คำบ่นส่วนตัว
บทนี้เป็นคำพูดพร่ำเพ้อไร้สาระส่วนตัวของผม ใครไม่สนใจก็สามารถข้ามไปได้เลยครับ
เนื้อเรื่องส่วนของกีฬาสีในที่สุดก็เขียนจบลงโดยสมบูรณ์แล้ว
เขียนมายาวมากจริงๆ และก็เขียนยากมากจริงๆ
ระหว่างนั้นมีหลายคนที่ไม่พอใจ หยวนหวา และหลิวชวน ในนั้นก็มีหลายคนที่ไม่พอใจหรือเลิกอ่านไปก็มี
ผมจะขออธิบายวัตถุประสงค์และเจตนาในการเขียนถึง หยวนหวา และหลิวชวน ให้ทุกคนฟังนะครับ
จริงๆ แล้วตั้งแต่เนิ่นๆ ผมก็เคยบอกแล้วว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวของ หูเฟย กับเซี่ยจือ สองคน
ความรัก…
คือเกาะที่โดดเดี่ยวของคนสองคน
ไม่อนุญาตให้คนอื่นเหยียบย่างเข้ามา
……….
แต่ภายนอกเกาะที่โดดเดี่ยว ก็ยังมีเกาะอีกนับไม่ถ้วน
เกาะต่างๆ เชื่อมต่อกัน ประกอบขึ้นเป็นโลกที่สมบูรณ์
ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ไม่ควรจะมีแค่คนสองคนที่อยู่ด้วยกันอย่างโดดเดี่ยว
ยังมีพ่อแม่, ครอบครัว, เพื่อน, อาจารย์, เพื่อนร่วมชั้น...
ถ้าเป็นไปได้ หูเฟย ก็ไม่หวังว่า เซี่ยจือ จะเหมือนชาติที่แล้ว ที่ทำได้แค่เฝ้าอยู่กับเขาอย่างโดดเดี่ยว
เกาะที่โดดเดี่ยว ฟังดูสวยงาม แต่เบื้องหลังคือการจมลงและพินาศอย่างรวดเร็ว
ชาติที่แล้ว หูเฟย เพื่อ เซี่ยจือ สามารถทิ้งโลกทั้งใบได้! ทิ้งทุกอย่างที่พวกเขามี!
ชาตินี้ หูเฟย เพื่อ เซี่ยจือ ยินดีที่จะรักโลกทั้งใบ รักทุกคนที่อยู่รอบข้างพวกเขา!
ดังนั้น ทุกคนที่อยู่รอบข้างพวกเขา จะไม่ใช่แค่ตัวประกอบฉากเฉยๆ ในเรื่องราวของ หูเฟย กับเซี่ยจือ ย่อมต้องมีเรื่องราวของคนอื่นๆ เข้ามาร่วมสร้างโลกของคนทั้งสองให้สมบูรณ์
หยวนหวา คือคนแรกที่หลังจาก หูเฟย มาถึงห้องสอง แล้วยื่นมือมาหาเขา พูดว่า “สวัสดี”
เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะคนแรกของ หูเฟย เป็นสมาชิกของกลุ่มสี่ดอกไม้เล็กๆ เป็นเพื่อนซี้ของ หูเฟย
แน่นอนว่า ผมรู้ว่าวิธีที่น่าพอใจที่สุด ก็คือการให้ หยวนหวา ทำตัวตลกต่อไป
การตั้งค่าเริ่มต้นของ หยวนหวา จริงๆ แล้วก็เป็นคนที่ขี้ขลาดตาขาว ไม่มีอะไรเก่งกาจ แถมยังเป็นผู้ชายซื่อบื้อ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิง ชีวิตไม่มีทิศทาง...
รอบตัวทุกคนย่อมต้องมี “เพื่อน” ที่มีลักษณะแบบนี้อยู่บ้าง
ผมได้รับความคิดเห็นมากมาย ที่พูดมากที่สุดก็คือ “ทุกคนก็หัวเราะเยาะ หยวนหวา แต่ทุกคนก็คือ หยวนหวา”
ก็ได้ครับ พูดตามตรง ผมก็มีเพื่อนแบบนี้เหมือนกัน แน่นอนว่า ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องการจีบผู้หญิงนะ
เพื่อนคนนี้ของผมไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยที่ดีๆ จบมาแล้วก็ไม่รู้ว่าทุกวันทำอะไร ชีวิตก็สับสนไปวันๆ
โชคดีที่…สุดท้ายก็เลือกที่จะเขียนนิยาย ในช่วงเวลาที่ว่างจากงาน ก็ได้หว่านเมล็ดพันธุ์อีกเมล็ดหนึ่งของชีวิตลงไป
บุ่มบ่ามมาก ตอนแรกก็ลำบากมาก เขียนก็ไม่ดี แต่ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละน้อย
ถ้าผมไม่พูด พวกคุณคงจะเดาไม่ออกว่าคนที่ผมพูดถึงจริงๆ แล้วก็คือตัวผมเองสินะ
ตอนแรกที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ก็แค่ถือว่าเป็นการฝึกเขียน ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้คิดว่าจะดัง ไม่ได้คิดจะหาเงินได้
ยังไงซะก็เขียนแล้ว
ทุกวันก็ใช้เวลาเล็กน้อยเขียนหน่อยหนึ่ง
ตอนแรกๆ ก็เขียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีรายละเอียดและปัญหามากมาย
ต่อมาเขียนไปเขียนมา ก็พบว่ามีอะไรผิดปกติ ดูเหมือนจะมีคนอ่านอยู่ไม่น้อย
ต่อมาก็เริ่มจะจริงจังมากขึ้น
แล้วพอเขียนไปเขียนมา ตัวเองก็เริ่มจะมีความรู้สึกต่อตัวละคร ถึงกับขนาดว่าบางครั้งตัวเองก็จะอินเข้าไปในเรื่อง
สำหรับตัวละคร หยวนหวา คนนี้ ผมจริงๆ แล้วรู้สึกว่าเขารับเสียงหัวเราะเยาะมามากเกินไป ควรจะให้โอกาสเขาได้เติบโตและพิสูจน์ตัวเองบ้าง
ความขี้ขลาดของเขาเป็นเพราะสภาพแวดล้อมโดยกำเนิด เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผมหวังว่าหลังจากผ่านประสบการณ์แล้ว จะสามารถเติบโตได้
แน่นอนว่า คนเราไม่มีทางที่จะไม่ผ่านความยากลำบากใดๆ แล้วจะคิดได้เองทันที เติบโตขึ้นมาทันที
ดังนั้นถึงได้มีพล็อตเรื่องช่วงนี้
หยวนหวา สุดท้ายก็เลือกที่จะไปเป็นทหารหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในค่ายทหาร เปลี่ยนแปลงตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง
นี่คือการวางแผนสำหรับ หยวนหวา และก็เป็นการเพิ่มเติมเส้นทางที่ไม่เหมือนใครในการเลือกชีวิตหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ผมรู้ว่าหลายคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ มีหลายคนที่กำลังจะเผชิญหน้ากับการสอบที่สำคัญในชีวิต
ก็ถือเป็นการให้กำลังใจทุกคนแล้วกัน
เหมือน หยวนหวา ถ้าไม่พอใจกับชีวิต กับสภาพการณ์ของตัวเอง
งั้นก็ต้องหาวิธีเปลี่ยนแปลงตัวเอง หาวิธีหาทางออกในชีวิต
การเขียนนิยายอาจจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผมหว่านไว้ ตอนนี้ทุกวัน ก็คือการบ่มเพาะมัน
จริงๆ แล้วก็ลำบากมาก เพราะว่าไม่มีพื้นฐานที่ลึกซึ้ง เวลาเขียนก็ไม่นานพอ ความเร็วในการเขียนก็ช้า บางครั้งตันจนจะตายอยู่แล้ว
อนาคตจะเป็นอย่างไร ...ไม่รู้
พยายามจะเขียนนิยายเล่มนี้ให้จบ ก็คือเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้
โดยรวมแล้ว นี่ก็คือเหตุผลที่ช่วงนี้เขียนถึง หยวนหวา อาจจะเป็นเพราะเขียนค่อนข้างจะเร่งรีบและกะทันหัน บวกกับความสามารถที่จำกัด เขียนก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ไม่ได้เขียนผลงานที่ทำให้ทุกคนพอใจ
ขอโทษครับ!!!
แล้วก็มาพูดถึง หลิวชวน กันบ้าง
จริงๆ แล้วตัวละคร หลิวชวน คนนี้ ถ้ามองจากมุมของตัวเอก จากมุมของฝ่ายดี ก็เป็นคนที่น่ารังเกียจ
แต่ถ้าพูดกันตามตรง ถ้าให้เลือก กี่คนจะเลือกที่จะเป็น หลิวชวน?
ผมพูดก่อนเลย ผมเลือก หลิวชวน
หน้าตาหล่อ เล่นบาสเกตบอลเก่ง มีอนาคต ได้รับความนับถือจากพี่น้อง ได้รับความชื่นชมจากผู้หญิง
ถ้ามองจากมุมของคนนอก จากมุมของเพื่อน จากมุมของอาจารย์ เขาแน่นอนว่าเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก
แล้วก็...ทำไมตอนจบของ หลิวชวน ถึงไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด ถูกตบหน้าสารพัด ถูกตัวเอกกดลงบนพื้นขยี้ ถูกทำอย่างนั้นอย่างนี้...
ตามหลักแล้ว ตบหน้ายิ่งแรง อ่านยิ่งมันส์ ยิ่งเอาใจคนอ่าน
แต่สุดท้าย หูเฟย ก็ยังคงจับมือปรองดอง ถึงกับยังให้ตั๋วเครื่องบินที่มีลายเซ็นของ Kobe อีกด้วย
ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีอะไร ผมแค่รู้สึกว่า ด้วยความพยายามและพรสวรรค์ของ หลิวชวน เขาควรจะมีอนาคตของเขา
ไม่สามารถที่จะเพราะความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในวัยเยาว์ แล้วจะมาลงโทษรุนแรงขนาดนี้
แน่นอนว่ายังมีเหตุผลที่สำคัญกว่า อยู่ข้างล่าง
ก่อนจะพูดถึงเหตุผล ก็ขอพูดก่อนว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงได้เขียนเรื่องบาสเกตบอล และบทบาทก็ยังไม่น้อยอีกด้วย
เห็นๆ อยู่ว่ากีฬาสีก็เยอะมากแล้ว ต่อมาทำไมถึงได้เพิ่มการแข่งขันบาสเกตบอลอีก (หลายคนอาจจะไม่สนใจบาสเกตบอล ดังนั้นส่วนนี้จะรู้สึกไม่ดี ได้รับคำวิจารณ์มากมาย)
จริงๆ แล้วนี่เป็นความเห็นแก่ตัวของผมเอง เพื่อจะเติมเต็มความปรารถนาของตัวเองอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง
ไม่กลัวที่จะบอกกับทุกคนว่า ของหลายอย่างในหนังสือ ล้วนเป็นประสบการณ์และความรู้สึกของผมเอง
ผมก็เคยรักบาสเกตบอลมาก่อน
ชอบ “สแลมดังก์” มาก ดังนั้นมีบทหนึ่งที่เขียนรายชื่อผู้เล่น นั่นคือการคารวะสแลมดังก์ เขียนบทนั้นยังจงใจไปเขียนรอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง (ผลคือหลายคนด่าผมว่าเขียนน้ำเยอะ ใครจะไปรู้ว่าผมเขียนบทนั้นใช้เวลานานแค่ไหน? ก็ไม่โทษพวกคุณหรอกนะ บางทีตัวละครที่มีความหมายมากสำหรับผม สำหรับทุกคนแล้วก็แค่มองผ่านไปเท่านั้นเอง)
เรื่องที่บ้าที่สุดที่ตัวเองเคยทำ ก็คือตื่นตอนตีสี่มาเล่นบาสเกตบอล (เด็กหนุ่มอีกคนที่โดนประโยคนั้นของ Kobe ทำร้าย)
ดาราที่ชอบที่สุดสองคน ก็คือ YM กับ Kobe
เมื่อก่อนก็ดูการแข่งขันของ YM ที่ทีมจรวดบ่อยๆ และการแข่งขันของ Kobe ที่ทีมเลเกอร์ส
ดังนั้นก็เลยคลั่งไคล้การเล่นบาสเกตบอลมาก ตอนนั้นกับเพื่อนของผม ทุกวันสี่โมงเช้าไปที่สนามบาสเกตบอลของวิทยาลัยการอาชีพข้างๆ เล่นบาสเกตบอล
ตอนนั้นยังอยู่มัธยมต้น
สิ่งที่ผมชอบทำที่สุด ก็คือชู้ตสามคะแนนจากครึ่งสนาม แล้วก็ให้เพื่อนของผมเก็บลูกบอลทั่วสนาม
เรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่สุด ก็คือการชู้ตหันหลังให้แป้นชู้ตบอล และอัตราการยิงโดนของผมก็สูงมาก
เคล็ดลับก็คือ มองดูแป้นบาสฝั่งตรงข้าม แล้วก็สร้างภาพในใจ
เพราะตั้งแต่เด็กสุขภาพไม่ดี พ่อแม่ก็เลยให้ผมตื่นเช้ามาออกกำลังกาย
พวกเขาไม่รู้ว่า ผมตื่นเช้าเกินไปหน่อย ตีสี่ก็ตื่นแล้ว
ส่วนเพื่อนคนนั้นของผม อยู่ตึกเดียวกับผม เขาแอบหนีออกมา
ตอนนี้คิดแล้วก็รู้สึกตลก ความทรงจำยังคงชัดเจน ราวกับถูกหยุดไว้ในวินาทีนั้น ในหัวยังคงมีเสียงของสนามบาสเกตบอลดังอยู่
แต่น่าเสียดายที่ พอขึ้นมัธยมปลาย เพราะเหตุผลต่างๆ ก็ไม่ได้เล่นบาสเกตบอลอีก
จนถึงตอนนี้ ผมอาจจะไม่ได้แตะบาสเกตบอลมาหลายปีแล้ว
ในใจ ก็มีความเสียใจนี้อยู่เสมอ
ดังนั้น ก็คือเหตุผลที่ในหนังสือเล่มนี้ ผมถึงได้เขียนเรื่องบาสเกตบอล
ทำไม หูเฟย ตอนแรกถึงเป็นแค่ชู้ตบอล เล่นบอลไม่เป็น
ทำไม หลิวชวน ถึงได้มาปรากฏตัวในสนามบาสเกตบอลตอนตีสี่
ทำไมถึงได้มีการปรากฏตัวของ YM กับ Kobe
ทำไม หูเฟย สุดท้ายถึงได้ให้ตั๋วเครื่องบินที่มีลายเซ็นใบนั้นกับ หลิวชวน
ผมแค่หวังว่าเด็กหนุ่มคนนั้น ในวันข้างหน้า จะไม่เสียใจอีก
ว่ากันว่าอ่านนิยาย ก็เพื่อจะได้สิ่งที่ในชีวิตจริงไม่ได้
เขียนนิยาย ก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นผู้ใหญ่ จริงๆ ก็ไม่เป็นผู้ใหญ่
นักเขียนที่เป็นผู้ใหญ่ ควรจะเขียนพล็อตเรื่องที่สมบูรณ์แบบที่สุด ควรจะเดินไปในทิศทางที่อยู่ในใจของผู้อ่าน
นักเขียนที่เป็นผู้ใหญ่ ก็จะไม่เขียนบทนี้แล้ว
แต่ว่า ตอนนี้ผมอาจจะยังทำไม่ได้จริงๆ
บางทีหนังสือเล่มต่อไป ผมจะกลายเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผมจะทำตามมาตรฐานการสอบ เขียนคำตอบที่ได้มาตรฐานที่สุด ได้คะแนนสูงสุด
ใช่ บางทีหนังสือเล่มต่อไปผมอาจจะต้องเปลี่ยนนามปากกา ยังไงซะสิ่งที่ทำตอนนี้ ต่อไปหันกลับมาดู ต้องอายจนหนังหัวชาแน่นอน
ตอนนี้ผมดูตอนเปิดเรื่อง ก็ยังรู้สึกอายเลย บางที่เขียนไม่ค่อยดีจริงๆ
อันนี้ยอมรับ
ดังนั้น สำหรับคนที่เห็นบางที่ไม่พอใจแล้วจากไป ก็ขอโทษด้วยนะครับที่เสียเวลาทุกคน
สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังอ่านอยู่ ก็ขอบคุณนะครับ ขอบคุณที่มาเป็นหนูทดลองยาพิษ
ความสามารถส่วนตัวของผมยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ ตอนนี้ก็ยังไม่นับว่าเป็นนักเขียนที่แท้จริงได้ แค่นับว่าเป็นคนที่ชอบนิยายออนไลน์ บางครั้งก็ใช้ความรักสร้างไฟฟ้า (ทำไปเพราะใจรัก) ว่างๆ ก็มาเขียนอะไรเล่นๆ บนเน็ต
มีโอกาสจะกลับไปแก้ไขตอนแรกๆ แน่นอน
สุดท้ายก็ขอพูดหน่อยว่า ถ้ามีอะไรที่ทำให้ทุกคนไม่พอใจ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจหน่อยนะครับ
และเรื่องความเร็วในการอัปเดต จริงๆ แล้วก็ไม่มีทางอะไรมาก ที่รับประกันได้ก็คือทุกวันไม่หยุดอัปเดต สุดสัปดาห์ก็เพิ่มตอน
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็สามารถวางไว้ก่อนได้ ดองไว้สิบวันครึ่งเดือน ปีสองปีก็ได้
เขียนมาถึงตรงนี้ ก็ 700,000 กว่าคำแล้ว เมื่อก่อนหลายเรื่องที่มาพร้อมๆ กับผม หลายเรื่องก็ตายไปแล้ว ผมยังยืนหยัดอยู่ได้ ก็ไม่ง่ายเลยนะ (หวังว่าคำพูดต่อไป จะอยู่ที่ 1 ล้านคำ)
เมื่อก่อนก็โดนวิจารณ์ ตั้งคำถาม และด่ามากมาย ผู้อ่านมาแล้วก็ไป แต่ก็ยังมีคนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย
ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนของทุกคน
ในนั้นมีแฟนคลับระดับสูงสองสามคน และแฟนคลับตัวยงสองสามคน ทุกวันก็สามารถเห็นเงาของพวกคุณ
รู้สึกว่าตัวเองเขียนก็ธรรมดา บางครั้งก็ยังคิดว่า พวกคุณจะมาคิดอะไรกับผมหรือเปล่า?
จะไม่ใช่ว่าอยากจะได้ความสาวควาสวยของฉัน...
แค่กๆ ขอโทษเข้าเรื่อง ทุกคนพยายามจะเป็นคนที่มีเนื้อหาสาระหน่อยนะ สนใจความสามารถของฉันให้มากขึ้น
สุดท้ายก็ขอพูดถึงเรื่องที่ทุกคนสนใจที่สุด เซี่ยจือ กับหูเฟย...
หยวนหวา ก็สำเร็จแล้ว หูเฟย จะยังห่างไกลอีกเหรอ?