กำลังจีบหลี่เวยอยู่ (ฟรี)
หลี่เวยเป็นคนนำทาง เดินไปข้างหน้าโดยมีหยางฟานเดินเคียงข้างอยู่ข้างๆ เด็กสาวดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในใจ ระหว่างทางจึงเงียบไปพักใหญ่ จนในที่สุดก็พูดขึ้นเบาๆ
“ผู้ชายคนนั้นเป็นแค่นักเรียนในห้องเรียนเต้นเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ฉันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลย”
พอหยางฟานได้ยินก็อดยิ้มในใจไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าเด็กสาวคนนี้จะเลือกเป็นฝ่ายอธิบายกับเขาเอง แบบนี้แสดงว่าอะไรบางอย่างสินะ
เขาพยักหน้ารับอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมพูดว่า
“เรื่องปกติน่า สาวสวยก็ต้องมีคนตามจีบอยู่แล้ว ถ้าไม่มีเลยจะเรียกว่าสวยได้ยังไงล่ะ?”
ไม่คิดเลยว่าพอพูดจบ หลี่เวยจะจริงจังขึ้นมา และพูดย้ำอีกครั้ง
“ฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา!”
หยางฟานชะงักไปนิด รู้สึกได้ว่าเหมือนหลี่เวยจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกว่า อาจเป็นเพราะคำตอบของตัวเองเมื่อครู่นี้ไม่ค่อยเหมาะนัก
สุดท้ายเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เข้าใจแล้ว”
【ความสนิทสนม หลี่เวย +2】
เขาสังเกตเห็นว่าแค่คำพูดของเขาคำเดียว ก็ทำให้ความสนิทสนมกับหลี่เวยเพิ่มขึ้นมา นี่คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ ดูเหมือนว่าหลี่เวยจะต้องการคำตอบแบบนี้จากเขาจริงๆ
เหมือนเธอกำลังรายงานเรื่องนี้ให้เขาฟัง และเขาเพียงแค่ต้องแสดงให้เห็นว่าได้รับรู้แล้วก็พอ
ซึ่งความจริงก็ไม่ได้ต่างจากที่เขาคิดมากนัก
ช่วงหลังๆ มานี้ หลี่เวยมักเผลอคิดถึงเขาอยู่บ่อยๆ แบบไม่รู้ตัว ในฐานะชายหนุ่มคนแรกที่เธอไม่รู้สึกต่อต้าน การจะโผล่มาในหัวเธอบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เธอพยายามจะไล่ภาพของเขาออกจากหัวอยู่หลายครั้ง แต่ยิ่งพยายามกลับยิ่งนึกถึงชัดเจนขึ้น และเผลอคิดถึงเรื่องราวระหว่างเขาและเธออยู่เสมอ
โดยเฉพาะฉากที่หยางฟานจูบเธอ กับฉากที่เขาไม่สนใจท่าทีเย็นชาของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่ยังคงเดินหน้าเข้าใกล้อย่างแน่วแน่
รวมถึงตอนที่เขาโอนเงินให้เธอ และยอมขอโทษคนอื่นแทนเธอ
ทุกครั้งที่จมอยู่กับความทรงจำเหล่านั้น เธอก็รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ก็ดีไม่น้อยเหมือนกัน นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมความสนิทสนมถึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดอยู่เรื่อยๆ
แต่ยิ่งรู้สึกดีกับหยางฟานมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้น ทุกครั้งจึงต้องพยายามกดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ ไม่ยอมคิดอะไรต่อ
เธอยังไม่พร้อมจะพบหน้าหยางฟานเลยด้วยซ้ำ การเจอกันวันนี้จึงเป็นอะไรที่กะทันหันมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนเห็นเขาปรากฏตัวตรงหน้า หัวใจเธอก็รู้สึกดีไม่น้อย
ตอนที่ได้ยินเขาถามเรื่องผู้ชายที่เอาดอกไม้มามอบให้ เธอถึงกับรู้สึกลนลาน คล้ายเด็กที่ทำความผิด เลยอยากรีบเดินหนีออกมาให้เร็วที่สุด
ระหว่างทางที่เดินออกมาด้วยกัน เธอก็เอาแต่คิดในหัวว่าควรจะอธิบายดีไหม กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด แต่ในใจก็ยังลังเล ไม่อยากพูดอะไร
หากเป็นปกติ ตามนิสัยของเธอแล้ว ก็ไม่คิดจะอธิบายกับใครอยู่แล้ว จะเข้าใจผิดหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องที่เธอสนใจ
แต่กระทั่งเดินกันมาไกลแล้ว เธอกลับเผลอพูดอธิบายออกมาเองราวกับถูกอะไรสักอย่างชักนำ ซึ่งพอพูดจบเธอก็รู้สึกได้ทันทีว่า ตัวเองชักจะไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว
หยางฟานเห็นว่าความสนิทเพิ่มขึ้นอีกแล้ว แต่หลี่เวยก็กลับมาเงียบอีกครั้ง ดูแล้วเหมือนวันนี้เธอมีเรื่องในใจไม่น้อย เขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
“มีอะไรในใจเหรอ?”
หลี่เวยหันมามองเขาแวบหนึ่ง
“เกี่ยวอะไรกับนาย?”
แน่นอนว่าเธอไม่มีทางบอกว่าเธอกำลังคิดถึงเรื่องระหว่างเธอกับเขาอยู่ เลยสวนกลับไปทันควัน
ซึ่งหยางฟานเองก็ไม่ได้ยอมให้เธอเอาแต่ใจเช่นกัน
“โอ้โห! หายไปแค่ไม่กี่วัน นี่เธออารมณ์ขึ้นง่ายขึ้นนะเนี่ย! ลืมไปหรือเปล่าว่าฉันเป็นเจ้าหนี้ของเธอ?”
?
หลี่เวยหันมามองเขาด้วยแววตาสงสัย
“เจ้าหนี้อะไรของนาย?”
เขายิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะ
“เธอยังติดจูบฉันอีกตั้งสองครั้งนะ! ว่าไง คิดจะเบี้ยวหนี้เหรอ?”
“ฉัน..”
เด็กสาวถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ หยางฟานยังคงหัวเราะขำและพูดต่อ
“อะไรคือ ‘ฉัน…’ ล่ะ? แค่ไม่ลืมก็ดีแล้ว ฉันบอกเลยนะว่า กว่าจะจับตัวลูกหนี้จอมเบี้ยวอย่างเธอได้สักครั้งมันยากแค่ไหน วันนี้ยังไงก็ต้องจ่ายหนี้คืนฉันก่อนหนึ่งครั้ง!”
แต่เด็กสาวกลับไม่ได้เดือดดาลเหมือนก่อนหน้า เพียงแค่กลอกตาใส่เขา แล้วเดินต่อพลางพูดเบาๆ
“ไร้สาระ”
หยางฟานเห็นเธอแสดงท่าทีแบบนี้ก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ เพราะรู้ดีว่าแบบนี้แปลว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธ
ทั้งสองเดินเข้าไปในร้านหม้อไฟ สั่งหม้อเล็กกับเนื้อวัวตุ๋นสูตรเผ็ดมากินกัน เขาแม้จะไม่หิว แต่ก็ยังกินเนื้อตามเธอไปบ้าง
หลี่เวยเห็นดังนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ จึงถามขึ้น
“นายไม่กินข้าวเหรอ?”
“ไม่กิน!”
พอได้คำตอบ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ก้มหน้ากินของตัวเองต่อไป
แต่ไม่กี่อึดใจ เธอก็สังเกตว่า หยางฟานวางตะเกียบลงตั้งนานแล้ว ดูเหมือนจะไม่คิดจะกินต่อ จึงอดถามไม่ได้
“นี่นายจะไม่กินต่อแล้วเหรอ?”
หยางฟานพยักหน้าอย่างจนใจ
“พยายามสุดความสามารถแล้ว กินไม่ลงจริงๆ”
?
เด็กสาวเพิ่งจะนึกขึ้นได้ในตอนนี้
“นี่นายกินข้าวกลางวันมาแล้วเหรอ?”
เขายักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“เห็นๆ อยู่ว่าใช่!”
“นาย! ทำไมไม่บอกก่อนล่ะ? ฉันอุตส่าห์สั่งมาเยอะขนาดนี้นะ!”
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นทำท่าไม่รู้ไม่ชี้
“เธอก็ไม่ได้ถามนี่นา!”
หลี่เวยถึงกับมองเขาด้วยสีหน้าหนักใจอย่างสุดขีด พูดอย่างเค้นฟัน
“นี่มันเถียงแบบไม่เอาเหตุผลเลยนะ!”
“ก็ฉันอยากกวนเธอไง ว่าไง? จะกัดฉันเหรอ?”
หลี่เว่ยถึงกับสบถออกมาเสียงดัง
“กวนตระกูลนายสิ!!”
โชคดีที่พวกเขานั่งอยู่ในห้องส่วนตัว เสียงเอะอะจึงไม่เล็ดลอดออกไปจนรบกวนโต๊ะอื่น และถ้าไม่กดกริ่งเรียก พนักงานก็จะไม่เข้ามา
เด็กสาวนั่งหน้าบึ้งมองเขาตาเขม็งอย่างไม่พอใจ
แต่ถึงอย่างนั้น ความสนิทสนมก็ไม่ได้ลดลงเลย
หลังจากเหตุการณ์คราวก่อน หยางฟานก็พอจับทางการเข้าหาหลี่เวยได้แล้ว เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น ถ้าใช้แต่วิธีอ่อนโยนและทะนุถนอม เธอจะไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
แต่ถ้าคอยยั่วให้เธอปรี๊ดแตกเป็นพักๆ แล้วค่อยลูบหลังให้ใจเย็น แล้วปิดท้ายด้วยของคาวนิดหน่อย หรือให้เธอระบายอารมณ์บ้าง แบบนี้ความสนิทจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
สาเหตุของหลักการนี้เขาเองก็ไม่เข้าใจนัก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ขอแค่รู้วิธีกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายได้ก็พอแล้ว
เขามองเด็กสาวที่นั่งจ้องเขาตาขวาง แล้วถามขึ้นด้วยรอยยิ้มขำๆ
“สายตาแบบนั้นคืออะไร? หรือว่าอยากกัดฉันจริงๆ? ในห้องนี้ไม่มีใครนะ ฉันยอมให้กัดจนพอใจเลยก็ได้นะ”
หลี่เวยไม่คิดจะต่อปากด้วย สะบัดคำด่าเบาๆ ว่า “ไอ้บ้า!” แล้วก็ยกชามขึ้นมากินข้าวต่อ ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาอีก
แต่หยางฟานยังไม่คิดจะหยุด แกล้งพูดต่อแบบน่าหมั่นไส้
“เค้าว่าผู้หญิงขี้งกมักจะหน้าเหี่ยวง่ายนะ มาขอฉันดูหน่อยซิว่าริ้วรอยขึ้นหรือยัง?”
เด็กสาวได้ยินก็แค่กรอกตา ไม่แม้แต่จะสนใจเขา
เธอตั้งหน้าตั้งตากินข้าวจนเสร็จเร็วมาก พอเห็นว่าเนื้อในหม้อยังเหลืออีกครึ่ง เธอก็มองเขาอย่างไม่พอใจอีกครั้ง
“เหลือตั้งเยอะ งั้นนายเอากล่องไปใส่กลับบ้านหน่อยมั้ย?”
ดูเหมือนว่าเด็กสาวจะตั้งใจจะให้เขาเป็นคนหิ้วกลับไป