สองสาวพบกันบัตรคืนเงินระดับสาม (ฟรี)
เมื่อหยางฟานพาหลี่ซินหรานเดินมาถึงตรงหน้าหลินหว่านเฉิน เขาก็เอ่ยแนะนำอย่างเป็นกันเองว่า
“นี่คือหลินหว่านเฉิน อายุเธอน้อยกว่าหน่อย แต่พวกเธอทั้งคู่เป็นคนอัธยาศัยดี น่าจะเข้ากันได้ไม่ยาก ยังไงก็ลองทำความรู้จักกันไว้นะ”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับหลินหว่านเฉินต่อ
“คนนี้คือหลี่ซินหราน อย่าคิดว่าเธอเป็นพี่แล้วจะดุนะ จริง ๆ เธอเป็นคนอ่อนโยนมาก ห้ามเธอรังแกพี่เขาล่ะ”
หลินหว่านเฉินได้ยินก็มองค้อนเขาหนึ่งที แต่พอหันกลับไปก็ยิ้มหวานให้หลี่ซินหรานทันที แล้วเอื้อมมือออกไปอย่างเป็นมิตร
“พี่ซินหราน ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันชื่อหลินหว่านเฉิน อย่าไปเชื่อที่เขาพูดเลย พวกเราต้องเข้ากันได้แน่ ๆ ค่ะ”
【ความสนิทสนม หลี่ซินหราน +2】
【หลี่ซินหราน (ปลดล็อคแล้ว) ความสนิทสนม ถึง 70 แต้ม รับรางวัล บัตรคืนเงินระดับ 3 (1 ใบ) ใช้งานได้ 5 ครั้ง】
【ระดับคืนเงิน】: 3(5 ครั้ง)
【อัตราคืนเงิน】: (1:1.4)
“……”
หยางฟานได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบก็แอบยิ้มมุมปาก ในใจคิดว่าแบบนี้ทุนของตัวเองก็กำลังจะโตขึ้นอีกก้าวแล้วสินะ! ระยะห่างจากคำว่า มหาเศรษฐีก็ยิ่งใกล้เข้าไปทุกที
บังเอิญว่าทั้งสามคนกำลังจะไปดูรถกันพอดี โอกาสในการใช้บัตรคืนเงินระดับ 3นี้ก็เหมาะเจาะสำหรับซื้อรถให้สองสาวพอดีเป๊ะ
สรุปคือ เขาได้รถสองคันฟรี ๆ แถมเงินลงทุนยังเพิ่มขึ้นอีก เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง
ส่วนเรื่องผลประโยชน์พิเศษน่ะเหรอ?
เขาอุตส่าห์ซื้อรถให้ สาว ๆ ถ้าไม่เสียสละตัวเองบ้างให้เขาได้ลิ้มรสความสุขล่ะก็ก็ดูจะใจร้ายไปหน่อยใช่ไหม?
ที่ความสนิทสนม หลี่ซินหรานพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้ ก็เป็นเพราะตอนที่หยางฟานบอกให้หลินหว่านเฉินอย่ารังแกเธอ เธอสัมผัสได้ถึงความห่วงใยอย่างจริงใจจากชายตรงหน้า มันเป็นความอบอุ่นที่เธอต้องการที่สุดในช่วงเวลานี้
ช่วงที่เธอกำลังตกอยู่ในภาวะไม่มั่นใจ วิตกกังวล และกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งที่มีไป ความรู้สึกแบบนี้ยิ่งถูกขยายให้ชัดเจนขึ้น
ท่าทีของหยางฟานในเวลานี้ กลับกลายเป็นสิ่งที่ปลอบโยนใจเธอได้อย่างดี ทำให้เธอรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย จนค่าความสนิทสนมพุ่งทะลุขีด 70 ไปอย่างง่ายดาย
หลี่ซินหรานก็รวบรวมสติตัวเอง และบอกตัวเองให้มีสติ รู้จักรักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดี ก่อนจะยิ้มสุภาพ ยื่นมือมาจับกับหลินหว่านเฉิน
“ฉันก็ยินดีที่ได้รู้จักเธอเหมือนกัน งั้นฉันขอเรียกเธอว่า หว่านเอ๋อร์ได้ไหม?”
หลินหว่านเฉินยิ้มหวานพลางพยักหน้าเบา ๆ
“ได้เลยค่ะ เพื่อนสนิทฉันก็เรียกฉันแบบนี้”
คำพูดนี้ทำให้หลี่ซินหรานยิ่งรู้สึกดี เพราะหลินหว่านเฉินเทียบเธอไว้ในฐานะเดียวกับเพื่อนสนิทตั้งแต่แรกเจอ ทำให้ความรู้สึกเป็นมิตรถูกเร่งให้งอกงามทันที
เธอไม่ลังเลเลยที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าหว่านเอ๋อร์ พร้อมทั้งรู้สึกโล่งใจว่า สาวงามตรงหน้านี้ดูจะเข้ากันได้ง่ายกว่าที่คิดเยอะ
สองสาวเริ่มพูดคุยกันอย่างสนิทสนม แถมยังเมาท์เรื่องผู้หญิงกันอย่างออกรส
หยางฟานมองดูภาพตรงหน้าอย่างรู้สึกชื่นใจ
เขาหันไปพูดกับสองสาวที่กำลังคุยกันเรื่องเคล็ดลับดูแลผิวด้วยความกระตือรือร้น
“ได้เวลาไปกันแล้วนะ”
หลี่ซินหรานพยักหน้าเบา ๆ แล้วตอบสั้น ๆ ว่า “โอเค” จากนั้นก็รีบคล้องแขนเขาทันที
หลินหว่านเฉินก็ไม่ยอมน้อยหน้า กำลังจะยื่นมือมาคล้องอีกข้างของเขาบ้าง ทว่า หยางฟานกลับโอบเอวเธอไว้แน่นแทน
สุดท้าย หยางฟานก็เดินออกจากร้านชานมพร้อมสาวสวยระดับท็อปสองคนประกบซ้ายขวา
ภาพนี้ทำเอาลูกค้าและพนักงานในร้านชานมตาค้างกันเป็นแถบ!
เด็กหนุ่มวัยราว ๆ ยี่สิบปีที่ยืนอยู่แถวนั้น ถึงกับเบิกตากว้างก่อนจะเผลออุทานออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า
“แบบนี้ก็ได้เหรอ!?”
แต่พอพูดจบก็รีบหุบปากแทบไม่ทัน เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่มันที่สาธารณะ จึงรีบกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง โชคดีที่ไม่มีใครหันมามองเขา เจ้าตัวถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ความจริงแล้ว ผู้ชายคนอื่น ๆ ที่อยู่แถวนั้นก็ล้วนแล้วแต่มีความคิดไม่ต่างจากเขานัก
ใบหน้าแต่ละคนฉายแววอิจฉาพร้อมสายตาเคารพบูชา คล้ายจะพูดออกมาเป็นเสียงเดียวว่า
“ชายชาติทหารก็ต้องใช้ชีวิตให้ได้อย่างนั้นสิ!”
แต่ไม่ทันไรก็ต้องตามด้วยประโยคในใจอย่างเจ็บปวดว่า
“แต่เอาเถอะ ชาติหน้าฉันไม่มาเกิดแล้ว ความต่างระหว่างคนมันเกินไปจริง ๆ”
แม้แต่สาว ๆ ที่อยู่แถวนั้นก็นึกในใจว่า
“สองสาวเมื่อกี้นี่สวยมากจริง ๆ ผู้ชายคนนั้นต้องรวยมากแน่ ๆ ไม่งั้นหน้าตาก็ไม่ได้หล่อขนาดนั้น แล้วอะไรทำให้เธอสองคนพร้อมใจกันเลือกเขาล่ะ?”
หยางฟานกับสองสาวที่ออกมาจากร้านชานมเดินเรียงกันไปตามถนน และไม่ว่าไปถึงไหน คนที่เดินผ่านก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองพวกเขา
หลี่ซินหรานรู้สึกประหม่ากับสายตารอบด้านเล็กน้อย
“ที่รัก แบบนี้เราดูเด่นเกินไปไหม?”
แต่สำหรับหยางฟานแล้ว ผ่านเรื่องแบบนี้มาหลายรอบจนเริ่มชินแล้ว เขาเพียงแค่ส่ายหน้าแล้วพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจนักว่า
“ไม่หรอก อย่าไปสงสารคนอื่นเลย”
“…”
“…”
สองสาวถึงกับพูดไม่ออก พร้อมกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว
แต่เมื่อเห็นว่าคนรักของพวกเธอกำลังอินกับบรรยากาศแห่งชัยชนะและความภาคภูมิใจ พวกเธอก็ไม่คิดจะขัดอะไร
ยังไงเสียสายตาคนอื่นไม่สำคัญเท่าความสุขของเขา
พวกเธอแค่ต้องเป็นฝ่ายที่อยู่เคียงข้างเขาก็พอ
ทั้งสามจึงขึ้นรถแท็กซี่ด้วยกัน และนั่งเรียงบนเบาะหลัง
สักพัก หยางฟานก็หันไปมองคนขับอย่างอ่อนใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ลุงครับ ขับรถให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม?”
“อ๊ะ!”
แต่ใครจะรู้ คนขับกลับไม่รู้สึกเขินอายเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยังหัวเราะร่วนแล้วพูดอย่างร่าเริงว่า
“ฮ่าๆๆพ่อหนุ่มนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ! พูดแล้วคิดถึงตอนหนุ่ม ๆ ของลุงเลยนะ ตอนนั้นลุงก็…”
แล้วลุงคนขับก็เริ่มโม้ชีวิตวัยหนุ่มของตัวเองอย่างออกรส
พูดเหมือนตัวเองเคยเป็นหนุ่มรูปงามที่ดังไปทั่วสิบตำบล เป็นเสือผู้หญิงที่เที่ยวผ่านดงดอกไม้โดยไม่ติดใบไม้สักใบ
หยางฟานฟังแล้วได้แต่กลอกตาในใจ
ตอนหนุ่มลุงมันจะเทพแค่ไหนก็เถอะแล้วตอนนี้มาขับแท็กซี่อยู่ทำไม? ทำไมไม่ไปล่าเสืออยู่ล่ะ?
…
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
รถแท็กซี่ก็มาถึงห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเขตเมืองใหม่
ทั้งสามคนลงจากรถ แล้วเดินตามหลี่ซินหรานเข้าไปในตัวห้าง ชั้นหนึ่งของห้างนั้นมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่กำลังจัดงานแสดงรถยนต์อยู่