ปมในใจของหลี่เวยคลี่คลาย (ฟรี)
หลังจากหลี่เวยส่งข้อความไป หยางฟานก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่คิดจะเล่นเกมดองแชทแบบเธอเลยแม้แต่น้อย
〈ไม่ได้ทำอะไรหรอก พึ่งว่าง กะจะเล่นมือถือก่อนนอน เห็นเธอส่งข้อความมาก่อนเลยตอบให้ก่อนเลย〉
พอหลี่เวยอ่านจบ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ข้อความที่เธอตอบกลับไปนั้น กลับยังคงมีฟีลปากแข็งนิดๆ ตามสไตล์
〈ปากหวานน่าดูเลยนะ ฉันไม่เชื่อสักนิดเดียว ข้อความฉันน่ะส่งไปตั้งเป็นชั่วโมงแล้ว…〉
หยางฟานไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
แต่เปลี่ยนหัวข้ออย่างแนบเนียน
〈ดูจากภาพที่เธอส่งมา ท่าทางเหมือนไม่มีแรงเลย ไม่เหมือนตัวจริงของเธอเลยนะ พลังชีวิตหายไปไหนหมดล่ะ?〉
หลี่เวยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ตอบ
〈ช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับน่ะ…〉
〈งั้นเหรอ ฉันมีท่าไม้ตายเลยนะ เป็นเทคนิคสะกดจิตระดับสูง อาจช่วยเรื่องนอนไม่หลับได้〉
หือ?
หลี่เวยอ่านข้อความนั้นแล้วถึงกับทำหน้าสงสัยเต็มขั้น
ก่อนจะพิมพ์กลับไปแบบไม่เชื่อสักนิด
〈เพ้อเจ้อ…〉
〈ไม่ลองดูจะรู้ได้ไงว่าฉันโม้?〉
〈แล้วจะลองยังไง? อยู่ในแชทแบบนี้ก็ใช้ได้เหรอ?〉
〈แน่นอน! ฉันถึงขั้นระดับสะกดจิตไร้ร่องรอยแล้วนะ รู้ตัวอีกทีเธอก็ฟิ้ว~〉
หลี่เวยไม่เชื่อแม้แต่น้อย แต่เพราะยังอยากคุยกับเขาต่อ เลยยอมเล่นด้วยต่อเนื่องแบบกลั้วขำ
〈หึ! งั้นลองดูสิ? ใช้เลย!〉
นี่แหละตัวอย่างของการเลือกคุยตามคนอย่างแท้จริง
กับคนที่อยากคุยด้วย ต่อให้แชทจะฝืดแค่ไหน สาวก็ยังยอมเล่นต่อ
แต่กับคนที่ไม่อยากคุย ต่อให้แชทจะหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า ก็เงียบกริบไม่ส่งแม้แต่จุดเดียว
หยางฟานตอบกลับอย่างรวดเร็ว
〈เสร็จแล้วล่ะ! ฉันใช้เวทย์สำเร็จแล้ว ตอนนี้เธอลืมไปแล้วใช่มั้ย ว่าตัวเองเป็นลูกหมูน้อย ตอนนี้ยังจำตัวตนของตัวเองได้อยู่ไหม?〉
หลี่เวยถึงกับกลอกตาใส่มือถือ แล้วตอบกลับทันที
〈ไร้สาระ! นายต่างหากล่ะที่เป็นหมู! หมูทั้งโง่ทั้งทึ่มเลยด้วย!〉
〈เห็นมั้ยล่ะ? เวทย์สะกดจิตของฉันได้ผลสุดๆ! เธอลืมไปหมดเลยว่าตัวเองเป็นลูกหมูจริงๆ〉
【ความสนิทสนม หลี่เวย +1】
แม้จะเป็นมุกฝืดๆ แบบที่คนทั่วไปอาจจะเรียกว่าแป้กสนิท
แต่หลี่เวยกลับยิ้มกว้างออกมาเป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง
แม้ไม่ได้ขำเพราะมุกที่หยางฟานพิมพ์มา
แต่เธอรู้สึกดีเพราะสัมผัสได้ว่า เขาพยายามทำให้เธออารมณ์ดี ถึงแม้จะดูงี่เง่าไปบ้างก็ตาม
หยางฟานเองก็ไม่รู้ถึงความรู้สึกนั้นหรอก
เขาแค่เห็นว่าความสนิทสนม หลี่เวยเพิ่มขึ้นสองครั้งติดกัน ก็รู้สึกดีใจไม่น้อย
แม้จะเพิ่มทีละนิด แต่เขาก็รู้ดีว่าน้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน
เลยเริ่มเทมุก เทมุก ขุดทุกมุกตลกในหัวมาถล่มใส่เธออย่างต่อเนื่อง
เล่นเอาหลี่เวยทั้งขำทั้งมึน แต่ก็ยังเล่นต่ออย่างว่าง่าย แม้จะบ่นในใจก็ตาม
จนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงเต็ม
แต่ค่าความสนิทสนมของเธอก็ไม่กระดิกอีกเลยแม้แต่นิดเดียว
ทำเอาหยางฟานงงไปพักใหญ่
หรือว่า มุกหลังๆ เราแป้กเกินไป? ไม่มีมุกไหนเวิร์คเลยเหรอ?
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรคืบหน้าไปมากกว่านี้ และเวลาก็เริ่มดึกมากแล้ว
เขาจึงพิมพ์ส่งข้อความสุดท้ายไป
〈ดึกแล้วนะ พรุ่งนี้ต้องไปที่ซ้อมเต้นรึเปล่า? ถ้ายังไง ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันไหม?〉
〈ได้สิ นายก็นอนให้พอด้วยล่ะ〉
หลี่เวยอ่านข้อความแล้วลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
จากนั้นก็นอนนิ่งอยู่บนเตียง จ้องเพดานเงียบๆปล่อยให้ความรู้สึกบางอย่างซึมลึกลงไปเงียบๆ ในใจเธอ
จริงอย่างที่หลี่เวยเคยบอกหยางฟานไปช่วงนี้เธอมีอาการนอนไม่ค่อยหลับเล็กน้อย
ซึ่งต้นเหตุนั้น เริ่มมาจากคืนที่ทั้งสองคนจูบกันอย่างเร่าร้อนในห้องคาราโอเกะ
แม้ว่าสุดท้ายเธอจะเป็นฝ่ายหนีไปก่อน
แต่ภาพเหล่านั้นกลับมักจะวนเวียนกลับมาในหัวของเธอเสมอ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด
และในบางช่วงเวลา เธอก็มักจะเผลอคิดขึ้นมาว่า หมอนั่นตอนนี้จะทำอะไรอยู่นะ?
หลี่เวยรู้ดีว่า ความรู้สึกแบบนี้คือชอบเข้าแล้ว
ตั้งแต่ที่เธอเริ่มไม่ต่อต้านหยางฟาน เธอก็มีลางสังหรณ์อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เธอเลือกจะหลบหน้าไปพักหนึ่ง
แต่ก็อย่างว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรเลย
เมื่อได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เธอก็ต้องยอมรับความจริงว่า
หยางฟานเป็น ผู้ชายคนเดียว ที่เธอเคยรู้สึกคิดถึงในใจอย่างไม่มีเหตุผล
และยังเป็นคนที่พิเศษที่สุดในความทรงจำของเธอ
เธอไม่แน่ใจว่าควรจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ หรือควรจะหนีห่างต่อไปความลังเลและความสับสนพวกนี้ ก่อตัวสะสมในใจเธอมานานจนกระทั่งกลายเป็นอาการนอนไม่หลับในที่สุด
ดังนั้น หากจะพูดให้ถูกต้อง อาการนอนไม่หลับของเธอ มีหยางฟานเป็นต้นเหตุอย่างไม่ต้องสงสัย
เพียงแต่เธอไม่เคยบอกเขาเท่านั้นเอง
แต่หลังจากคืนนี้ที่ได้คุยกับหยางฟาน
เห็นเขาพยายามเล่นมุกสารพัดเพื่อให้เธอยิ้มได้ ถึงแม้มุกจะฝืดไปบ้าง
เธอก็รู้ดีว่าเขา ตั้งใจ จริงๆ
และเมื่อเขาชวนเธอไปกินข้าวกลางวันในวันรุ่งขึ้น
เธอก็ตอบตกลงทันทีเพราะเธอได้ตัดสินใจแล้ว
ใช่การตอบตกลงของเธอครั้งนี้ คือการเลิกหนี แล้วเลือกจะเดินหน้าไปกับผู้ชายคนนี้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเธอเข้าใจเรื่องที่ค้างคาในใจได้แล้ว อาการนอนไม่หลับก็เหมือนจะคลี่คลายไปโดยไม่รู้ตัว
…..
อีกด้านหนึ่ง
หยางฟานไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความคิดในใจของหลี่เวย
ถ้ารู้ว่าเธอกำลังสับสน ฟุ้งซ่าน และถึงขั้นนอนไม่หลับเพราะคิดถึงเขา
เขาคงหัวเราะลั่นจนปลุกบ้านทั้งหลังแน่นอน
เพราะที่เขาพยายามเล่นมุก ส่งเกม ส่งอะไรตลกๆ ไปให้เธอ
จุดประสงค์จริงๆ มันไม่ได้โรแมนติกเลยสักนิด
มันเริ่มจากตอนที่เขาเล่นมุกสุ่มส่งไป แล้วเห็นว่าค่าความสนิทของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นเขาก็เลยตั้งใจจะใช้ทุกมุก ทุกวิธี ที่จะช่วยปั่นแต้มขึ้นมาให้ได้
เขาเชื่อในหลัก น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน
ยิ่งเล่น ยิ่งส่ง ยิ่งสร้างความคุ้นเคย และวันหนึ่งก็จะสามารถ ทะลุแต้มสนิทระดับ 60 ได้แน่นอน
ที่น่าตลกก็คือในบรรดาผู้หญิงมากมายที่อยู่รอบตัวเขา
ถ้าจะพูดถึง ความรู้สึกภาคภูมิใจในการเพิ่มค่าความสนิท แล้ว
หลี่เวย กลับเป็นหนึ่งในลิสต์อันดับต้นๆ
เพราะตอนแรกที่เจอกัน ค่าความสนิทของหลี่เวย ติดลบถึง -50
แถมวิธีเพิ่มแต้มของเธอยังแปลกประหลาดอีกต่างหาก
ขึ้นทีละนิด ทีละน้อย กว่าจะไต่กลับมาเกิน 50 ได้ เขาใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว
ตอนแรกๆ หยางฟานยังแอบคิดว่า สาวน้อยคนนี้น่าจะอยากตบเขาด้วยซ้ำ
แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ เขาถึงรู้สึกว่าการเอาชนะใจผู้หญิงแบบนี้ได้ มันเจ๋งดีชะมัด
และที่สำคัญในบรรดาผู้หญิงในชีวิตจริงของเขาที่คะแนนความสวระดับ 80+
หลี่เวยคือสาวที่บริสุทธิ์ที่สุดที่เขาเคยเจอเลยก็ว่าได้
นั่นจึงทำให้เขารู้สึกดีอยู่ลึกๆ แม้จะไม่ได้ยอมรับออกมาตรงๆ ก็ตาม
ในใจก็ต้องยอมรับว่าหยางฟานยังคงมีความรู้สึกยึดติดบางอย่างกับหลี่เวยอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่แค่เพราะเธอสวย หรือเพราะค่าความสนิทเพิ่มยาก
แต่เพราะเธอคือผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขา พยายามมากเป็นพิเศษ และผลลัพธ์ก็ดูใกล้จะสำเร็จเข้าไปทุกทีแล้ว
แต่ในขณะเดียวกันเมื่อใกล้ถึงจุดเปิดไพ่มากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาหนักใจแบบเดิมก็วนกลับมาอีกครั้งในใจของหยางฟาน
เขานั่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจว่า
อย่างน้อยในตอนนี้ เขาควรโฟกัสที่การเพิ่มค่าความสนิทก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะเอาจริงๆ แล้วเขาก็ยังไม่มีความมั่นใจพอจะวัดดวงกับหลี่เวยแบบเต็มตัว
เอาเถอะ ไม่อยากคิดมากแล้ว
หยางฟานส่ายหัวไล่ความฟุ้งซ่าน แล้วเก็บโทรศัพท์วางไว้ที่เดิม
ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยตัวปล่อยใจให้ว่างเปล่า
และในไม่ช้า เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างเงียบงัน
…..
เวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
รุ่งเช้าของวันใหม่ก็มาถึง
แสงอ่อนๆ ยามเช้าเล็ดรอดผ่านผ้าม่าน เข้ามากระทบใบหน้าของชายหนุ่ม
หยางฟานค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการหลับใหล ด้วยอาการมึนงงนิดๆ ตามธรรมชาติของคนเพิ่งตื่น
แต่สิ่งที่เขาเห็นเมื่อเบิกตาขึ้นมากลับทำให้ต้องตกใจเล็กน้อย
เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือ หลินหว่านเฉิน
หญิงสาวนอนอยู่ข้างเขาอย่างสงบ พร้อมแววตาที่กำลังจ้องมองเขาอยู่
แต่เธอกลับไม่ได้พูดอะไร
แค่ยิ้มเล็กๆ มองเขาอย่างอ่อนโยน
ดวงตาคู่นั้นสื่อสารได้ดีกว่าคำพูดใดๆ
ราวกับกำลังบอกว่า
“ตื่นแล้วเหรอ ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกของฉันอีกครั้ง”