เรื่องราวในอดีตของ เซี่ย ตงไห่
“จริงสิ อี๋ไป๋เฟิน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
สวี่ ชิวจิ่น ในที่ประชุมไม่ได้ถาม อี๋ไป๋เฟิน เรื่องที่ทำไมถึงกระโดดออกมาอย่างกะทันหัน?
เมื่อก่อนเธอตัดสินว่า อี๋ไป๋เฟิน ในช่วงแรก ควรจะอยู่ได้ไม่นานก็ต้องปิดตัว
ยังไงซะขนาดหัวหน้าวิศวกรก็ยังโดนดึงตัวไป แล้วบริษัทซอฟต์แวร์ของอีกฝ่ายจะเปิดไปทำไมอีก?
ผลคือ...
อี๋ไป๋เฟิน ไม่เพียงแต่จะไม่ปิดตัว ถึงกับยังเปิดตัวซอฟต์แวร์รุ่นที่สามของตัวเองอีกด้วย
จากนั้นก็ยังคงอยู่ในสมรภูมิที่ดุเดือด ครอบครองที่ยืนของตัวเองได้
ตอนนี้ในตลาด ก็มีส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
ถึงแม้จะห่างไกลจาก สงซือ และหลานอวี่ มาก แต่ก็ไม่น้อยแล้ว
เรื่องของบริษัท อี๋ไป๋เฟิน ทำให้ สวี่ ชิวจิ่น ที่ปกติจะขึ้นชื่อเรื่องสายตาที่แหลมคมโดนตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ว่า สวี่ ชิวจิ่น ก็ไม่ได้ใส่ใจมัน
หลานอวี่ กับสงซือ เหมือนกับจระเข้สองตัวในบ่อเดียวกัน สู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีปลาเล็กปลาน้อย ปลาหัวโต ปลาแซลมอนอะไรพวกนั้น
…ไม่เป็นไร
รอให้พวกเขาตัดสินแพ้ชนะกันได้แล้ว ปลาอื่นๆ ในบ่อ ก็ล้วนเป็นอาหารในจานของจระเข้ตัวใหญ่ที่ชนะนั่นแหละ
เดิมที สวี่ ชิวจิ่น ก็ไม่ได้สนใจ อี๋ไป๋เฟิน แต่ไม่คิดว่า อี๋ไป๋เฟิน จะกระโดดออกมาอย่างกะทันหัน ครั้งนี้ถึงกับยังจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
นี่ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ สวี่ ชิวจิ่น ต้องหันมามอง
“ท่านประธานสวี่คะ ได้ยินมาว่าเป็นคำสั่งของเจ้านายใหม่เบื้องหลังของ อี๋ไป๋เฟิน ค่ะ”
“หืม?” สวี่ ชิวจิ่น ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อี๋ไป๋เฟิน เดิมทีเป็นบริษัทย่อยของ หง จื้อเซิ่ง ต่อมาก็ถูกขายต่อ
ขายต่อให้ใคร ทุกคนก็ไม่ค่อยจะรู้เท่าไหร่
มีคนบอกว่าเป็นลูกคนรวย มีคนบอกว่าเป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ มีคนบอกว่าเป็นทุนต่างชาติ...
เกี่ยวกับเจ้านายลึกลับเบื้องหลังของบริษัท อี๋ไป๋เฟิน ก็มีเรื่องคาดเดาต่างๆ นานา
แต่ว่าอีกฝ่ายเก็บตัวมาก ไม่เคยปรากฏตัวอย่างเป็นทางการเลย ทุกงานสาธารณะ ก็เป็น ไป๋ซวน ที่เข้าร่วม
ตอนนี้การคาดเดาที่ใหญ่ที่สุด คือลูกคนรวยคนหนึ่งเพื่อจะจีบ ไป๋ซวน ก็เลยซื้อ อี๋ไป๋เฟิน มาจากมือของ หง จื้อเซิ่ง
ไม่อย่างนั้นจะให้การดำเนินงานของทั้งบริษัทให้ ไป๋ซวน รับผิดชอบทั้งหมดได้อย่างไร?
“ช่างมันเถอะ อี๋ไป๋เฟิน ไม่ได้น่ากลัวและน่ากังวลขนาดนั้น”
สวี่ ชิวจิ่น ส่ายหน้า ไม่ว่า อี๋ไป๋เฟิน จะดิ้นรนอย่างไร ก็ถูกกำหนดให้อยู่ได้ไม่นานอยู่แล้ว
ศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของเธอ ก็ยังคงเป็น สงซือ
“เธอส่งคนไปจับตาดูทางฝั่ง สงซือ ให้ดีๆ อีกฝ่ายมีความคืบหน้าอะไร ก็จำไว้ว่าต้องรายงานด้วย”
“ค่ะ ท่านประธานสวี่”
เกี่ยวกับเรื่องการพบปะกับ หลี่ ซือสิง ก็ตกลงกันไว้ชั่วคราวแบบนี้
ร่างกายของ สวี่ ชิวจิ่น ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ถอนหายใจว่า:
“ก็ดีเหมือนกัน สุดสัปดาห์นี้พอดีกลับไปสักหน่อย ลูกสาวของฉันใกล้จะสอบแล้ว ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนเธอนานแล้ว”
เลขาที่อยู่ข้างๆ เห็นใบหน้าที่เหนื่อยล้าของ สวี่ ชิวจิ่น ทันใดนั้นก็ยิ้มออกมาบางๆ
ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย: ท่านประธานสวี่ ก็มีแต่ตอนที่พูดถึงลูกสาวของเธอ ถึงจะยิ้มออกมาแบบนี้
ก็เหมือนกับผู้หญิงธรรมดาทั่วไป ล้วนมีด้านของความเป็นแม่
สวี่ ชิวจิ่น ลุกขึ้น พูดกับเลขาว่า “เอาล่ะ ก็ตามนี้แหละ! สุดสัปดาห์นี้ฉันไม่เข้าบริษัทแล้วนะ มีอะไรก็โทรหาฉันแล้วกัน”
“ค่ะ ท่านประธานสวี่!” เลขาพยักหน้าอย่างนอบน้อม โค้งตัวเล็กน้อย
“อ้อ จริงสิ” ก่อนไป สวี่ ชิวจิ่น ก็นึกอะไรขึ้นมาได้
“จำไว้นะ ทำแผนการเจรจากับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของเยอรมันอีกฉบับหนึ่ง แล้วก็ติดต่อกับพวกเขาด้วย”
“บริษัท ว่านหัง ถึงแม้จะเป็นเป้าหมายแรก แต่ถ้าเผื่อว่าโดน สงซือ ชิงไปได้จริงๆ งั้นเป้าหมายต่อไปของเรา ก็คือบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของเยอรมัน”
“ค่ะ ท่านประธานสวี่!”
…………
“จริงสิคะคุณพ่อ คุณพ่อเล่าเรื่องของคุณพ่อกับคุณแม่ตอนนั้นให้หนูฟังหน่อยสิคะ”
กินข้าวไปพลาง เซี่ยจือ กับเซี่ย ตงไห่ ก็คุยกันไปพลาง เซี่ยจือ ก็พลันขอขึ้นมา
ไม่รู้ทำไมถึงได้สนใจเรื่องราวของพ่อแม่ตอนหนุ่มสาวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“เรื่องนี้เหรอ!” เซี่ย ตงไห่ เงยหน้า บนใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้ม
“ฮ่าฮ่า เรื่องราวของพ่อกับแม่ตอนนั้นมีเยอะแยะเลย”
“ลูกอยากจะฟังเรื่องอะไรล่ะ?”
“หนูอยากจะฟังว่า พวกท่านรักกันได้อย่างไร ใครเป็นคนจีบใคร? สุดท้ายลงเอยกันได้อย่างไรคะ?”
เซี่ยจือ กะพริบตา มองด้วยสายตาคาดหวัง
“ฮ่าฮ่า~” เซี่ย ตงไห่ หัวเราะเสียงดัง บนใบหน้ามีแววภาคภูมิใจ
“จือจือ พ่อของลูกกับแม่ของลูกเจอกันที่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นพ่อของลูกมีความสามารถล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นพิณ หมากรุก การเขียนพู่กัน หรือการวาดภาพก็ทำได้หมด”
“บอกความจริงกับลูกเลยนะ ตอนนั้นแม่ของลูกเป็นคนจีบพ่อเองเลย”
“พ่อยังจำได้เลยว่า ตอนนั้นมีคนส่งจดหมายรักให้พ่อเยอะมาก แม่ของลูกเป็นคนสุดท้ายที่ออกมา แถมยังเขินอายมาก”
“จริงๆ แล้วตอนนั้นพ่อก็ไม่ได้สังเกตแม่ของลูกเท่าไหร่ ผลคือของที่เธอส่งมา ดึงดูดพ่อได้”
“ว้าว แล้วคุณแม่ในตอนนั้นส่งอะไรให้คุณพ่อเหรอคะ?”
เซี่ย ตงไห่ ดื่มชาไปคำหนึ่ง พูดอย่างช้าๆ “ดอกคาโนล่าช่อหนึ่ง(1)”
“ดอกคาโนล่า?” เซี่ยจือ ไม่เข้าใจ ไม่ควรจะเป็นการส่งดอกกุหลาบหรืออะไรแบบนั้นเหรอ?
“ฮ่าฮ่า แม่ของลูกนั่นชื่นชมในความสามารถของพ่อ บอกว่าพ่อ ‘มีพรสวรรค์’ น่ะสิ!”
“อ้อ~” อย่างนี้นี่เอง เซี่ยจือ พยักหน้า
“ผลคือ ดาวคณะของชั้นปีพ่อก็ไม่เลือก สุดท้ายกลับมาคบกับแม่ของลูก ฮ่าฮ่าฮ่า~”
“ตอนนั้นพ่อยังวาดรูปให้แม่ของลูกภาพหนึ่ง แม่ของลูกดีใจมาก ต่อมามีคนเสนอราคา 200,000 พ่อก็ยังไม่ขายเลย”
“ว้าว คุณพ่อคะ คุณพ่อตอนหนุ่มๆ เก่งขนาดนี้เลยเหรอ?”
“นั่นก็แน่นอนสิ ตอนนั้นพ่อของลูกมีฉายาว่าจิตรกรจางต้าเชียนแห่งยุคเลยนะ”
“แล้วคุณพ่อคะ หนูทำไมไม่เห็นภาพที่คุณพ่อวาดให้คุณแม่เลยล่ะคะ?”
โต๊ะอาหารที่เดิมทีก็ยังหัวเราะร่าเริง เซี่ย ตงไห่ ก็พลันเงียบไป บนใบหน้าก็ปรากฏสีหน้าที่ไม่เป็นธรรมชาติ เซี่ยจือ ก็ยังคงมอง เซี่ย ตงไห่ อย่างสงสัย
“ฮ่าฮ่าฮ่า จือจือ อ๊ะ ลูกกินข้าวหมดแล้ว มาๆ ตักอีกชามสิ”
“อ๊ะ? อ้อ…” เซี่ยจือ กำลังเตรียมจะไปตักข้าวเอง ผลคือ เซี่ย ตงไห่ ถือชามไปตักให้เธอ
หัวข้อเมื่อกี้ก็ถูกเปลี่ยนไปในทันที
เซี่ย ตงไห่ ก็เล่าเรื่องราวตอนหนุ่มๆ ให้ เซี่ยจือ ฟังอีกมากมาย
“ตอนนั้นแม่ของลูกน่ะอ่อนโยนมาก ทุกวันกินข้าวก็ช่วยพ่อตักข้าว ซุปร้อนเกินไปก็ช่วยเป่าให้เย็น ตอนกินปลาก็ยังช่วยแกะก้างออกให้…”
“ตอนกลางคืนก็ยังเตรียมน้ำล้างเท้าให้เสร็จแล้วยังช่วยล้างเท้าให้อีก”
“ตอนนั้นอากาศหนาว ก่อนนอนก็ยังอุ่นเตียงให้ร้อนก่อน แล้วค่อยให้พ่อนอน”
“ตอนนั้นพ่อของลูกน่ะ ให้แม่ของลูกไปทางตะวันตก แม่ของลูกก็ไม่กล้าที่จะไปทางตะวันออกหรอกนะ”
“ให้แม่ของลูกจับไก่ แม่ของลูกก็ไม่กล้า…”
“หืม? จือจือ ตาลูกเป็นอะไรไป?”
เซี่ย ตงไห่ กำลังพูดอย่างออกรส แต่กลับเห็น เซี่ยจือ กะพริบตาไม่หยุด สีหน้าแปลกๆ
“เป็นอะไรไป?”
“มีอะไรเข้าตาเหรอ?”
“ม–ไม่ ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ” เซี่ยจือ มอง เซี่ย ตงไห่ อย่างไร้เดียงสา...ที่ข้างหลังเขา
ผู้หญิงที่สวยงามคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างหลังเขา ดวงตาที่สวยงามมอง เซี่ยจือ อย่างเตือนๆ ให้เธออยู่เงียบๆ อย่าได้พูดอะไรมาก
“ไม่เป็นไรเหรอ? งั้นก็ดีแล้ว งั้นพ่อก็พูดต่อนะ”
“ตอนนั้นแม่ของลูก…”
เซี่ย ตงไห่ ก็ยังคงพูดพล่ามอยู่ที่นั่น เซี่ยจือ เอามือปิดหน้า มอง เซี่ย ตงไห่ อย่างสิ้นหวัง
ส่งสัญญาณให้เขาไม่หยุด…แต่มันก็เท่านั้น
พูดไปพูดมา เซี่ย ตงไห่ ดูเหมือนจะพบว่ามีอะไรผิดปกติ
รู้สึกว่าบรรยากาศในที่เกิดเหตุดูเหมือนจะต่ำลงเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง...
“ชิว ชิวจิ่น เธอ เธอกลับมาได้ยังไง?”
เสียงพูดของ เซี่ย ตงไห่ สั่นเหมือนกับขับรถผ่านลูกระนาดต่อเนื่อง
“พูดต่อสิ!”
บนใบหน้าที่คล้ายกับ เซี่ยจือ เจ็ดส่วนของ สวี่ ชิวจิ่น มีรอยยิ้มบางๆ สวยงามอย่างยิ่ง
แต่ในสายตาของ เซี่ย ตงไห่ ในรอยยิ้มที่น่าพิสมัยนี้กลับซ่อนยาพิษไว้เต็มๆ
เฮ่อติ่งหง, ยาพิษเจ็ดก้าวขาดใจ, สีผึ้งสามวินาทีปลิดชีพ, ลูกกลอนเหยียดขาเบิกตา…(2)
“ชิว–ชิวจิ่น ฉันฉันเมื่อกี้ล้อเล่น!”
“ฮ่าฮ่า...ฮ่าฮา”
…………
(1)[ดอกคาโนล่า (有才华) กับ (油菜花) – เป็นการเล่นคำพ้องเสียงในภาษาจีน ‘有才华’ แปลว่า “มีพรสวรรค์” ส่วน ‘油菜花’ คือ “ดอกคาโนล่า” เซี่ย ตงไห่ จึงตีความว่าการที่แม่ของ เซี่ยจือ ให้ ดอกคาโนล่า เป็นการบอกใบ้ว่าเขาเป็นคนมีพรสวรรค์]
(2)[(鹤顶红, 七步断肠散, 三秒丧命膏, 伸腿瞪眼丸) – เป็นชื่อของยาพิษในจินตนาการที่มักจะปรากฏในนิยายหรือหนังจีน]