การเอาคืนของ เซี่ยจือ
หลายวันต่อมา เซี่ยจือ ก็ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หูเฟย ช่างใจร้ายเหลือเกิน ตอนนี้ทุกครั้งที่เขาสอนคณิตศาสตร์ให้เธอ จะต้องแลกกับการถูกเขาลูบหัวเสมอ ไม่รู้ว่าเป็นนิสัยแปลกประหลาดอะไรของเขากันแน่
เซี่ยจือ อยากจะต่อต้านอยู่หรอกนะ แต่คณิตศาสตร์เรื่องสมการพารามิเตอร์ที่เพิ่งเรียนไปมันยากจริงๆ
อาจารย์ผู้สอนเองก็เพื่อที่จะพัฒนาความสามารถของนักเรียนให้สูงขึ้น ทุกวันจึงมักจะเขียนโจทย์ประยุกต์เพิ่มเติมไว้ที่กระดานดำด้านหลังห้องเรียนอยู่สองสามข้อเสมอ
สำหรับโจทย์ประยุกต์พวกนี้ เซี่ยจือ ทำไม่ได้จริงๆ
เซี่ยจือ เคยพยายามต่อต้านอยู่บ้าง โดยเลือกที่จะไม่ถามปัญหาจาก หูเฟย แล้วหันไปขอความช่วยเหลือจาก ฉวี่ หมิงเยว่ แทน
พอดี ช่วงนี้ความสัมพันธ์กับ ฉวี่ หมิงเยว่ คืบหน้าไปเร็วมาก ทั้งสองคนช่วยกันทำบทพูดภาษาอังกฤษ จนเกือบจะเป็นเพื่อนสนิทกันแล้ว
แต่ เซี่ยจือ กลับพบว่า แม้แต่ ฉวี่ หมิงเยว่ ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถทำโจทย์เหล่านั้นได้ทุกข้อ โดยปกติแล้วเธอมักจะทำได้เพียงสองข้อเท่านั้น และถึงแม้จะทำได้ ก็ยังอธิบายได้ไม่กระจ่างแจ้งเท่าที่ หูเฟย อธิบาย
ช่วยไม่ได้จริงๆ ดูท่าแล้วคงจะต้องกลับไปพึ่ง หูเฟย อีกตามเคย
แต่ไม่คิดว่า หูเฟย ถึงกับจะขึ้นราคาหน้าตาเฉย ตอนนี้ถามโจทย์ข้อหนึ่ง ต้องให้ลูบหัวทีหนึ่งก่อนถึงจะยอม
หูเฟย ถือว่าจับจุดอ่อนของ เซี่ยจือ ได้อยู่หมัดจริงๆ
การลูบหัวนั้น หากจะพูดตามความหมายโดยตรงก็ไม่ถือว่าเป็นการสัมผัสเนื้อต้องตัวกันอย่างโจ่งแจ้งนัก จึงพอจะถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่จะยอมรับได้ในระดับสูงสุดแล้ว
เพื่อการเรียน เซี่ยจือ จึงต้องทนอับอายแบกรับภาระหนัก
ตอนนี้สมุดร่างของเธอแทบจะไม่พอใช้เสียแล้ว เพราะในแต่ละวันเธอจะต้องวาดวงกลมสาปแช่งใครบางคนอยู่หลายสิบรอบ เล่นเอา หูเฟย ในช่วงนี้ไม่กล้าแม้แต่จะดื่มน้ำเลยทีเดียว เพราะดื่มทีไรเป็นต้องสำลักออกมาทุกที
…………
เพิ่งจะเลิกเรียน หูเฟย ไปเข้าห้องน้ำ
เหลือเพียง เซี่ยจือ นั่งอยู่แถวสุดท้ายคนเดียว
เมื่อมองไปยังที่นั่งว่างเปล่าของ หูเฟย เซี่ยจือ ก็กัดริมฝีปากแน่น ในมือของเธอกอดหมอนอิงใบที่ หูเฟย ให้ไว้แน่น พลางกัดฟันกรอดๆ “หูเฟยใจร้าย เจ้าหูเฟยบ้า!”
“น่าโมโหจริงๆ ก็แค่คิดว่าตัวเองเก่งคณิตศาสตร์กว่าฉันเท่านั้นเองไม่ใช่หรือไง?”
“รู้แต่จะแกล้งฉัน!”
พูดพลาง เซี่ยจือ ก็นึกภาพตนเองกำลังใช้กำปั้นน้อยๆ ระดมต่อยหมอนอิงใบนั้นอย่างแรง ราวกับว่าหมอนอิงใบนั้นคือตัวแทนของใครบางคนที่น่าหมั่นไส้ ‘กำปั้นน้อยๆ ของฉันจะทุบหน้าอกนายให้เขียวเลย!’
o(*≧д≦)o (อิโมติคอนทุบด้วยความโมโห)
หลังจากระบายอารมณ์อยู่เป็นนานจนใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำไปหมด ในที่สุดเธอก็ยอมปล่อยหมอนอิงที่น่าสงสารใบนั้นให้เป็นอิสระ
“ฮึ่ม!”
“รอคุณอาเล็กฉันกลับมาก่อนเถอะ ฉันจะไม่มาหาคุณอีกเด็ดขาด”
เซี่ยจือ ทำปากจู๋อย่างน่ารัก ก่อนจะตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทนอับอายแบกรับภาระหนักนี้ต่อไปอีกสักพัก รอจนกว่าคุณอาเล็กของเธอจะกลับมาเสียก่อน แล้วค่อยตัดสัมพันธ์กับเจ้าหูเฟยให้ขาดสะบั้นไปเลย
“อืม เซี่ยจือ คุณกำลังยิ้มอะไรอยู่เหรอ?”
หูเฟย หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับมา เมื่อเห็น เซี่ยจือ นั่งยิ้มอยู่คนเดียว แถมยังดูเหมือนจะยิ้มอย่างมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก เขาก็อดที่จะสงสัยไม่ได้
“มะ ไม่มีอะไรค่ะ” เซี่ยจือ รีบส่ายหน้า กลัวว่า หูเฟย จะมองออกก่อน
“แปลกจริงๆ” หูเฟย พึมพำ
“กระดาษ”
“อ้อ~”
เซี่ยจือ หยิบกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่งจากบนโต๊ะส่งให้ หูเฟย
บัดนี้ทั้งสองคนรู้ใจกันดีเสียแล้ว ทุกครั้งที่อีกฝ่ายล้างมือเสร็จกลับมา อีกคนก็จะคอยหยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้เสมอ และแน่นอนว่ากระดาษทิชชู่ทั้งหมดนั้น เซี่ยจือ เป็นคนเตรียมไว้เอง
นอกเหนือจากกระดาษทิชชู่แล้ว ยังมียางลบ ไม้บรรทัด และหมึกปากกาอะไรพวกนี้อีก ที่โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองคนก็มักจะใช้ร่วมกันอยู่เสมอ
แล้วก็แน่นอนอีกนั่นแหละ ทั้งหมด เซี่ยจือ เป็นคนเตรียมไว้
หูเฟย นั้นอย่างไรเสียก็ไม่เคยมีอะไรเป็นของตนเองอยู่แล้ว หากขาดเหลืออะไรก็มักจะขอจากเพื่อนร่วมโต๊ะเสมอ และถ้าหาก เซี่ยจือ หาของอะไรไม่เจอ ก็มักจะพบว่ามันไปอยู่ที่ หูเฟย นั่นเอง
ยิ่งเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่แบ่งแยกว่าเป็นของใครของมันอีกต่อไปแล้ว
…………
ตอนเย็น
“เอ๊ะ คุณอาเล็ก คุณอากลับมาแล้วเหรอคะ?”
พอ เซี่ยจือ กลับถึงบ้าน เธอก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อพบว่าคุณอาเล็กของตนเองกลับมาถึงบ้านแล้ว
“ฮ่าฮ่า เสี่ยวจือ เลิกเรียนแล้วเหรอ!”
“อื้มคะ!” เซี่ยจือ รีบเข้าไปกอด เซี่ย หงอวี่ ทันที ทั้งสองคนสนิทสนมกันมาก
“คุณอาเล็ก คุณอาไม่ได้บอกว่าจะกลับมาอาทิตย์หน้าหรอกเหรอคะ?” เซี่ยจือ เงยหน้ามอง เซี่ย หงอวี่
เซี่ย หงอวี่ ลูบหัว เซี่ยจือ อย่างเอ็นดู
“พอดีการทดลองมันเกิดข้อผิดพลาดนิดหน่อย อุปกรณ์กำลังซ่อมแซมอยู่ อาก็เลยกลับมาก่อนน่ะสิ”
“อ้อ~”
เซี่ยจือ กะพริบตาปริบๆ ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “คุณอาเล็กคะ ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อคุณอากลับมาแล้ว คุณอาช่วยติวคณิตศาสตร์ให้หนูหน่อยได้ไหมคะ?”
“แน่นอนสิ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว!”
“ดีใจจังเลยค่ะ!” เซี่ยจือ ดีใจจนกระโดดโลดเต้น
ทาสอย่างฉันในที่สุดก็มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากเสียที!(1)
เจ้าหูเฟยใจร้าย คราวนี้แหละ ฉันจะไม่ต้องง้องอนนายอีกต่อไปแล้ว!
ฮึ่ม!!!
เซี่ยจือ กอดร่างที่หอมกรุ่นของคุณอาเล็กไว้แน่น
…………
ทานข้าวเสร็จ เซี่ยจือ ก็รีบลาก เซี่ย หงอวี่ เข้าไปในห้องทันที
“คุณอาเล็ก เร็วเข้าค่ะ วันนี้คุณอาต้องสอนคณิตศาสตร์ให้หนูดีๆ นะคะ หนูไม่อยากจะ……”
“ไม่อยากจะอะไรเหรอ?” เซี่ย หงอวี่ คิ้วเรียวยาวเลิกขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาแฝงรอยยิ้มมอง เซี่ยจือ
ปฏิกิริยาของเด็กสาวดูผิดปกติไปหน่อย เมื่อก่อนก็ไม่เห็นจะร้อนใจขนาดนี้
เซี่ยจือ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองดู เซี่ย หงอวี่
เซี่ยจือ สนิทสนมกับคุณอาเล็กของเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก ประกอบกับอายุของทั้งสองคนก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก เมื่อเทียบกับคุณพ่อแล้ว เซี่ยจือ จึงมักจะชอบพูดคุยเรื่องในใจกับคุณอาเล็กมากกว่าเสมอ
เมื่อก่อนหากมีความลับเล็กๆ น้อยๆ อะไร เธอก็มักจะนำมาเล่าให้คุณอาเล็กฟังเสมอ และคุณอาเล็กก็มักจะคอยปกป้องเธออยู่เสมอเช่นกัน ถึงแม้จะล่วงรู้ความลับเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ คุณอาเล็กก็จะไม่นำไปแพร่งพรายบอกต่อให้ใครอื่นได้รับรู้
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยจือ ก็ยังคงพูดออกมาว่า:
“ก็ ก็เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นของหนูนั่นแหละค่ะ”
“เด็กผู้ชายคนที่เจอเมื่อสุดสัปดาห์น่ะเหรอ?”
“……อื้ม!” เซี่ยจือ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงพยักหน้าอย่างเขินอายเล็กน้อย
เซี่ย หงอวี่ ยิ้มแล้วถามว่า “เขาเป็นอะไรไปล่ะ?”
“ก็เขาสอนคณิตศาสตร์ให้หนู แล้วก็ยังจะชอบ……”
“ชอบอะไร?”
หัวใจของ เซี่ย หงอวี่ พลันกระตุกเล็กน้อย จะไม่ใช่ว่า...พวกเขาคงจะยังไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินกันไปแล้วใช่ไหม?
พวกเขาคงจะยังไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นกันใช่ไหม?
เด็กวัยนี้ อารมณ์พลุ่งพล่านง่ายที่สุด อดใจต่อสิ่งยั่วยุได้ยากที่สุด
ถ้าหากว่าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ...นั่นมันเรื่องใหญ่เลยนะ! เซี่ย หงอวี่ ร้อนใจราวกับไฟลนก้น แต่แล้วกลับได้ยิน เซี่ยจือ พูดต่อว่า:
“เขา เขาชอบลูบหัวหนูถึงจะยอมสอนน่ะค่ะ”
!!!
“อ้อ~ ลูบหัวเองเหรอ!”
เซี่ย หงอวี่ ถอนหายใจโล่งอกออกมาอย่างแรง
โอย! ก็นึกว่าเรื่องอะไรเสียอีก... เฮ้ออ เล่นเอาตกอกตกใจหมดเลย! โชคดีนะที่มันเป็นแค่การลูบหัว ยังไม่ได้ล้ำเส้นเกินเลยไปกว่านั้น
“อื้ม แย่จริงๆ นะ เพื่อนร่วมชั้นกันจะมาเรียกร้องอะไรไร้สาระแบบนี้ได้ยังไง?”
“เสี่ยวจือ คนแบบนี้ หนูห้ามไปคบกับเขาอีกนะ ต่อไปต้องอยู่ให้ห่างจากเขาเลย”
“ถ้าเขายังกล้ามารังควานหนูอีก พวกเราจะโทรศัพท์ไปฟ้องผู้อำนวยการ”
ใบหน้าสวยของ เซี่ย หงอวี่ ฉายแววโกรธเล็กน้อย เธอเป็นห่วงเรื่องการคบเพื่อนของ เซี่ยจือ มาก
เป็นศาสตราจารย์มาหลายปี มีนักศึกษามาปรับทุกข์กับเธอมากมายว่าจะโดนผู้ชายเลวๆ หลอกยังไง
ส่วนใหญ่ก็คือตอนที่ยังเรียนมัธยมปลาย แล้วก็ไปมีความรัก
ผลคือ……
เซี่ย หงอวี่ รู้สึกว่าตนเองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วย เซี่ยจือ กำจัดอุปสรรคชิ้นใหญ่นี้ออกไปให้พ้นทาง
“อ๊ะ?” เซี่ยจือ ร้อนใจขึ้นมาทันที
“มะ ไม่มีค่ะ”
“คุณอาเล็ก ก็ ก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกค่ะ! เขาจริงๆ แล้วด้านอื่นๆ ก็ยังดีอยู่นะคะ”
เซี่ยจือ รีบพูดแก้ต่างให้ หูเฟย สองสามคำ เธอไม่กล้าให้คุณอาเล็กโทรศัพท์ไปโรงเรียนจริงๆ หรอกนะ
เธอก็เพียงแค่รู้สึกไม่พอใจที่มักจะถูก หูเฟย ข่มขู่คุกคามอยู่เรื่อยๆ แล้วตนเองก็ไม่สามารถทำอะไรตอบโต้กลับไปได้เลยต่างหาก
อย่างอื่น……ก็ยังดีอยู่หรอก! ยังไงซะ เซี่ยจือ ก็ไม่เคยคิดที่จะแยกกันนั่งกับ หูเฟย เลย
เซี่ย หงอวี่ เห็นท่าทางของ เซี่ยจือ อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ดูท่าแล้วเจ้าหนุ่มคนนั้นคงจะผูกมัด เซี่ยจือ ไว้ได้จริงๆ
อาศัยการสอนคณิตศาสตร์ให้ เซี่ยจือ งั้นเหรอ?
เหอะๆ!
ลูกไม้เด็กๆ แบบนี้น่ะรึ? มีฉันอยู่ทั้งคน ลูกไม้ตื้นๆ ของแกนี่จะต้องพังทลายลงในพริบตาอย่างแน่นอน! เซี่ย หงอวี่ แอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
“เสี่ยวจือ ไม่เป็นไรนะ”
“เริ่มตั้งแต่วันนี้ อาจะช่วยติวคณิตศาสตร์ให้หนูเอง แบบนี้หนูก็ไม่ต้องไปขอร้องเขาอีกแล้ว”
“ต่อไปเขาก็ข่มขู่หนูไม่ได้แล้วด้วย”
“อื้ม คุณอาเล็กใจดีที่สุดเลยค่ะ” เซี่ยจือ พยักหน้าอย่างมีความสุข
…………
ทั้งสองคนนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ เซี่ยจือ หยิบการบ้านของวันนี้ออกมา ยื่นให้ เซี่ย หงอวี่
“คุณอาเล็กคะ นี่การบ้านของวันนี้ค่ะ”
“ข้างหน้าเป็นโจทย์พื้นฐาน สามข้อหลังเป็นโจทย์ประยุกต์ ดูเหมือนจะเป็นโจทย์สอบเข้ามหาวิทยาลัยเก่าค่ะ สามข้อนี้หนูทำไม่ได้เลย”
“คุณอาเล็ก คุณอาช่วยตรวจข้างหน้าให้หนูหน่อยสิคะ ดูว่ามีตรงไหนผิดบ้าง”
“แล้วก็ช่วยอธิบายโจทย์ประยุกต์ข้างหลังให้หนูด้วยนะคะ!” เซี่ยจือ มอง เซี่ย หงอวี่ อย่างคาดหวัง
เซี่ย หงอวี่ คลี่ยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
หลังจากนั้นเธอก็รับการบ้านมาจากหลานสาว บนใบหน้างามนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกดูแคลนและความหยิ่งทะนงในความสามารถของตนเองอยู่เล็กน้อย
โจทย์สอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ?
ฮ่าๆๆ! ตอนนั้นฉันสอบคณิตศาสตร์เข้ามหาวิทยาลัยได้คะแนนเต็มเชียวนะ!!!
สมัยเรียนมัธยมปลายปีสามน่ะ ฉันทำโจทย์ไปตั้งมากมายมหาศาลขนาดไหนกัน?
โจทย์แบบไหนกันที่ไม่เคยเขียน โจทย์รูปแบบใดกันที่ไม่เคยเห็น?
ถึงเวลาที่ฉันจะได้แสดงฝีมือที่แท้จริงแล้ว!
วันนี้แหละ จะทำให้เจ้าเด็กนั่นได้ประจักษ์แก่สายตาเสียทีว่าอะไรคือความหมายของคำว่า ‘คะแนนเต็มคณิตศาสตร์ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย’ ที่แท้จริง!
“เสี่ยวจือ”
“คะ”
“ปากกามา!”
(1)[ทาสในที่สุดก็มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากเสียที (农奴终于有机会翻身把歌唱了) – เป็นสำนวนเปรียบเทียบถึงการหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก]