ความเสียใจที่รอมานานกว่า 10 ปี (ฟรี)
หยางฟานรู้ทันทีว่านี่คือช่วงเวลาที่เฉินซืออี๋เริ่มจะเปิดใจเข้าหาเขา จึงไม่ได้ทำตัวเหน็บแนมอะไร พลางถือโอกาสนั้นจับมือของเธอไว้เบา ๆ
เฉินซืออี๋ที่กำลังจ้องจอภาพยนตร์อยู่ก็รับรู้ถึงการตอบสนองของหยางฟาน หัวใจของเธอจึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกดี ๆ อยู่เงียบ ๆ
ทั้งสองคนนั่งดูหนังด้วยกัน มือจับมือกันตลอดจนกระทั่งหนังจบ
เฉินซืออี๋หันมาพูดเบา ๆ กับหยางฟานด้วยสีหน้าขัดใจเล็กน้อยว่า
"ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่เลยเนอะ เหมือนเปลี่ยนตัวพระเอกเป็นมิยากิ เรียวตะยังไงยังงั้น ฉันก็อยากดูซากุรางิ ฮานามิจิกับรุคาว่า คาเอเดะมากกว่า"
"แล้วก็อาคางิ ฮารุโกะอีกคน ในอนิเมะน่ะ หน้าตาน่ารักสุด ๆ ไปเลย แต่พอมาหนังนี่อะไรเนี่ย ดูแล้วผิดหวังชะมัด"
แม้สาวน้อยตรงหน้าจะพูดไม่หยุดเหมือนเครื่องยิงคำถาม แต่หยางฟานก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยแม้แต่น้อย กลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง
"ใช่เลย! ตอนเด็ก ๆ ฮารุโกะน่ะเป็นเทพธิดาของฉันเลยนะ! แต่ในหนังนี่หน้าตาทำเอาฉันตกใจแรงมาก ฝ่ายอาร์ตนี่ปวดใจจริง ๆ หนังน่ะก็หวังจะเติมเต็มความทรงจำวัยเด็กแท้ ๆ แต่พอดูแล้วกลับรู้สึกไม่ถึงเลย ยิ่งตอนจบไม่มีเพลง ‘จนกว่าจะถึงจุดสิ้นสุดของโลก’ อีก แบบนี้มันดูเถื่อนมาก ให้ตายเถอะ!"
พอได้ยินแบบนั้น เฉินซืออี๋ก็ยิ่งอินหนักขึ้นไปอีก
"ใช่เลย! ฉันก็ว่ามันขาดอะไรบางอย่างไป พอคุณพูดขึ้นมาฉันก็นึกออกทันที เพลงจบสุดคลาสสิกขนาดนั้นกลับไม่มีสักแอะ โอ๊ยมันแย่กว่าหนังเถื่อนอีก! ฉันถึงขั้นซื้อชุดใหม่มาใส่ดูหนังเลยนะ!"
【ความสนิทสนม เฉินซืออี๋ +1】
หลังพูดจบ เฉินซืออี๋ก็แอบดีใจเล็ก ๆ ที่หยางฟานเห็นด้วยกับเธอ ซึ่งนั่นก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขยับขึ้นไปอีกขั้น
จากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากโรงหนังไปด้วยกัน พร้อมความรู้สึกเสียดายเล็ก ๆ ระหว่างทางก็ไม่วายบ่นไปเรื่อยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้
หยางฟานถึงกับคิดในใจ ถ้ารู้ว่าหนังจะออกมาแย่ขนาดนี้ ควรเอาลำโพงมาด้วยเลยจะได้เปิดเพลงตอนจบแทน ให้แฟนบาสได้ฟีลซะหน่อย
ที่เขาร่วมวงบ่นหนังกับเฉินซืออี๋ก็ไม่ใช่เพราะอยากตามน้ำ แต่เพราะเขาเองก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ สแลมดังก์ เหมือนกัน จะว่าไปแล้ว คำว่า เจอกันในระดับประเทศ ตอนจบเมื่อก่อน มันทำให้เขารอเกินสิบปีเลยนะ
จากเด็กหนุ่มหน้าใสกลายมาเป็นผู้ชายวัยสามสิบเข้าไปแล้ว ขนาดว่าถ้ามีลูก ลูกก็คงโตพอเดินซื้อโชยุเองได้แล้ว เขาเลยหวังไว้มากกับหนังเรื่องนี้
หลังจากเดินออกมาจากโรงหนังพร้อมกัน มือยังคงจับกันอยู่ เฉินซืออี๋ก็ไม่ยอมพูดถึงเรื่องกลับบ้านเลยสักแอะ เพราะเป้าหมายของเธอวันนี้ยังไม่สำเร็จ
เธอหยุดเดินแล้วหันมาพูดกับหยางฟานด้วยน้ำเสียงอ้อน ๆ แต่แฝงความนัยไว้เต็มเปี่ยม
"ไปนั่งชิลที่บาร์กันหน่อยมั้ย?"
พอได้ยินแบบนั้น หยางฟานก็เข้าใจทันทีว่าเธอกำลังส่งสัญญาณมาแล้ว
เพราะครั้งก่อนที่ทั้งสองคนไปเที่ยวบาร์กัน ทั้งคู่ก็ดื่มกันนิดหน่อย บรรยากาศก็ชักจะคล้ายคู่รักเข้าไปทุกที ทั้งกอด ทั้งพิง เรียกว่าเกือบจะเลยเถิด
ดังนั้นพอเธอเอ่ยปากชวนอีกครั้ง ต่อให้ไม่ฉลาดก็ยังพอเดาออกว่าหมายถึงอะไร
ตอนนี้หยางฟานเลยแอบลังเลในใจ ว่าควรจะรอให้ค่าความสนิทของเธอเพิ่มขึ้นอีกหน่อยค่อยพูดความจริงออกไปดีไหม หรือควรจะพูดตอนนี้เลย
เขาเองก็เคยคิดว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับเธอแล้ว การนัดครั้งนี้ก็หวังจะเคลียร์ความรู้สึกให้จบ ๆ ไปเสียที แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะรู้ว่าที่รู้สึกไม่อินนั้นก็เพราะยังไม่ได้เจอกันเท่านั้นเอง
ตอนนี้สาวน้อยแสนร่าเริงคนนั้นก็กำลังเดินอยู่ข้าง ๆ หยางฟาน จับมือเขาไว้ไม่ปล่อย แถมยังชวนคุยหยอกล้อกันตลอดทาง ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนไปเที่ยวบาร์อีกต่างหากในจังหวะนี้ เขากลับรู้สึกได้ว่า เสน่ห์ของเฉินซืออี๋ที่เคยทำให้เขาหวั่นไหวเมื่อก่อน กำลังค่อย ๆ กลับมาอีกครั้ง
มันให้ความรู้สึกเหมือน "ไฟเก่ากลับมาคุอีกครั้ง"
เขาถึงกับคิดในใจว่า เวรเอ๊ย แบบนี้มันไม่ใช่แค่ตัวเองจะรู้สึกสนใจทุกครั้งที่มีสาวอยู่ใกล้เหรอวะ? บัดซบ! อย่างกับตัวเองเป็นเพลย์บอยไม่มีหัวใจไปได้
แต่เมื่อเริ่มรู้สึกอับอายกับความคิดแบบนั้น เขาก็ตัดสินใจว่า คงต้องเลื่อนเรื่องการเปิดเผยความจริงออกไปก่อน
คิดได้ดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนจากจับมือมาเป็นโอบเอวเธอแทน ท่ามกลางสายตางุนงงของเฉินซืออี๋
การเคลื่อนไหวกระทันหันของหยางฟานทำให้ร่างของสาวน้อยแข็งเกร็งไปชั่วขณะ แต่พอนึกอะไรบางอย่างออก เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ กลับกันร่างกายเริ่มคลายความตึงเครียดลงทีละน้อย
ใบหน้าขาวอมชมพูขึ้นมาทันที ขณะเดียวกันก็แอบคิดในใจว่า
“ในที่สุดเจ้าเบ๊อะนี่ก็เข้าใจคำใบ้ของเราสักที เฮ้อ ต้องให้เราชี้นำขนาดนี้เลยเหรอ เหมือนทุกอย่างมันเกิดจากเราฝ่ายเดียวยังไงยังงั้น”
ถึงจะรู้สึกเขินอยู่ไม่น้อย แต่พอนึกถึงผลลัพธ์แล้วเธอก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ปล่อยให้หยางฟานโอบเอวเธอไว้ขณะเดินต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ
แต่หยางฟานกลับพูดขึ้นมาว่า
"ยัยบ๊อง! ลืมไปหรือเปล่าว่าวันนี้ฉันขับรถมา จะไปบาร์ได้ยังไง?"
เฉินซืออี๋พูดตอบเสียงเบา
"ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ เรียกคนขับแทนก็ได้ไม่ใช่เหรอ"
หยางฟานหัวเราะเบา ๆ
"ไว้คราวหน้าค่อยไปบาร์กันเถอะ วันนี้ฉันมีที่อื่นอยากพาเธอไปมากกว่า"
เฉินซืออี๋ได้ยินก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะที่เธอชวนไปบาร์ก็แค่ต้องการบอกเป็นนัยเท่านั้น ไม่ได้อยากไปจริง ๆ
แต่เธอก็ยังสงสัยอยู่ดี เลยถามว่า
"แล้วจะพาไปไหนล่ะ?"
"ตามมาก็พอ ถามมากจริงนะ"
"หึ! ชอบใช้อำนาจจังเลยนะ"
ถึงจะบ่นงึมงำแบบนั้น แต่ร่างกายของเฉินซืออี๋กลับยอมเดินตามไปอย่างว่าง่าย ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อย ยิ่งดูจากท่าทีแล้วก็เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็เต็มใจอยู่ไม่น้อย
เมื่อขึ้นรถแล้ว หยางฟานก็เปิดแอปนำทาง จากนั้นก็เหยียบคันเร่งขับออกไปทันที
พวกเขาขับรถกันอยู่นาน ร่วมครึ่งชั่วโมงกว่าจะจอด
หยางฟานปลดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะพูดขึ้นว่า
"ถึงแล้ว ลงรถเถอะ"
เฉินซืออี๋มองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง
"ที่นี่ที่ไหนเหรอ?"
"ลงมาก่อน เดี๋ยวก็รู้เอง"
"……"
หลังลงจากรถ ทั้งสองก็เดินไปตามเส้นทางสายหนึ่งที่ไม่ค่อยมีผู้คน หยางฟานยังคงโอบเอวเธอไว้ตลอดทาง ส่วนเฉินซืออี๋ก็เดินตามไปด้วยสีหน้างง ๆ
จนเดินไปได้พักใหญ่ เธอก็เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่อยู่ไม่ไกลนักมันคือทะเลสาบแห่งหนึ่ง
พอสังเกตดี ๆ ก็จะเห็นว่ารอบริมฝั่งมีแสงเล็ก ๆ ส่องวับ ๆ ลอยไปมาอยู่เต็มไปหมด
สีหน้าของเฉินซืออี๋พลันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นทันที เธออุทานออกมาด้วยความดีใจว่า
"หิ่งห้อย!!"
หยางฟานยิ้มบาง ๆ พลางโอบเอวสาวน้อยไว้แน่น แล้วพาเธอเดินตรงไปยังริมทะเลสาบ
ไม่นานก็พ้นเส้นทางเล็ก ๆ เข้าไปถึงชายฝั่ง
บริเวณรอบ ๆ ในตอนนี้ เต็มไปด้วยหิ่งห้อยลอยกระพริบแสงจาง ๆ ท่ามกลางความมืด บรรยากาศเงียบสงบ สวยงามราวกับฉากในฝัน
ตั้งแต่มาถึงที่นี่ รอยยิ้มก็ไม่เคยหายไปจากใบหน้าของเฉินซืออี๋เลย
ตอนนี้เธอยิ่งตื่นเต้นหนักขึ้นไปอีก เอ่ยเสียงใสอย่างอดไม่อยู่ว่า
"ว้าววว!! สวยมากเลยอ่ะ!! คุณไปเจอที่แบบนี้ได้ยังไงเนี่ย?"
หยางฟานหันมามองเธอ ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ทำท่า "ชู่ว..." แล้วพูดเบา ๆ ว่า
"เบาเสียงหน่อย"
เฉินซืออี๋เห็นเขาทำแบบนั้นก็เริ่มงง ๆ เพราะคิดว่าอาจเป็นพื้นที่หวงห้าม รีบหันซ้ายหันขวาสำรวจไปรอบ ๆ อย่างลน ๆ แต่ก็ไม่เห็นป้ายหรือรั้วอะไรเลย
เธอเริ่มรู้สึกกังวลจึงถามเบา ๆ ว่า
"ทำไมเหรอ? ถ้ามีคนมาเห็นเราจะโดนไล่ใช่ไหม?"
หยางฟานส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะตอบเสียงเบาแต่จริงจังว่า
"ไม่ใช่หรอก ที่ให้พูดเบา ๆ เพราะกลัวว่าเธอจะโดนต่อยน่ะสิ"
ห๊ะ?
โดนต่อย?
คำพูดของหยางฟานทำเอาเฉินซืออี๋งงเป็นไก่ตาแตก เธอถึงกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงง แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของเขา เธอก็ยิ่งตื่นตระหนกขึ้นไปอีก รีบลดเสียงถามกลับด้วยความหวั่นใจว่า
"มันยังไงกันแน่!? ทำไมฉันถึงจะโดนต่อยล่ะ??"