อัปเกรดฐาน
ตอนที่ 11 อัปเกรดฐาน
แน่นอนว่ายิ่งซื้อซูเปอร์มาร์เก็ตมาได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ดังนั้น ซูโหยวจึงตัดสินใจต่อรองราคาช่วงบ่ายวันนี้เลย
แต่ก่อนหน้านั้น เธอขับรถไปที่โกดังบริเวณเขตชานเมือง และนำสินค้าที่ส่งมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าไปเก็บไว้ในโซนโกดังของฐานลี้ภัยก่อน
หลังจากย้ายสิ่งของมูลค่ากว่า 400,000 หยวนเข้าไปเก็บ ระบบก็ส่งเสียงแจ้งเตือน
[ ตรวจพบเสบียงในฐาน ]
[ สิ่งของ : เนื้อ ไข่ นม เสื้อผ้า รองเท้า หมวก ฯลฯ จำนวนมาก ]
[ มูลค่าการประเมิน : 400,000 หยวน ]
[ คืนกำไรร้อยเท่า : รวม 40 ล้านหยวน ]
ทันใดนั้น ข้อมูลเงินฝากจำนวน 40 ล้านหยวนเข้าสู้บัญชี ก็แจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ
เมื่อเห็นตัวเลขมากถึงเจ็ดหลัก ซูโหยวก็เกือบคิดว่ากำลังฝันอยู่ เงินก้อนนี้ได้มาง่ายเกินไป ราวกับมีรางวัลแจ๊คพอตหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย
เมื่อเงิน 10 ล้านมาถึง เธอไม่ได้ตกใจมากนัก เธอเพียงรู้สึกว่าตัวเองสามารถซื้อข้าวของตามที่ต้องการได้
ตอนนี้เธอมีเงิน 40 ล้านหยวนอยู่ในมือ และสามารถซื้อซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แห่งนั้นได้แล้ว
ซูโหยวยืนอยู่ท่ามกลางโกดังว่างเปล่า และสงบสติอารมณ์ชั่วขณะหนึ่ง
ในขณะนี้ เสียงของระบบดังขึ้นในใจของเธออีกครั้ง “ยินดีด้วยโฮสต์ คุณบรรลุเงื่อนไขสำหรับอัปเกรดฐานลี้ภัยเป็นระดับสามแล้ว”
[ อัปเกรดฐาน : ระดับ 2 เป็นระดับ 3 ]
[ โมดูลพื้นที่ : โซนโกดัง ( 10,000 ตารางเมตร ) โซนพักผ่อน ( 10,000 ตารางเมตร ) โซนซื้อขาย ( 10,000 ตารางเมตร ) ]
[ ปลดล็อคฟังก์ชัน ]
[ ตัดมิติ : อาคารจริงสามารถตัด และวางลงในฐานลี้ภัยได้อย่างสมบูรณ์ ]
[ ครอบมิติ : พื้นที่ฐานสามารถทับซ้อนกับพื้นที่จริงเสมือนมีประตูวาร์ป ]
[ จำนวนผู้อยู่อาศัย : 100 คน ]
ในเวลาเดียวกัน แผงระบบที่อยู่ตรงหน้าของซูโหยวก็เกิดความเปลี่ยนแปลง
ในส่วนของโมดูลพื้นที่ นอกเหนือจากโซนโกดัง และโซนพักผ่อนแล้ว ยังมีโซนซื้อขายที่ตัวอักษรส่องสว่างด้วยแสงสีขาวอีกด้วย
ในเวลาเดียวกัน ซูโหยวรู้สึกว่าตราบใดที่เธอแค่คิดเกี่ยวกับมัน โกดังสินค้าหลายหลากแห่งสามารถเชื่อมต่อกับโซนโกดังของฐานลี้ภัยได้ทันที
แต่ซูโหยวก็ระงับความอยากที่จะลงมือ
เพราะที่เหล่านั้น ไม่ได้เป็นของเธอ เธอได้เช่าโกดังสินค้าเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ระเบียบโลกยังคงเป็นระเบียบ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถทำอะไรโดยประมาทได้ มิฉะนั้นจะดึงดูดความสนใจ และนำมาซึ่งปัญหาที่ไม่จำเป็นมากมาย
สำหรับโกดังสินค้าเขตชานเมืองของเธอ ยังคงมีประโยชน์ในโลกความจริง และถือว่าตัวเธอถือสิทธิ์ในระดับหนึ่ง
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ซูโหยวก็ตั้งเป้าไปที่ฟังก์ชันครอบมิติที่รอคอยมาเป็นเวลายาวนาน
โหมดประตูวาร์ปเหรอ
มันจะเป็นอย่างที่เธอจินตนาการไว้จริงๆ ใช่มั้ย
ซูโหยวพยายามใช้สมาธิเพื่อเชื่อมโยงโกดังสินค้าเขตเขตชานเมืองกับโซนโกดังของฐาน
เมื่อพื้นที่ทั้งสองส่วนทับซ้อนกัน เธอก็หลับตาลงโดยไม่รู้ตัว
จู่ๆ ซูโหยวก็รู้สึกราวกับว่าถูกดาวหางพุ่งชน
แต่ความรู้สึกนี้ก็วิเศษมากเช่นกัน เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่สองแห่งที่มีเวลา และมิติต่างกันโดยสิ้นเชิงกำลังผสาน และทับซ้อนกัน แต่ก็ไม่ได้รบกวน หรือก่อปัญหาใดๆ
ทันทีที่เธอลืมตา ซูโหยวก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจน
โกดังสินค้าบนพื้นที่จริงๆ ดูเหมือนจะถูกปกคลุมด้วยกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นหลายชั้น โดยมีออร่าจางๆ ปกคลุมอยู่
โลกความจริง และฐานลี้ภัยดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันด้วยพลังพิเศษ พวกมันอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน แต่กลับสัมผัสได้ถึงความไม่ลงรอยกันอย่างชัดเจน
อากาศในโกดังสินค้าจริงไหลเวียน และไฟก็เปล่งแสงสีขาวแวววาว แต่ในขณะเดียวกันในโซนโกดัง มิติเวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย
เธอรู้สึกว่านี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของโซนโกดังขนาด 10,000 ตารางเมตร ที่ใช้เชื่อมต่อกับโลกความจริง ดังนั้นจึงมองไม่เห็นเสบียงที่ถูกจัดเก็บเอาไว้ในฐาน
แต่ถ้าเธอเจาะลึกเข้าไปอีกหน่อย และทะลุผ่านพื้นที่ 30 ตารางเมตรนี้ไป เธอก็จะเห็นโซนโกดังส่วนใหญ่ที่ว่างเปล่า ในพื้นที่เกือบ 10,000 ตารางเมตรนี้ มีพื้นที่เพียงส่วนเล็กๆ ที่สินค้าของเธอวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
แม้แต่บริเวณขอบโกดัง ประตูที่เชื่อมโซนอื่นๆ ของฐานลี้ภัยก็ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ซูโหยวเดินไปที่ขอบโกดัง และเปิดประตูข้างสีเทาดำ ตามที่เธอคาดเดาเอาไว้ ส่วนอื่นๆ ฐานอยู่ด้านหลังประตู เชื่อมต่อกันโดยทางเดินสีดำที่เชื่อมระหว่างโซนโกดัง โซนพักผ่อน และโซนซื้อขาย
ซูโหยวเดินกลับมาทางเดิม และกลับไปยังโกดังสินค้าจริงที่ว่างเปล่าอีกครั้ง
ไฟติดเพดานหลายดวงส่องสว่างทุกสิ่งในระยะสายตาได้อย่างชัดเจน
ภายนอกเธอดูสงบ แต่หัวใจที่เต้นระรัวกลับเตือนเธอว่าฟังก์ชันดังกล่าวทรงพลังมากเพียงใด
ฐานลี้ภัยของเธอสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ และด้วยการเปิดใช้งานฟังก์ชันครอบมิติ เธอจึงสามารถใช้ฐานนี้เพื่อตีตราตำแหน่งใดๆ ที่เชื่อมต่อกับโลกความเป็นจริง
หากเธอเพิกเฉยต่อกฎหมาย ก็สามารถตั้งประตูวาร์ปได้ทุกที่ๆ เธอเคยไปเยือน ซึ่งเทียบได้กับประตูวาร์ปในตำนานที่เห็นตามเกมหรือภาพยนตร์ต่างๆ!
อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปที่เข้ามาในโกดังจะไม่สามารถรับรู้ได้ และยังคิดว่าเป็นโกดังขนาดประมาณ 30 ตารางเมตรเหมือนดั่งเดิม
เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินที่ผิดพลาด ซูโหยวจึงถามระบบเกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้รับคำตอบเชิงบวก
[ ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากโฮสต์จะถูกปิดกั้นโดยกำแพงมิติ และจะไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของฐานลี้ภัยได้ ]
เมื่อได้รับคำตอบ ซูโหยวก็รู้สึกโล่งใจในที่สุด
ในเวลาเดียวกัน เธอยังสังเกตเห็นสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย นั่นคือ จำนวนผู้อยู่อาศัยประมาณ 100 คน
ระบบได้แจ้งเรื่องนี้กับเธอเอาไว้ก่อนแล้ว และปรากฏว่าสามารถปลดล็อคถึงระดับสาม มันก็เริ่มต้นขึ้นจริงๆ
[ จำนวนคนที่สามารถเข้าไปในฐานได้ถูกปลดล็อคแล้ว โฮสต์สามารถส่งคำเชิญไปยังผู้ที่ต้องการเพื่อเริ่มภารกิจช่วยเหลือหลังจากเกิดวันสิ้นโลก การเพิ่มจำนวนผู้อยู่อาศัยจะได้รับแต้ม ซึ่งสามารถใช้แลกเสบียงจากร้านค้าระบบได้ ]
ระบบร้านค้า?
ซูโหยวกำลังจะถาม แต่ก่อนที่เธอจะเปิดปาก ระบบก็ดูเหมือนจะรู้ว่าเธอต้องการถามอะไร
ระบบยังคงพูดต่อ [ ร้านค้าระบบจะถูกปลดล็อคเมื่อถึงระดับถัดไป ดังนั้นจึงยังไม่เหมาะที่จะอธิบายมากเกินไปในตอนนี้ ]
นั่นแหละคือเหตุผล ไม่น่าแปลกใจเลยที่ซูโหยวยังไม่เห็นฟังก์ชันนี้บนแผงระบบ ดูเหมือนว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม แผนของเธอในการสร้างเว็บไซต์วันสิ้นโลก และรับสมัครสมาชิกเมื่อวานนี้ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง
หลังจากเสร็จสิ้น เธอสามารถออกโควตา และคัดเลือกผู้คนให้เข้ามาอยู่ในฐานหลังวันสิ้นโลกเริ่มต้นขึ้นได้
ส่วนเรื่องที่ว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์จะน่าเชื่อถือหรือไม่ หรือจะสามารถหาคนมาได้หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของเธอ
ตราบใดที่โลกใกล้จะพังพลาย มนุษย์ที่ตระหนักถึงวิกฤตการณ์จะเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงอันตรายนี้ ในขณะที่สภาพแวดล้อมยังคงเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง จะมีการสมัครสมาชิกเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ต่างจากจำนวนคนที่ฐานลี้ภัยสามารถรองรับได้นั้นมีขีดจำกัด
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เธอถืออยู่ในมือคือ ฐานลี้ภัยวันสิ้นโลกที่เทียบได้กับเรือโนอาห์ในตำนาน
เมื่อซูโหยวเดินออกจากโกดังสินค้า และกำลังจะขับรถกลับเมือง ก็มีชายคนหนึ่งขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าลงมาจากเนินเขา
เขาโบกมือทักทายจากระยะไกล และเมื่อเขารับรถเข้ามาใกล้ก็หยุด ซูโหยวจึงรับรู้ได้ไม่ยากว่าเขามาหาเธอ
“ซูโหยว!”
ชายหน้าเหลี่ยมดูเป็นคนจริงจัง แต่น้ำเสียงของเขากลับร่าเริง “ตอนอยู่ไกลๆ ก็ไม่แน่ใจนักว่าใครอยู่หน้าโกดัง ปรากฏว่าเป็นหนูนี่เอง พี่คือซุนเหลียนเฉิง ภรรยาพี่น่าจะเคยเล่าเรื่องพี่ให้หนูฟังแล้ว พอจะจำได้มั้ย”
ซุนเหลียนเฉิง… เอ่อ สามีของพี่หมินนี่เอง
ซูโหยวลดกระจกรถลง มองดูชายตรงหน้าเล็กน้อย ยิ้มตอบ แล้วพูดว่า "ปรากฏว่าเป็นพี่ซุนนี่เอง ขอบคุณมากค่ะพี่ที่ช่วยหาโกดังดีๆ แบบนี้ให้ และขอบคุณมากที่คอยดูแลให้”
ซุนเหลียนเฉิงโบกมือ และพูดว่า “เรื่องพวกนั้นมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ภรรยาสั่ง พี่ก็ต้องทำตามอยู่แล้ว ไม่งั้นหากกลับไปถูกลงโทษเป็นแน่”
เขาทำท่าทางตลกเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง และซูโหยวก็หัวเราะตามไปด้วย
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ซุนเหลียนเฉิงก็ลดเสียงลงทันที หันมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีคนอื่นๆ อยู่แถวนี้มั้ย จากนั้น ก็หันกลับมาพูดเสียงกระซิบว่า
“ซูโหยว เรื่องที่เธอเคยพูดก่อนหน้านี้ เธอคิดว่ามันจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นจริงๆ เหรอ”