เค้าลางอันตราย
ตอนที่ 169 เค้าลางอันตราย
หลินชิงฟังอยู่สองสามประโยคก็เดาได้ว่า ทั้งคู่รู้จักกันมาก่อน และเป็นผู้เล่นแน่ชัด
เพียงแต่แนวคิดของเด็กชายคนนั้นดูอันตรายเกินไป เขายังคิดว่า ‘ดันเจี้ยนเซียน’ จะเป็นเหมือนในนิยาย แต่อคติแบบนั้นแหละ คือ จุดตายของผู้เล่นในเกมเอาชีวิตรอด
หลินชิงไม่พูดแทรก เลือกจะเฝ้าดูสถานการณ์ต่อไป
ในเมื่อเป็นทางเลือกของผู้เล่นเอง ต่อให้เธอรู้ว่าดันเจี้ยนนี้ผิดปกติ ก็ไม่ควรพุ่งเข้าไปเตือนใครแบบโผงผาง เพราะคนประเภทนั้น ต่อให้พูดให้ตายก็ไม่ฟัง แถมอาจหาว่าเธอ ‘สอดเรื่องชาวบ้าน’ อีก
ขณะกำลังฟังเสียงพูดคุยรอบ ๆ อยู่ แขนเสื้อของเธอก็ถูกดึงเบา ๆ หลินชิงก้มลงมอง เห็นเด็กชายตัวเล็กกว่ามาก น้ำมูกไหลย้อย “เสี่ยวชี ทำไมดูไม่ดีใจเลยล่ะ เรากำลังจะได้กินอิ่มแล้วนะ จะเศร้าไปทำไม”
หลินชิงถึงกับนิ่ง ดูเหมือนร่างนี้จะมีคนรู้จักอยู่จริง
เธอรีบปรับสีหน้า ตอบตามน้ำ “เอ่อ...คือข้าจำอะไรไม่ค่อยได้ เหมือนหัวกระแทกเลยลืมหมดแล้ว เจ้าเป็นใครเหรอ”
ทันใดนั้น เด็กชายคนนั้นก็ทำตาโตโวยวาย “ข้าเอง! เอ้อร์โก่ว! จำไม่ได้จริงเหรอ ถ้าไม่มีข้าช่วยไว้ ตอนนั้นแม่ของเจ้าคงขายเจ้าให้พวกค้ามนุษย์ไปแล้ว รู้ไหม เจ้าโชคดีแค่ไหนที่ได้ขึ้นเขามานี่น่ะ!”
หลินชิงมองเจ้าเด็กผอมแห้งที่สูงแค่ระดับเอวแล้วถอนหายใจในใจ นี่สินะต้นเหตุของ ‘ร่างเดิม’ ที่โผล่มาอยู่ในสำนักนี้
ช่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย แค่กระท่อมไม้เก่าพังๆ ก็เรียกว่าสำนักเซียนได้แล้ว
เห็นสายตาแบบนั้น เอ้อร์โก่วรีบโวยหนักกว่าเดิม “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ! ถึงที่นี่จะจนหน่อย แต่ก็มีข้าวกิน มีหลังคาคุ้มหัว อย่างน้อยก็ไม่ต้องหนีภัยอีกต่อไป ปีที่แล้วน้ำท่วม ปีนี้ฝูงตั๊กแตน พื้นที่รอบๆ ไม่มีคนเหลือสักคน ถ้าไม่ขึ้นมาที่นี่ เจ้าคงตายอยู่กลางทางไปแล้ว!”
คำพูดของเด็กชายทำให้หลินชิงชะงักทันที ดูท่าว่าดันเจี้ยนนี้ไม่ได้สงบสุขอย่างที่คิด
ถึงว่าทำไมเด็กพวกนี้ถึงผอมแห้งขนาดนั้น… เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยภัยธรรมชาติ และพวกเขาคือ เด็กที่ถูกรับมาจากความสิ้นหวังนั่นเอง
พอเธอกำลังครุ่นคิด เสียงฝีเท้าดังออกมาจากถ้ำ
ศิษย์พี่กู้หลางเดินออกมาด้วยสีหน้าที่ดูสดใสขึ้นผิดหูผิดตา ใบหน้าเย็นชาที่เคยเห็นก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มบางๆ
“เข้าไปได้แล้ว อาจารย์อนุญาตให้พวกเจ้ากราบคารวะแล้ว จำไว้ เข้าไปให้คารวะสามครั้ง แล้วฟังคำสั่งสอนให้ดี!”
ยังไม่ทันพูดจบ เด็กน้อยทั้งหมดก็ตื่นเต้นกันสุดขีด
สำหรับเด็กเหล่านี้ การได้กินอิ่มถือเป็นสิ่งวิเศษ แต่การได้เห็น ‘เซียน’ ตัวจริงนั้นคือปาฏิหาริย์ยิ่งกว่า ก็ใครล่ะจะไม่อยากเป็นคนเหาะเหินเดินอากาศได้ ดลบันดาลข้าวปลาเต็มโอ่งด้วยฝ่ามือเดียว
พอกู้หลางพูดจบ เด็กๆ ก็แย่งกันเบียดเข้าไปในถ้ำ ราวกับกลัวจะพลาดโอกาสสำคัญในชีวิต
มีเพียงหลินชิงเท่านั้นที่ยังเดินช้าๆ อยู่ท้ายขบวน เธอรู้ดีว่าการระวังตัวไว้ก่อนคือ หนทางรอดเดียว
ไม่ทันไร กลิ่นเน่าคลุ้งแรงขึ้นจนเธอแทบกลั้นหายใจ กลิ่นเหมือนโอ่งผักดองที่หมักไว้สิบปีถูกเททิ้งทั่วถ้ำ
แต่เด็กส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย แม้แต่ผู้เล่นสองคนนั้นก็เพียงแค่ขมวดคิ้ว ส่วนที่เหลือกลับตื่นเต้นโผเข้าไปคารวะชายชราที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นสูงในเงามืด
“อาจารย์! อาจารย์ขอรับ!”
“คารวะท่านอาจารย์!”
“ท่านอาจารย์!”
หลินชิงย่อมไม่อาจทำตัวเด่นเกินไป จึงแสร้งทำเหมือนเด็กคนอื่นๆ คุกเข่ากราบร้องเรียกเสียงดัง
หลังเสียงโกลาหลสงบลง ชายชราบนแท่นสูงค่อยๆ โบกปัดแส้สีขาวในมือ พูดเสียงทุ้มช้า ๆ
“ดีแล้ว เด็กๆ ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นทุกคน”
จังหวะนั้นเอง หลินชิงก็ได้เห็นใบหน้าในเงามืดชัดเจน
ชายคนนั้นผิวเหี่ยวย่นเต็มหน้า หนังบนหน้าผากหย่อนจนดูเหมือนสามารถหนีบแมลงวันได้ แต่ในดวงตาที่ขุ่นมัวคู่นั้นกลับมีแววเจ้าเล่ห์วาบอยู่รำไร ราวกับสัตว์ที่เฝ้ามองเหยื่ออยู่ในความมืด
แสงเทียนส่องสลัวสะท้อนภาพเงาในถ้ำ ทำให้ร่างชายชราดูมีรัศมีศักดิ์สิทธิ์แปลกตา
เขายิ้มบาง ๆ “ศิษย์ทั้งหลาย ที่พวกเจ้าถูกเลือกมาได้ย่อมมีวาสนากับข้า อาจารย์จะสอนให้พวกเจ้าฝึกฝนวิชามรรคาแห่งเซียนอย่างสุดความสามารถ วันนี้คือก้าวแรก การ ‘รวบรวมปราณวิญญาณเข้าสู่ร่าง’”
“เมื่อทำได้ พลังในร่างจะไหลเวียน เปิดเส้นลมปราณ บ่มเพาะพลังเวทอาคม นั่นแหละคือหนทางแห่งการฝึกเซียน”
พูดจบ เขาโบกปัดฝุ่นอีกครั้ง เส้นด้ายขาวยาวเหยียดออกไปเกี่ยวเอากระบอกไม้จากมุมถ้ำ ลอยมาอยู่ในอ้อมแขนของเด็กชายที่อยู่ใกล้สุด
“เจ้า เอาโอสถวิเศษไปแจกให้กับพี่น้องทุกคน”
เด็กชายตกใจจนพูดไม่ออก รีบโค้งคำนับ ‘ขอรับท่านอาจารย์!’ แล้วเปิดจุกไม้บนกระบอก ค่อยๆ เทโอสถสีดำคล้ำออกมา แจกให้ทีละคน
เด็กๆ ทั้งหลายมองโอสถในมืออย่างตื่นตะลึง สำหรับพวกเขา นี่คือ ‘ปาฏิหาริย์’ ของจริง
“ท่านอาจารย์...มีโอสถเม็ดเดียวเองเหรอขอรับ ข้าอยากเอาไปให้ท่านแม่กินด้วย ถ้านางได้กิน นางจะได้ไม่ต้องลำบากอีก” เด็กชายตัวหนึ่งถามอย่างซื่อๆ
ชายชรายิ้มแย้ม สีหน้ายังคงอ่อนโยน “เด็กดี น่าเสียดายที่แต่ละคนมีเพียงโอสถเม็ดเดียวเท่านั้น โอสถนี้สร้างมาเพื่อเปิดพรสวรรค์ในร่าง หากให้คนอื่นกินไปก็เสียของเปล่า เข้าใจมั้ย”
“จงกลืนมันลงไป แล้วรับรู้ถึงพลังอบอุ่นที่ไหลเวียนจากตันเถียนขึ้นมา นั่นคือสัญญาณแห่งการเข้าสู่หนทางแห่งเซียน”
คำพูดของ ‘อาจารย์’ ยังไม่ทันจบ เสียงกลืนยาดังกรอดกรอดก็ดังขึ้นทั่วถ้ำ และหลินชิงก็ขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่สบายใจทันที…
จากคำเตือนของระบบ โลกใบนี้ไม่ใช่ ‘โลกเซียน’ แบบที่หลินชิงเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว
เธอมองโอสถในมือ ‘โอสถรวบรวมพลัง’ ขนาดเท่าผลองุ่น ผิวเรียบเป็นเงา ราวกับลูกอมช็อกโกแลตสำหรับเด็กเล็ก
แต่เมื่อสูดดมใกล้ๆ ก็รู้สึกถึงกลิ่นประหลาดบางอย่าง แฝงด้วยความเย็นเยียบและคาวโลหิตจาง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่กลิ่นของโอสถเซียนทั่วไปแน่
เพื่อความปลอดภัย หลินชิงจึงไม่กลืนเม็ดนั้นลงไป
ตอนแสร้งทำท่าเอาเข้าปาก เธอพลิกข้อมือแอบโยนมันเข้าไอเทมบ็อกซ์ แล้วแกล้งเคี้ยวเบา ๆ ทำเหมือนกลืนไปจริงๆ
เด็กคนอื่นๆ กลับตื่นเต้นจนไม่ทันสังเกต ต่างกลืนเม็ดยานั้นลงไปด้วยแววตาเปล่งประกาย รวมถึงผู้เล่นสองคนที่เธอจับตามองอยู่
เด็กชายชื่อเหอเจี้ยนกลืนลงไปโดยไม่ลังเล ส่วนจ้าวอิงที่ยังลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ทำตามในที่สุด
เมื่อทุกคนกลืนเสร็จ ชายชราที่ถูกเรียกว่า ‘อาจารย์’ ก็สะบัดแส้หางม้าในมือ เส้นไหมสีขาวเหวี่ยงไปคว้าเอากระบอกไม้จากมือเด็กชายที่แจกยาเมื่อครู่กลับมา ก่อนจะหัวเราะเสียงทุ้ม
“เป็นอย่างไรบ้างเด็กๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นที่พวยพุ่งขึ้นมาจากท้องหรือไม่ ถ้ารู้สึกได้ แปลว่าตันเถียนของพวกเจ้าถูกเปิดแล้ว อีกไม่นานเมื่อข้าสอนเคล็ดลับการเดินพลังทั่วร่าง เจ้าก็จะสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ของการฝึกเซียน”
พูดจบ เขาโบกมืออีกครั้ง แสงทองคำหลายสายลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงมาปกคลุมศีรษะของเด็กทุกคน
หลินชิงไม่ทันหลบ ถูกแสงนั้นแตะเข้าเต็มๆ แต่รู้สึกแค่เหมือนโดนหมอกอุ่น ๆ ผ่านผิว ไม่พบอาการผิดปกติ จึงยังไม่ตื่นตระหนก
“ดีแล้ว” ชายชราเอ่ยเสียงนุ่ม “เคล็ดวิชาได้ส่งเข้าสู่ทะเลจิตสำนึกของพวกเจ้าแล้ว รอให้พี่ศิษย์สอนวิชาฝึกพลังเพิ่มเติม เคล็ดวิชานี้ก็จะเริ่มหมุนเวียนเอง”
“ตอนนี้อาจารย์ต้องกลับไปปิดด่านหลอมโอสถอีกครั้ง พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด”
เสียงนั้นอบอุ่นใจราวผู้ใหญ่ใจดี แต่หลินชิงรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
เธอเดินตามฝูงเด็กออกจากถ้ำไปเงียบๆ และหันกลับไปมอง เห็นชายชรายังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม แสงเทียนส่องให้เงาของเขาขยายใหญ่บนผนัง ราวกับงูที่เลื้อยอยู่หลังม่าน
กลิ่นเน่าเหม็นในถ้ำกลับยิ่งแรงขึ้น ทั้งที่ ‘อาจารย์’ เพิ่งกล่าวอำลาไปเมื่อครู่
หลินชิงไม่อยู่ต่อ รีบก้าวออกจากถ้ำพร้อมกับเหล่าเด็กคนอื่นๆ
นอกถ้ำมีคนเพิ่มขึ้น ศิษย์พี่ใหญ่กู้หลางกำลังยืนคุยกับชายสองคนที่ดูเป็นนักพรตเช่นเดียวกัน
คนหนึ่งรูปร่างอ้วนท้วน หน้ากลมแดงแจ๋ ดูร่าเริงใจดี ส่วนอีกคนกลับตรงข้ามโดยสิ้นเชิง ผอมสูง ใส่ชุดนักพรตเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้ลวกๆ หลังแบกหีบยาขนาดใหญ่ ดูสงบ และเยือกเย็น
หลินชิงยืนอยู่ไม่ไกล เงี่ยหูฟังบทสนทนาของพวกเขา
“เจ้าคงเห็นแล้ว” เสียงกู้หลางบ่น “อาจารย์เพิ่งอบรมศิษย์ใหม่เสร็จ ตอนนี้กำลังปิดด่านหลอมโอสถอยู่ ข้าถ้าเข้าไปตอนนี้คงโดนด่ากลับมาแน่”
นักพรตร่างอ้วนหัวเราะพลางพนมมือ “น่าเสียดายนัก ถ้าอย่างนั้นพวกเราคงต้องลงเขาไปใหม่พร้อมคนเพิ่มอีกหน่อย เรื่องปีศาจกินคนปล่อยไว้ไม่ได้หรอก”
นักพรตที่สะพายหีบยาเอ่ยเสียงเรียบ “คงต้องเป็นเช่นนั้น แต่ข้ากลัวว่ากว่าจะกลับไปถึงเมืองชิงสุ่ย ผู้คนในเมืองคงโดนปีศาจตนนั้นฆ่าตายจนหมดแล้ว”
กู้หลางกอดอก ถอนหายใจยาว “ข้ามีงานเป็นกองพะเนิน ไหนจะต้องดูแลพวกศิษย์ใหม่พวกนี้อีก จะให้ไปจับปีศาจก็ไม่มีเวลา เจ้าอยากไปก็ไปกับศิษย์พี่รองนั่นแหละ ข้าไม่ยุ่ง”
ศิษย์พี่รองทำหน้าเก้อเขิน ส่วนนักพรตสะพายหีบยากลับยิ้มบาง “เช่นนั้นก็ช่างเถอะ ข้าจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ทั้งรางวัล และค่าครู ขอมอบให้ทางสำนักฉางเซิงทั้งหมด”
สายตาของเขากวาดผ่านเด็กๆ เหล่านั้น “เด็กพวกนี้กำลังจะเริ่มฝึกพลัง ถ้าได้ลงไปเผชิญโลกจริงตั้งแต่แรก ย่อมได้ประสบการณ์ดีไม่น้อย”
พอได้ยินคำว่า ‘ค่าใช้จ่าย’ ใบหน้ากู้หลางก็เริ่มคลายลง
นักพรตสะพายหีบยาจึงพูดต่อ “อีกอย่าง ข้าได้ยินว่าคหบดีเฉินผู้ใจบุญในเมืองก็กำลังจะบริจาคเงินก้อนใหญ่เพื่อจัดการเรื่องปีศาจวารี เงินนั้นข้าไม่ขอส่วนแบ่ง ขอเพียงมอบให้สำนักของท่านทั้งหมด”
แววตากู้หลางเป็นประกายทันที แต่ยังแสร้งทำระแวดระวัง “จริงหรือ”
อีกฝ่ายพยักหน้า “จริง ข้าเพียงอยากช่วยสะสมบุญร่วมกับสำนักฉางเซิงเท่านั้น”
“งั้นก็ไม่มีปัญหา!” กู้หลางหัวเราะ “ศิษย์รอง ไปบอกศิษย์พี่หญิงว่าไม่ต้องเตรียมข้าวเที่ยงข้าวเย็นแล้ว เราจะลงเขาไปกินข้างนอก ประหยัดได้อีกมากโข!”
พูดจบเขาก็หันมาสั่งเสียงดัง “พวกเจ้ามานี่! วันนี้จะพาไปฝึกทดสอบ! ถือว่าเป็นโอกาสดี ได้เห็นโลกภายนอกบ้าง!”
เด็กชายคนที่เคยแจกยามาก่อนรีบยกมือถาม “แต่ศิษย์พี่ใหญ่ อาจารย์เพิ่งให้เรากินยา เราไม่ต้องฝึกรวบรวมพลังหรือขอรับ”
“ฝึกทีหลังได้” กู้หลางโบกมือ “ก็แค่ท่องคาถาไม่กี่คำ เดี๋ยวข้าสอนระหว่างทางเอง ที่จริงศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่รวบรวมพลังไม่สำเร็จอยู่แล้ว ถ้าใครทำไม่ได้ก็ต้องไล่ลงจากเขา การทดสอบคราวนี้แหละอาจทำให้พวกเจ้ารวบรวมพลังได้ในสถานการณ์จริง ถือว่าโชคดีแล้ว!”