บทที่ 20 : เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
คนขับรถเห็นดังนั้นก็กดปุ่มลับใต้พวงมาลัยทันที นี่คืออุปกรณ์เตือนภัยที่สามารถส่งข้อความเตือนภัยไปยังกองกำลังพันธมิตรได้
เนื่องจากจำนวนคนร้ายเพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ กองทัพพันธมิตรจึงติดตั้งอุปกรณ์นี้บนรถโดยสารทุกคัน
หลังจากคนขับกดปุ่มเตือนภัย อันธพาลคนหนึ่งที่ถือปืน ก็เคาะกระจกประตูด้านคนขับ คนขับรถเปิดประตูอย่างเชื่อฟัง และชายคนนั้นก็เดินเข้ามา
"ใจเย็นๆ ทุกคน!" ชายคนนั้นตะโกน "พวกเราไม่ได้มาเอาชีวิตหรือทรัพย์สินของพวกแก พวกเราแค่ต้องการให้คุณช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น"
บางคนที่นั่งอยู่บนรถเป็นนักท่องเที่ยว บางคนเป็นพนักงานที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหอคอยเซียน และบางคนก็เป็นนักผจญภัย แต่ไม่มีใครพูดหรือขัดขืน
คนขับถามด้วยเสียงต่ำ "ขอโทษครับ คุณต้องการความช่วยเหลืออะไรจากพวกเราเหรอครับ?"
อันธพาลคนเดิมตอบ "พวกแกจะรู้ในไม่ช้า ตอนนี้ทุกคนลงจากรถก่อน!"
อันธพาลคนนั้นจ่อปืนไปที่คนขับ "ลงไป!"
คนขับรีบยกมือขึ้น เดินลงจากรถอย่างเชื่อฟัง ผู้โดยสารมีสีหน้าไม่ดีนัก แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากลงจากรถ บางคนถึงกับไม่มีเวลาหยิบสัมภาระ และพวกอันธพาลก็ไม่สนใจสัมภาระของพวกเขา
คนกลุ่มนี้ลงจากรถ และถูกกลุ่มอันธพาลติดอาวุธปิดล้อม หัวหน้าของกลุ่มพูดขึ้นมา "ตามข้ามา อย่าพยายามหลบหนี พวกแกเป็นมือใหม่ ไม่เหมือนพวกเราที่คลุกคลีอยู่ในหอคอยเซียนมาหลายเดือนแล้ว"
ไม่มีใครกล้าหนี เมื่อเผชิญหน้ากับปากกระบอกปืนสีดำ พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากยอมจำนน
อาวุธปืนเป็นอาวุธที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อจัดการกับมนุษย์ แม้แต่นักผจญภัยที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังเกรงกลัวสิ่งเหล่านี้
ไม่มีนักผจญภัยที่ทรงพลังอยู่บนรถโดยสารคันนี้เลย ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมาเพื่อร่วมสนุก แต่นักผจญภัยที่ทรงพลังจริงๆ จะไม่ใช้รถรับส่งราคาถูกนี้
พวกเขาถูกคุมตัว เดินเท้าเจ็ดหรือแปดกิโลเมตร เมื่อขาและเท้าของนักท่องเที่ยวบางคนเริ่มชา พวกเขาก็มาถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด ซึ่งเป็นทางเข้าถ้ำใต้ดิน!
พวกเขาถูกนำเข้าไปในถ้ำใต้ดิน มองเห็นคบไฟทั้งสองข้างทาง พวกเขายังคงเดินหน้าต่อไป ในที่สุดก็มาถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ จากนั้นพวกเขาก็เห็นกองจอบและพลั่ว หมวกนิรภัย และรถเข็นบางคันจอดอยู่ด้านหนึ่ง
กลุ่มอันธพาลรีบสวมหมวกนิรภัย และออกคำสั่ง "ตอนนี้ พวกแกหยิบเครื่องมือขึ้นมา สวมหมวกนิรภัย แล้วตามพวกเรามา"
ผู้โดยสารทั้งหมดก็ตระหนักได้ในทันที ว่ากลุ่มอันธพาลเหล่านี้ต้องการให้พวกเขาทำอะไร พวกมันต้องการให้พวกเขาขุดเหมือง!
คนขับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักข่าว เขาเข้าใจทันทีว่าคนร้ายได้พบ เหมืองแร่เหล็กวิญญาณ แล้ว!
ไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มอันธพาลเหล่านี้ ไม่ได้ปล้นทรัพย์สินของพวกเขา เพราะสิ่งที่พวกมันต้องการคือกำลังคน!
ถึงแม้ว่าคนขับจะเข้าใจเรื่องนี้ แต่เขาก็ไม่พบทางหนี เขาไม่มีทางเลือกนอกจากหยิบพลั่วเหล็กขึ้นมา และเดินตามกลุ่มอันธพาลเหล่านี้ไป ผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็หยิบพลั่วขึ้นมาภายใต้การข่มขู่
ถึงแม้ว่าคนขับจะคิดหาวิธีไม่ได้ แต่เขาก็รู้ว่าเขาควรจะร่วมมือกับคนที่มีอำนาจ เขากวาดตามองเด็กสาวที่สะพายกระเป๋าระดับห้าเมื่อครู่นี้ ถึงแม้ว่าเด็กสาวจะไม่ได้สะพายกระเป๋า แต่คนขับก็ยังหาเธอเจอ
(สมาชิกของทีมนักผจญภัยในตำนาน แม้แต่มือใหม่ ก็ยังโดดเด่น ฉันต้องของให้เธอช่วย!)
กลุ่มคนถูกพาเข้าไปข้างในอีกสามหรือสี่กิโลเมตร จากนั้นพวกเขาก็เดินออกจากถ้ำ ทุกคนรู้สึกได้ถึงอากาศที่สดชื่น พัดเข้ามาปะทะใบหน้าของพวกเขา
หัวหน้าคนร้ายกล่าวว่า "นี่คือทางเข้าใต้ดินที่นำไปสู่หอคอยเซียน ตอนนี้พวกแกมาถึงชั้นแรกของหอคอยเซียนแล้ว"
หลายคนที่มายังเกาะเป็นครั้งแรก พวกเขามองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น สภาพแวดล้อมที่นี่น่ารื่นรมย์ และอากาศที่สดชื่น พวกเขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีที่มาถึง
"เอาล่ะ" หัวหน้าคนร้ายกล่าว "ถึงเวลาที่จะพาแกต้องไปยังสถานที่ทำงานของพวกแกแล้ว ตราบใดที่พวกแกทำงานหนัก พวกแกก็จะมีกิน และพวกแกจะต้องทำงานให้พวกเราเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น พวกเราก็จะปล่อยพวกแกไป แต่ถ้าใครไม่เชื่อฟังจะถูกยิงทันที"
กลุ่มผู้โดยสาร ถูกนำตัวไปข้างหน้า หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็มองเห็นค่ายเล็กๆ ภายในค่ายแห่งนี้มีรั้ว และหอสังเกตการณ์ มีมือปืนหลายคนเดินลาดตระเวน
มีบ้านไม้หลายหลังอยู่ภายในค่าย และยังมีบางคนที่ถูกบังคับให้ทำงาน ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ใช่กลุ่มแรกที่ถูกพาตัวมาที่นี่
ภายใต้การข่มขู่ของคนร้าย พวกเขายังคงเดินหน้าต่อไป ไม่นานพวกเขาก็มองเห็นเหมืองแร่
หัวหน้าคนร้ายกล่าว "งานของพวกแกคือการขุด แร่เหล็กวิญญาณ ถ้าใครสามารถขุด แร่เหล็กวิญญาณ ได้ห้าสิบกิโลกรัมก่อน พวกเราก็จะปล่อยตัวไป ไม่ต้องห่วง พวกเราจะทำตามที่พวกเราพูด!"
หลังจากพูดจบ หัวหน้าคนร้าย ก็แสดงสีหน้าที่ชั่วร้ายอออกมา
กลุ่มผู้โดยสารก็ถูกบังคับให้เข้าไปข้างในเหมืองและคนที่กำลังขุดแร่อยู่ข้างในบ้างส่วน
หนึ่งในนั้นเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี เขาเดินเข้ามาหาพวกเขา และกล่าวว่า "ตามผมมา แล้วผมจะสอนวิธีแยกแยะ แร่เหล็กวิญญาณให้"
พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม และเดินตามชายวัยกลางคนเข้าไปในส่วนลึกของเหมืองแร่
ในเวลานี้ คนขับรถได้เดินเข้ามาใกล้เด็กสาว และถามเธอ "ขอถามชื่อหน่อยได้ไหมครับ?"
เด็กสาวหยุดชะงักแล้วตอบคำถาม "แซ่ของฉัน ซู คุณเรียกฉันว่า ซูอวี้เหอ ก็ได้"
เด็กสาวก็เลียนแบบหลู่ผิงซี เธอเองก็ระมัดระวังตัวเช่นกัน ถึงแม้ว่าเธอจะบอกนามสกุลจริง แต่เธอก็ใช้ชื่อปลอม
คนขับกระซิบ "ผมรู้มาว่า ทีมนักผจญภัยในตำนาน ของเธอไม่ใช่ทีมธรรมดาทั่วไป เนื่องจากเธอเป็นสมาชิกใหม่ของทีมนักผจญภัยในตำนาน เธอจะต้องมีความสามารถที่ไม่ธรรมดา ดังนั้นผมหวังว่าเธอจะสามารถหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ และไปรายงานต่อกองทัพพันธมิตร!"
ซูอวี้เหอ เลิกคิ้วและส่ายหน้า "เป็นไปไม่ได้ การป้องกันภายนอกค่อนข้างแน่นหนามาก และฉันก็เป็นแค่นักผจญภัยธรรมดาคนหนึ่ง ฉันไม่มีปัญหาในการเอาชีวิตรอดในป่า แต่ฉันไม่มีความสามารถในการต่อสู้กับคนร้าย"
คนขับถอนหายใจ "จริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็คงทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว"
คนขับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็เรียนรู้วิธีการแยกแยะ แร่เหล็กวิญญาณ และเริ่มเริ่มทำงานของตัวเอง ซูอวี้เหอเธอเป็นคนประเภทที่สามารถเอาชีวิตรอดได้ถึงแม้ว่าจะต้องตกอยู่ในความทุกข์ยาก และการเจออุบัติเหตุแบบนี้ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอรู้สึกท้อแท้
ซูอวี้เหอ จงใจป้ายดินจากเหมืองบนใบหน้าของเธอ นี่เป็นมาตรการป้องกัน ที่เธอเรียนรู้มาจากนิสัยของหลู่ผิงซี วิธีนี้สามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่น่ารำคาญบางอย่างได้ ใครจะรู้ว่ามีพวกวิปริตในหมู่คนร้ายหรือไม่? หรือผีหิวโหย?
แต่ ซูอวี้เหอ ก็บ่นในใจด้วยว่า (ไม่นะ ฉันกลายเป็นคนตะวันตกไปแล้วเหมือนกัน)
ในขณะนี้ กองกำลังพันธมิตรที่ได้รับข้อความเตือนภัยได้มาถึงที่เกิดเหตุแล้ว แต่พวกเขากลับพบเพียงรถเปล่าที่มีสัมภาระของผู้โดยสาร
ส่วนผู้โดยสารถูกพาตัวไปที่ไหน พวกเขาไม่รู้เบาะแส พวกเขาคือทหารของกองกำลังพันธมิตร ไม่ใช่นักสืบ ดังนั้นพวกเขาไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย
ในเวลานี้ มีคนเสนอความคิดขึ้นมา "มอบหมายให้พวกนักผจญภัยสอบสวนดูไหม?"