คำสั่งเสีย
ตอนที่ 104 คำสั่งเสีย
สองคนนี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย เหลียงชิงแม้จะไม่อยากรวมกลุ่มกับใคร แต่พวกเขาเป็นเพื่อนเล่นสมัยเด็ก เธอเองก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ อีกอย่าง คนที่ยอมฟังเหตุผล ไม่ก่อปัญหา ก็หาได้ยาก
หลังฟังประกาศ พวกเขาก็เลือกวิธีป้องกันตัวอย่างเหมาะสม
เหลียงชิงถอนหายใจ เปิดทางให้ “เข้ามาก่อนสิ แต่ตรวจร่างกายกันก่อนนะ ว่าไม่มีแมงมุมติดมาด้วย แล้วค่อยคุยกันต่อ”
หลี่เหลียนยิ้มกว้าง “โอเค ขอบใจนะชิงชิง”
ทั้งห้าคนเข้ามาในลานบ้าน ตรวจสอบตัวเองจนแน่ใจว่าไม่มีแมงมุมปรสิตติดมา ถึงได้โล่งใจลงบ้าง
แม่ของหลี่เหลียนเป็นชาวบ้านธรรมดา ส่วนพ่อแม่ของเอ้อร์จวงก็ไม่ใช่คนชอบก่อเรื่องอะไร พอเจอเรื่องใหญ่โตก็ยอมฟังลูกๆ
พ่อของเอ้อร์จวงเพิ่งได้สติจึงถามขึ้น “ชิงชิง เรื่องมันจริงเหรอ ผู้ใหญ่บ้านยังไม่ประกาศอะไรชัดเจนเลย อยู่ๆ จะให้ออกจากหมู่บ้าน มันจะเกินไปมั้ย”
เอ้อร์จวงรีบดึงพ่อกลับ “พ่อ อย่าพูดมาก ตอนนั้นชิงชิงช่วยชีวิตผมไว้ ไม่งั้นตอนนี้ตรงหน้าพ่อคงเป็นศพเดินได้ที่ถูกแมงมุมพวกนั้นควบคุมแล้ว”
พ่อของเอ้อร์จวงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ เหลียงชิงกลับไม่โกรธ ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณลุง หนูรู้ว่ามีหลายคำถามที่ต้องคุยกันยาว โลกตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เรื่องแมงมุมกินคน ถ้าเป็นแต่ก่อนใครก็ไม่เชื่อ แต่ตอนนี้หลายคนล้วนเห็นกับตา”
“จริงๆ หนูไม่อยากออกเดินทางพร้อมคนจำนวนมาก เพราะยิ่งคนเยอะปัญหายิ่งเยอะ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อเรื่องแมงมุม ถึงฟังประกาศไปก็คงแค่ระวังแบบครึ่งๆ กลางๆ แต่ในใจไม่อยากยอมรับอยู่ดี”
“แม้ว่าหมู่บ้านเราจะยังดูสงบ แต่ความจริงนี่เพิ่งเริ่ม ถ้าไม่มีใครเชื่อ ก็จะนั่งรอหายนะกันหมด ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศไปแบบป้องกันเบื้องต้น ไม่ได้คิดจะพาคนย้ายที่เลย”
“หนูแค่เตรียมทางเลือกเผื่อเอาไว้สำหรับอนาคตก็เท่านั้นเอง”
คำพูดนี้เธอพูดออกมาจากใจ ถึงจะบอกคุณปู่คุณย่าว่าไม่อยากพาคนอื่นไป แต่ถ้ามีคนมาขอพึ่งถึงบ้าน และไม่สร้างปัญหา เธอก็ไม่ใจแข็งปฏิเสธไม่ลงอยู่ดี
แม่ของเอ้อร์จวงจึงพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ชิงชิง ในเมื่อพวกเรามาแล้ว ก็ไม่คิดจะเป็นภาระหรอก ต่อให้หาที่หลบภัยไม่ได้ ก็ไม่โทษเธอหรอก”
แม่ของหลี่เหลียนก็รีบเสริม “ใช่จ้ะชิงชิง เธอเรียนสูงกว่า พวกเราก็เชื่อเธอ”
คุณปู่ออกมาพอดี พูดด้วยความภาคภูมิใจ “ชิงชิงกับอาเหยาเก่งอยู่แล้ว ตามพวกเขาไม่มีผิด”
คุณย่ารีบตีแขนเขา “อย่าพูดมากนักสิ ไม่ต้องโชว์เก่งไปทั่ว”
ทุกคนหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ในใจกลับยิ่งมั่นใจว่าเหลียงชิงกับซ่งเหยาต้องรู้บางอย่างล่วงหน้าแน่ๆ
เหลียงชิงจึงบอกแผน “ในเมื่อพวกเธอมาแล้ว ฉันจะพูดตรงๆ แผนของฉันคือรอให้หมอกเทาสลาย แล้วรีบลงจากเขา เอ้อร์จวงบอกเมื่อกี้ว่าหมอกเริ่มจางไปมาก งั้นก็ออกเดินทางกันตอนนี้เลย ใครมีความเห็นอะไรมั้ย”
เอ้อร์จวงกับหลี่เหลียนรีบตอบ “ไม่มี! เราไม่มีปัญหาเลย”
เหลียงชิงพยักหน้า “ดี งั้นพวกเราก็เตรียมออกเดินทางกันเลย”
ซ่งเหยาหยิบแผนที่กระดาษของหมู่บ้านขึ้นมาดู “ที่แมงมุมอาละวาดอยู่ทางทิศตะวันตก ติดทางขึ้นเขา ส่วนบ้านเราอยู่อีกฟากตะวันออก ใกล้ทางลงเขามากกว่า ถ้าโชคดีคงไม่เจอปัญหา”
“แต่กันไว้ก่อน ทุกคนต้องถืออาวุธติดตัว อย่างเช่นพลั่วหรืออุปกรณ์การเกษตรที่แข็งแรง”
“ชิงชิงเคยบอก แมงมุมพวกนั้นยิ่งเจอที่อบอุ่นยิ่งดุร้าย แต่ในหิมะมันจะเชื่องช้าลง ตอนนี้แม้พวกแมงมุมจะออกมาแล้ว แต่คงไม่อยู่กลางแจ้งนาน มันจะหาซากศพหรือบ้านที่อบอุ่นไปซ่อนตัว ดังนั้นตราบใดที่เราแต่งตัวมิดชิด ต่อให้เจอพวกมัน ก็ไม่แน่ว่าจะถูกควบคุมได้ง่ายๆ”
ซ่งเหยาหยิบเทปกาวใสออกมาหลายม้วน “ดังนั้น ตรงไหนที่ยังมีช่องว่าง ก็ควรพันให้แน่นก่อน เผื่อจะมีเหตุไม่คาดคิด”
“ดีๆ ขอบคุณอาเหยา”
หลี่เหลียนกับเอ้อร์จวงรับเทปมา แล้วช่วยกันพันตามข้อเท้า ข้อศอก และลำคอ ยกเว้นตรงพื้นรองเท้าแข็ง เพื่อกันไม่ให้แมงมุมแทรกเข้ามาได้
พอทำเสร็จ เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังลอยมาจากบ้านเรือนที่ห่างออกไป ท่ามกลางท้องฟ้าหม่นเทา เสียงนั้นช่างสิ้นหวัง และสะท้อนใจ
เหลียงชิงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาจะใจอ่อน ตอนนี้สิ่งสำคัญคือรู้ขีดจำกัดตัวเอง เวลาเร่งด่วนเกินกว่าจะช่วยเหลือทุกคนได้ เว้นแต่ทั้งหมู่บ้านพร้อมใจกันอพยพ แต่ความจริงคงไม่เป็นเช่นนั้น
ทันใดนั้น หลี่เหลียนที่คอยดูที่ประตูเอ่ยขึ้น “ชิงชิง เธอดูสิ คนนั้นที่วิ่งมา...ใช่เสี่ยวเยว่หรือเปล่า”
“เสี่ยวเยว่”
เหลียงชิงขมวดคิ้ว มองไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งวิ่งมาอย่างลนลานเหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง
หลี่เหลียนหน้าซีดเผือด “นี่มันอะไรกัน ชิงชิง ทำไมพวกเขาถึงวิ่งมาทางนี้ล่ะ ถ้าพวกเขาพาแมงมุมติดมาด้วยจะทำยังไง”
ซ่งเหยารีบปลอบ “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ผมกับชิงชิงจะอยู่ดูสถานการณ์ก่อน ส่วนพวกเธอรีบพาคนอื่นๆ ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน พยายามหามุมอับสายตา จะได้ไม่มีใครสังเกตเห็น”
“ได้ ฉันจะดูแลคนที่เหลือเอง”
หลี่เหลียนรับคำทันที เวลานี้ไม่ใช่เวลาปฏิเสธ เธอรู้ว่าทั้งเหลียงชิงกับซ่งเหยามีความสามารถแน่ จึงเชื่อใจในสิ่งที่ทั้งคู่ตัดสินใจ
เอ้อร์จวงก็รีบเสริม “ชิงชิง เธอไม่ต้องห่วง ฉันจะคุ้มกันคุณปู่คุณย่าของเธอเอง”
เหลียงชิงพยักหน้า “ดี ถ้าอยู่ตรงที่หมอกเทาจางแล้วก็น่าจะปลอดภัย พวกเธอรออยู่แถวปากทางหมู่บ้านก็พอ หาที่ซ่อนดีๆ เราตามไปเมื่อไรค่อยออกมา”
หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลี่เหลียนกับเอ้อร์จวงก็พาผู้ใหญ่ไปทางหลังบ้าน
ตอนนี้เหลียงชิงกับซ่งเหยาจึงได้เห็นชัด คนที่วิ่งมาเป็นเสี่ยวเยว่กับแม่สามีของเธอ ข้างหลังยังมีหนึ่งในสมาชิกทีมลาดตระเวนวิ่งตามมา ทั้งสองคนวิ่งหน้าตาตื่น แต่โชคยังดีที่ผู้ติดตามอยู่ห่างพอสมควร ไม่ทันเข้าถึงตัว
พอเห็นบ้านของเหลียงชิง เสี่ยวเยว่ถึงกับร้องไห้เสียงดัง “พี่ชิงชิง ช่วยเราด้วย!”
คนมาอยู่ตรงหน้า เหลียงชิงไม่อาจเมินเฉย รีบเปิดประตูเรียกให้เข้ามา “เร็ว เข้ามา!”
เมื่อสองคนเข้ามาแล้ว เหลียงชิงรีบปิดประตู มองสบตากับซ่งเหยา เขาจึงรีบปีนขึ้นไปบนหลังคาเฝ้าดูสถานการณ์
เหลียงชิงยังคงระวัง ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป “เสี่ยวเยว่ เกิดอะไรขึ้น แล้วผู้ใหญ่บ้านล่ะ”
เสี่ยวเยว่กับแม่สามีหอบหายใจแรง น้ำตาไหลพราก ก่อนจะสะอื้นอธิบาย “พี่ชิงชิง ฉันกับแม่สามีไม่ถูกแมงมุมกัด เธอวางใจได้ แต่ข้างหลังที่ไล่มา เป็นพวกคนที่ถูกมันกัดแล้ว!”
ได้ฟังคำอธิบาย เหลียงชิงก็ยังไม่ลดความระวัง เธอให้ทั้งสองตรวจร่างกายจนมั่นใจว่าไม่มีแมงมุมติดมา จึงค่อยผ่อนคลายเล็กน้อย
แต่เมื่อเห็นสภาพกระเซอะกระเซิงของพวกเขา ใจเธอก็พลันหนักอึ้ง “แล้วผู้ใหญ่บ้านล่ะ ทำไมเหลือแค่พวกเธอสองคนหนีมา”
เสี่ยวเยว่ร่ำไห้ตอบ “เมื่อกี้มีคนลาดตระเวนเห็นคนถูกกัด เลยอยากตรวจบาดแผล แต่กลับถูกแมงมุมกัดเสียเอง แล้วพวกนั้นก็มาที่บ้านฉัน ฉันพยายามห้ามพ่อสามีไม่ให้เปิดประตู แต่เขาดื้อรั้นไม่ฟัง สุดท้ายก็ถูกพวกมันกัด”
“ตอนนั้นเขาถึงตระหนักว่ามันอันตรายแค่ไหน จึงยอมเสี่ยงชีวิตขวางเอาไว้ เพื่อให้ฉันกับแม่หนีออกมาได้”
ฟังแล้ว เหลียงชิงก็ได้แต่สลดใจ นี่แหละคือสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านทำได้อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาสะเทือนใจ เธอสั่งให้ทั้งคู่สวมเสื้อกันหนาวให้มิดชิด แล้วใช้เทปกาวพันตามช่องว่างทั้งหมด
พร้อมกันนั้นยังเอาน้ำเย็นสาดตามรอยรั่วใต้ประตู เพื่อกันไม่ให้แมงมุมเล็ดลอดเข้ามาได้
ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นด้านนอก ซ่งเหยากระโดดลงมาจากกำแพง เขาถือถังเปล่าในมือ “เรียบร้อยแล้ว ข้างนอกคนนั้นถูกน้ำแข็งจับจนขยับไม่ได้แล้ว”
ความจริง คนที่ถูกแมงมุมควบคุมไม่ยากจะรับมือ วิธีง่ายที่สุดคือสาดน้ำเย็นจัด ท่ามกลางอากาศติดลบยี่สิบกว่าองศา น้ำที่สาดออกไปกลายเป็นน้ำแข็งทันที ทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวไม่ได้ชั่วคราว
นี่คือ ไอเดียที่ซ่งเหยาเพิ่งคิดได้ และมันกลับได้ผลเกินคาด
เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ทันใดนั้น เสียงตามสายของหมู่บ้านก็ดังขึ้น เป็นเสียงของผู้ใหญ่บ้าน
เสี่ยวเยว่ถึงกับน้ำตาคลอทันที “พี่ชิงชิง นั่นเสียงพ่อสามีฉัน”
เหลียงชิงก็เข้าใจทันที ผู้ใหญ่บ้านโดนกัดแล้ว เขารู้ว่าตัวเองไม่รอดแน่ จึงใช้โอกาสสุดท้ายส่งข้อความออกไปถึงทุกคน
เสียงจากลำโพงดังชัด
“พี่น้องชาวบ้านทุกคน โปรดตั้งใจฟังให้ดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ผมระวังตัวเองอยู่เสมอไม่ใช่ทำเรื่องใดที่ผิดศีลธรรม เมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งนี้ ผมก็พยายามทำหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านให้ดีที่สุด”
“แต่ผมก็ยังประมาทไปในเรื่องของลุงหลิว เรื่องที่เหลียงชิงบอกไว้เป็นความจริง โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่พวกคนเฒ่าคนแก่อย่างพวกเราจะเข้าใจได้ทั้งหมด”
“เหลียงชิงบอกผมว่าแมงมุมพวกนี้มันควบคุมร่างคนได้ ลุงหลิวตายไปแล้ว แต่ร่างยังเดินกลับเข้ามาในหมู่บ้าน นั่นเพราะมันถูกควบคุมด้วยแมงมุม”
เสียงเขาหยุดไปครู่หนึ่ง เหมือนพยายามกลั้นความเจ็บปวด ก่อนจะพูดต่อช้าๆ
“ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ จะมีเรื่องอะไรแปลกประหลาดขนาดนั้น แมงมุมจะควบคุมคนได้ยังไง คนสมัยก่อนเคยได้ยินกันบ้างมั้ย เหมือนเรื่องปีศาจในหนังสือไม่มีผิด”
“เพราะอย่างนั้น ผมเลยไม่ได้ฟังเหลียงชิงทั้งหมด ให้เพียงเสี่ยวเยว่ออกประกาศป้องกันแมงมุมไปเมื่อกี้ ไม่ได้บอกทุกคนตามความจริง แต่ตอนนี้ทุกอย่างเกินควบคุมแล้ว หลังจากเกิดเพลิงไหม้ พวกแมงมุมที่ซ่อนอยู่ก็แตกกระจายออกมา บางคนเริ่มถูกมันควบคุมร่าง”
“ดังนั้น ทุกคนต้องรีบปิดประตูหน้าต่างให้แน่น ไม่ว่าจะมีใครมาเคาะประตูขอความช่วยเหลือก็ห้ามเปิด นี่คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ถึงจะดูใจดำไปบ้าง แต่ตอนนี้ใครจะไปรู้ว่าข้างนอกเป็นคน หรือเป็นร่างที่ถูกพวกแมงมุมควบคุมอยู่กันแน่”
“อีกเรื่องหนึ่ง เหลียงชิงบอกผมเสมอว่า ต้องรีบออกจากหมู่บ้าน ไปหาที่หลบภัยข้างนอก แต่ผมไม่ยอมเชื่อมาตลอด เพราะคิดว่าอยู่ในหมู่บ้านยังปลอดภัยกว่า ไม่ต้องเสี่ยงกับโลกข้างนอกที่เต็มไปด้วยอันตราย”
“แต่พอได้เจอแมงมุมพวกนี้ ผมถึงได้เข้าใจ หมู่บ้านของเราไม่ใช่ที่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ทุกคนที่มีโอกาสหนี ต้องรีบออกจากหมู่บ้านโดยเร็วที่สุด”
เสียงเขาเริ่มสั่น แต่ยังพยายามพูดต่อ
“เหลียงชิง นี่คือคำสั่งเสียสุดท้าย ถ้าเป็นไปได้ ช่วยพาคนออกจากหมู่บ้านให้ได้มากที่สุด นี่คือสิ่งเดียวที่ลุงอยากให้หนูช่วยทำเป็นครั้งสุดท้าย”