไปต่อด้วย
ทั้งที่เขาเองก็วางแผนว่าจะร่วมมือกันอย่างราบรื่นในภายภาคหน้าแท้ ๆ
แม้ว่านจวิ้นจะรู้ดีว่า ความร่วมมือระหว่างเขากับจางรั่วซีคงไม่ได้ยืดยาวอะไรนัก แต่ระดับความเร็วในการตัดสะพานของผู้หญิงคนนี้ มันก็ดูจะเร็วเกินไปหน่อยไหม?
อย่างไรก็ตาม สีหน้าไม่พอใจของเขาปรากฏออกมาเพียงแวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะกลับไปยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วพูดว่า
“ก็ได้ครับ งั้นพวกเราค่อยเดินเล่นกันก่อนก็แล้วกัน ถ้าเปลี่ยนใจอยากไปนั่งที่ไหน ค่อยว่ากันอีกที”
จางรั่วซีเห็นว่าอีกฝ่ายยังคิดจะตามไปด้วย ก็แอบหงุดหงิดอยู่ในใจไม่น้อย
นี่มันไม่รู้จักดูจังหวะเลยจริง ๆ จะมาเป็นก้างขวางคออะไรนักหนา
แต่ต่อหน้าหยางฟาน เธอก็ไม่กล้าแสดงออกให้เสียมารยาท
แม้สองคนนี้จะทำงานร่วมกันไม่ค่อยเป็นทีมเท่าไหร่ แต่หยางฟานก็ไม่ได้คิดอะไรในแง่นั้น เขาเพียงแต่สังเกตเห็นชัดเจนว่า จางรั่วซีดูจะเปลี่ยนท่าทีต่อเขาไปมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดถึงค่าความสนิทสนมว่ายังคงอยู่ที่ 0 ไม่มีการขยับเลยแม้แต่น้อย เขาก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
เขาไม่รู้เลยว่า ตอนนี้ทั้งจางรั่วซีและว่านจวิ้น ต่างก็ลงความเห็นกันว่าเขานั้นดูมีฐานะไม่เบาเหมือนลูกหลานเศรษฐีระดับสูง
แต่ถึงไม่รู้ เขาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรกับการเดินเล่นกับสาวสวย
ทั้งสามคนเดินเล่นบนถนนอย่างไม่เร่งรีบ จางรั่วซีเดินแนบอยู่ข้างหยางฟานแทบตลอดทาง ราวกับตั้งใจให้ตัวเองอยู่ใกล้เขามากที่สุด
แขนของทั้งคู่ชนกันเป็นระยะ ๆ แต่ฝ่ายหญิงกลับไม่มีทีท่าจะหลบเลี่ยง ส่วนหยางฟานเองก็ไม่ได้คิดจะทำตัวสุภาพเกินเหตุถึงขั้นเบี่ยงตัวหนีอะไรแบบนั้น
หากไม่ติดว่าว่านจวิ้นคอยพูดแทรกบทสนทนาอยู่เป็นระยะ ๆ บรรยากาศระหว่างหยางฟานกับจางรั่วซี ก็คงดูคล้ายคู่รักใหม่ที่กำลังเริ่มต้นอะไรบางอย่าง
หลังจากเดินมาได้ประมาณสิบนาที ทั้งสามก็เดินผ่านลานกว้างแห่งหนึ่งที่มีพื้นที่กิจกรรมขนาดใหญ่
สายตาของจางรั่วซีพลันเป็นประกายทันที ราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เธอเอามือขวาจับท่อนแขนของหยางฟานไว้ แล้วชี้นิ้วซ้ายไปยังมุมหนึ่งของลาน ซึ่งมีจุดเช่ารองเท้าสเกตอยู่ ก่อนจะถามอย่างกระตือรือร้น
“พี่ฟาน คุณเล่นโรลเลอร์เบลดเป็นไหมคะ?”
หยางฟานถึงกับตกใจเล็กน้อยเมื่อเธอคว้าท่อนแขนของเขาไว้แบบไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวคนนี้ ยังมีเค้าโครงความเย็นชาจากก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่อีกไหมเนี่ย?
แต่ก็อีกนั่นแหละ เธอไม่ใช่คนแรกที่เขาเคยเจอว่ามีลักษณะแบบเย็นชาตอนแรก แต่ร้อนแรงตอนหลัง
ก่อนหน้านี้กับแอร์โฮสเตสอย่างกงจิ้ง เขาก็เคยเจออะไรคล้ายกัน
จะว่าไปก็แค่ ผู้หญิงเปลี่ยนใจไว เท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องสเกต เขาเล่นได้บ้างพอตัว ทั้งเล่นหน้าและถอยหลังก็พอเป็น เพียงแต่ฝีมือไม่ได้ถึงขั้นมืออาชีพ
ตอนสมัยเรียนแถวมหาลัยมีลานสเกตราคาไม่แพง เด็กสาวมักไปเล่นกันบ่อย ๆ เขาเลยติดสอยห้อยตามไป และได้ฝึกจนเล่นเป็น
เขาจำได้ดีว่า ตอนนั้นเคยจับมือสาว ๆ ในลานอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใคร ตกลงปลงใจ กับเขาสักคน เรียกว่าเสียเวลาเรียนรู้ไปเปล่า ๆ
เขาจึงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบ
“พอเป็นบ้างนิดหน่อย สมัยเรียนเคยเล่น แต่ก็ไม่ได้แตะมาหลายปีแล้วล่ะ”
จางรั่วซียังคงยิ้มหวาน ใช้ดวงตาใสซื่อมองเขาอย่างมีความหวัง
“งั้นสอนฉันหน่อยได้ไหมคะ? ฉันอยากลองมานานแล้ว แต่ไม่เคยเล่นเลย พอไม่มีคนสอนก็ไม่กล้าเล่นเองเลยจริง ๆ ขอล่ะน้า”
หยางฟานคิดในใจว่า ตอนนี้ท้องก็ย่อยอาหารไปพอสมควรแล้ว เล่นอะไรเบา ๆ ก็ดีเหมือนกัน
อีกอย่าง เขาก็ไม่ได้แตะรองเท้าสเกตมานานแล้วเหมือนกัน แอบรู้สึกคิดถึงอยู่นิด ๆ
“งั้นก็ไปกันเลยสิ”
“เย้! ไปกันเลย ๆ”
เธอได้ยินแล้วก็รีบคว้ามือเขาแล้วจูงไปทางจุดเช่ารองเท้าทันที พร้อมกับคิดในใจว่า
ค่อย ๆ เดินตามแผนไปแบบนี้แหละ เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะดึงดูดเขาไม่ได้
เธอยังคงเดินตามแนวทางเดิม คือใช้เสน่ห์ดึงดูดใจผู้ชาย แค่เปลี่ยนจากการรอให้เข้าหามาเป็นเข้าหาก่อนแทน
ว่านจวิ้นเองก็จำใจต้องไปเช่ารองเท้าสเกตด้วย แม้สีหน้าจางรั่วซีจะชัดเจนว่าไม่อยากให้เขาไปขัดจังหวะเลยสักนิด
เขาเพียงคิดในใจว่า
เล่นของเธอไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพอฉันหาจังหวะเหมาะ ๆ แฉตัวตนจริง ๆ ของเธอให้พี่ฟานรู้ ฉันจะรอดูสิ ว่าเธอจะยังเชิดหน้าชูตาได้อยู่ไหม
แต่เมื่อว่านจวิ้นเห็นหยางฟานจับมือจางรั่วซีแล้วค่อย ๆ สอนเธอเล่นสเกต เห็นเธอยิ้มแย้มเหมือนเด็กหญิงไร้เดียงสา เขาก็อดยอมรับไม่ได้ในใจว่า
ผู้หญิงคนนี้ก็ใช่เล่นเลยจริง ๆ
รอยยิ้มที่เธอใช้ในเวลานั้น ดูสดใสและเยียวยาหัวใจ แม้แต่เขายังรู้สึกสั่นไหวเล็กน้อยในใจ
ไม่เสียแรงเลยที่เธอเป็น สายล่าเหยื่อมืออาชีพ
ส่วนหยางฟานนั้น กลับไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เขาแค่กำลังเพลิดเพลินกับชีวิต และแอบจับเนื้อจับตัวสาวสวยตรงหน้าไปเล็ก ๆ เท่านั้น
เพราะอะไรน่ะหรือ?
ก็เพราะเขา เห็นค่าความสนิทสนมของระบบ ไงล่ะ
ต่อให้จางรั่วซีจะดูมีความสุขแค่ไหน จะยิ้มสดใสเพียงใดตอนหัดเล่นสเกตกับเขา ค่าความสนิทสนมก็ยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว
สิ่งนี้กลับทำให้เขารู้สึกว่าเธอเฟคอย่างบอกไม่ถูก
เขาก็เลยรู้สึกเฉย ๆ เสียด้วยซ้ำ
ตอนนี้แค่เล่นไปตามน้ำ ไม่คิดอะไรจริงจัง สนุกของเขาไปก็พอแล้ว
ซึ่งนี่แหละ คือสิ่งที่จางรั่วซีไม่มีทางคาดคิดมาก่อนเลย