เสบียงสำรอง
ตอนที่ 204 เสบียงสำรอง
เฉินจวิ้นถึงกับอึ้งกับสิ่งที่เห็น
ไม่อยากเชื่อเลยว่าในตอนคับขันขนาดนี้ ‘คนที่มาช่วย’ พวกเธอกลับเป็นฝูงเซิร์กเสียเอง
เหตุการณ์มันเหนือความจริงเกินไป จนเธอต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะประมวลผลได้
“หรือว่านี่คือแผนสำรองที่หลินชิงทิ้งไว้” เธอบ่นพึมพำ แต่ก็รู้สึกได้ว่าฝูงเซิร์กพวกนี้ไม่ได้จับพวกเธอเพื่อช่วย ดูเหมือนจะถือว่าเป็น “ของรางวัล” จากการยื้อแย่งกันมากกว่า
เหมือนมดสองฝูงที่ตีกันแย่งเศษขนมปัง...
ถึงเปรียบแบบนั้นจะฟังดูตลก แต่นั่นแหละคือความรู้สึกจริงๆ ของเธอ
วิลเลียมที่ถูกเซิร์กอีกตัวแบกอยู่ทั้งร่างยังพูดติดตลก “พระเจ้า ผมนึกว่าเราจะจบเห่แล้วซะอีก ที่ไหนได้มีขบวนช่วยเหลืออลังการขนาดนี้ ฝูงเซิร์กบุกมาช่วยด้วย แบบนี้ไม่ใช่ตัวเอกก็คงไม่ได้แล้วล่ะ”
แต่เสี่ยวเฉียวกลับร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฮือๆๆ แล้วเราจะทำยังไงดี พวกมันจะพาเราไปกินหรือเปล่า ทำไมถึงแย่งกันพาตัวเราไป”
เฉินจวิ้นมองสองคนที่ดูจะไม่ค่อยมีสติ พร้อมกับอีกคนที่ยังนอนอยู่ในแคปซูลไม่รู้ถูกหิ้วไปไหนก็ไม่รู้
ตอนนี้เธอเริ่มปวดหัวสุดๆ
หลินชิงหายตัวไป ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดี เซิร์กที่มาช่วยก็ไม่รู้ตั้งใจดีหรือร้าย ภารกิจสำรวจยังค้างคาอยู่ แถมยังไม่มีวี่แววว่าภารกิจจะสำเร็จ
เธอใช้ไอเทมรักษากำจัดพิษที่ได้รับเมื่อครู่ แล้วค่อยๆ มองไปรอบๆ เพื่อหาจังหวะลงมือ
ฝูงเซิร์กที่จับพวกเธอมานั้นมีรูปร่างแปลกประหลาดต่างกันไป แต่ล้วนตัวใหญ่ หุ้มเกราะแข็งราวโลหะ และถืออาวุธที่แวววาวเย็นเฉียบ
เฉินจวิ้นอาจจัดการได้ตัวหนึ่งสองตัว แต่กับพวกมันทั้งหมดโดยไม่ให้สองเพื่อนร่วมทีมบาดเจ็บ เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
เธอจึงเลือกเฝ้าดูสถานการณ์ต่อก่อน จะดูว่าพวกมันจะพาไปที่ไหนกันแน่
ฝูงเซิร์กจัดขบวนอย่างเป็นระเบียบ ยก ‘เหยื่อ’ ทั้งสามคนเดินไปบนพื้นของสวนพฤกษา ก่อนจะออกทางประตูใหญ่ ตรงไปยังห้องทดลองที่หลินชิงเคยไปก่อนหน้านี้
ห้องทดลองใต้สวนพฤกษานั่นคือสถานที่ลับที่ด็อกเตอร์สร้างขึ้นเพื่อทำการทดลองที่ผิดจรรยาบรรณทุกอย่าง แต่ที่นี่กลับแตกต่าง มันดูเหมือนศูนย์วิจัยจริงๆ ของสถานี ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับดาวดวงนี้ ตั้งแต่ภูมิอากาศ ดิน น้ำ ไปจนถึงภูมิประเทศ
เฉินจวิ้นพอเข้าใจแล้วว่า สถานีอวกาศแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อศึกษาดาวดวงนี้โดยเฉพาะ และมีคนมากมายมาทำภารกิจสำรวจ
ถ้าไม่มีด็อกเตอร์เข้ามาแทรกแซง บางทีพวกเขาอาจจะประสบความสำเร็จไปแล้วก็ได้
แต่แนวทางของด็อกเตอร์กลับสุดโต่งจนเกินไป
ดาวที่เต็มไปด้วยเผ่าเซิร์ก และทรัพยากรมหาศาลแบบนี้ หากตกอยู่ในมือมนุษย์จริงๆ ผลลัพธ์อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก อาจก่อให้เกิดหายนะครั้งใหม่ก็เป็นได้
ในขณะที่เธอกำลังคิดเรื่อยเปื่อย ฝูงเซิร์กก็เรียงแถวเข้าไปในห้องปิดขนาดใหญ่
ดูเหมือนที่นี่จะเป็นจุดหมายของพวกมัน
เฉินจวิ้นขมวดคิ้ว เตือนเพื่อนร่วมทีมเสียงต่ำ “ระวังไว้ ที่นี่ต้องมีบางอย่างแน่ อีกฝ่ายควบคุมฝูงเซิร์กได้ขนาดนี้ ต้องเหนือกว่าด็อกเตอร์แน่นอน”
“เข้าใจแล้ว” ชายผมทองพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น “ว่าแต่...เธอเคยดูไซอิ๋วมั้ย ตอนนี้เรานี่มันเหมือนทีมพระเอกที่โดนจับโยนจากหม้อหนึ่งไปอีกหม้อของปีศาจเลยนะ เตรียมใจไว้ได้เลยว่าหนีไม่พ้นแน่”
เสี่ยวเฉียวหน้าซีดเผือด “อะ...อะไรนะ งั้นเราจะทำยังไงดีล่ะ”
เฉินจวิ้นเม้มริมฝีปาก “เชื่อในตัวหลินชิงเถอะ อย่างน้อยเธอก็ทำให้เรายังปลอดภัยถึงตอนนี้ ขอแค่เราทนให้ได้ครบสามสิบหกชั่วโมง ก็มีโอกาสรอดสูงแล้ว”
แต่ยังไม่ทันจบคำ เธอก็เห็นผู้เล่นที่กลายพันธุ์นอนอยู่ในแคปซูลตรงหน้า ร่างกายกำลังเปลี่ยนสภาพไปเหมือนเซิร์ก
แล้วทันใดนั้น เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น ทำให้หัวใจของเธอเต้นวูบอย่างแรง
ย้อนกลับไปตอนที่หลินชิงวางแผนร่วมกับพวกเขา
ตอนนั้นหลินชิงบอกกับทีมว่า ในเมื่อสถานีอวกาศเต็มไปด้วยฝูงเซิร์ก และไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง ทุกอย่างจึงต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม พวกเขาจะแกล้งทำเป็นทะเลาะกัน แยกย้ายสำรวจ เพื่อสร้างภาพความไม่ลงรอยกันให้ฝ่ายตรงข้ามตายใจ และเผยตัวออกมาเอง
ในมือของหลินชิงมีไอเทมจำลองคลื่นพลังของเผ่าเซิร์ก เธอจึงเลือกที่จะเข้าไปในรังของพวกมันโดยตรง หวังว่าจะสามารถควบคุมฝูงเซิร์ก และพลิกสถานการณ์ให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ
ดังนั้น ทีมผู้เล่นจึงแยกออกเป็นสองกลุ่ม หลินชิงไปยังเขตทดลอง ส่วนเฉินจวิ้นกับวิลเลียมมุ่งหน้าไปสวนพฤกษาเพื่อช่วยเสี่ยวเฉียว และผู้เล่นที่กลายพันธุ์
เฉินจวิ้นลงไปถึงห้องใต้ดินของสวนพฤกษาโดยไม่คาดคิด และบังเอิญเจอกับด็อกเตอร์นักวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่งระหว่างการทดลองย่อมๆ อีกทั้งยังได้รู้ความจริงบางอย่างจากความหลงตัวเองของอีกฝ่าย
นั่นถือว่าเป็นความคืบหน้าครั้งใหญ่ของภารกิจที่สอง
เพียงแต่ว่าพวกเธอก็เกือบกลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ไปเสียก่อน
ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่หลินชิงคาดไว้แทบทั้งหมด ทำให้เฉินจวิ้นยิ่งเชื่อมั่นในคำพูดของอีกฝ่าย
แม้จะไม่รู้ว่าหลินชิงทำทั้งหมดนั้นได้อย่างไร แต่เฉินจวิ้นก็สัมผัสได้ว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับไอเทมที่ว่านั้นแน่ๆ
ตอนนี้พวกเธอรอดมาได้โดยไม่มีบาดแผล ก็เหลือแต่ต้องดูว่าหลินชิงเป็นอย่างไรบ้าง
“มนุษย์กลายพันธุ์เหรอ... ข้าไม่กินหรอก”
เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากแท่นสูง ร่างของเธอเอนพิงอย่างเกียจคร้าน และด้านหลังมีเซิร์กยักษ์ตัวหนึ่งกำลังขดอยู่บนพื้น มันดูเชื่องราวกับสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังรอคำชมจากเจ้านาย
“ชิชิชิ”
ฝูงเซิร์กที่หิ้วพวกเฉินจวิ้นมาเปล่งเสียงแหลมรัวๆ เหมือนพยายามเรียกความสนใจจากหญิงสาว
“นี่สินะ อาหารที่เอามาให้ฉัน”
เมื่อสายตาของหญิงคนนั้นหันมาทางพวกเขา ความรู้สึกไม่ดีในใจเฉินจวิ้นก็กลายเป็นจริง
ในแววตาของอีกฝ่ายไม่มีความคุ้นเคยแม้แต่น้อย มีเพียงแววประเมินแบบเย็นชาเหมือนกำลังชั่งใจว่า ‘อาหารตรงหน้าจะอร่อยมั้ย’
เฉินจวิ้นไม่รู้ทำไมถึงเข้าใจได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่ใบหน้านั้น ทั้งรูปพรรณและเสียงพูด ใช่ หลินชิงอย่างแน่นอน
หรือว่านี่คือ ผลของไอเทมจำลองคลื่นพลังที่ว่างั้นเหรอ
เฉินจวิ้นยังไม่แน่ใจ ก็ถูกฝูงเซิร์กหิ้วไปวางไว้ด้านล่างแท่นสูง ราวกับของบูชาชั้นเลิศที่ถูกยกถวาย
วิลเลียมพูดพลางหัวเราะฝืดๆ “เห็นมั้ย ผมบอกแล้วไม่ผิดหรอก ไม่ว่าจะถูกพามาที่ไหน สุดท้ายเราก็เป็นอาหารอยู่ดี จะเป็นอาหารกลายพันธุ์หรืออาหารธรรมดาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก”
เสี่ยวเฉียวหน้าซีด “ฮือๆๆ วิลเลียมอย่าพูดแบบนั้นสิ! ฉันเป็นคน! คนจริงๆ นะ! กินไม่ได้นะ!”
หญิงสาวบนแท่นไม่สนใจสิ่งที่พวกเขาพูดเลย แค่เหลือบมองผ่านๆ แล้วเอนตัวลงบนเก้าอี้ที่สร้างจากวัสดุบางอย่าง ไม่แม้แต่จะลุกขึ้นมา
ฝูงเซิร์กด้านล่างเริ่มส่งเสียง ‘ชิชิชิ’ ต่อกันอีกครั้ง เหมือนกำลังถกเถียงกัน
วิลเลียมพูดพลางหัวเราะเบาๆ “แหม่ นี่มันดูถูกกันชัดๆ เลยนะ แบบนี้อาจจะรอดจริงก็ได้”
เสี่ยวเฉียวพยักหน้า “ฉันก็ว่าแล้ว หลินชิงไม่มีทางกลายเป็นเซิร์กแน่ๆ”
แต่เฉินจวิ้นกลับรู้สึกหนาวเยือกในอก เพราะเธอเห็นชัดว่าสายตาของหญิงคนนั้น ‘ไม่ใช่’ หลินชิงอีกต่อไป
แววตานั้นเย็นชา ว่างเปล่า เหมือนเทพเจ้าที่มองมนุษย์เป็นสิ่งไร้ค่า ไม่ต่างจากที่คนมองฝูงเซิร์ก
อารมณ์ที่เล็ดลอดออกมานั้น ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งจะแกล้งทำได้
เฉินจวิ้นนึกถึงคำเตือนที่หลินชิงเคยฝากไว้ “ถ้าวันหนึ่งฉันกลายเป็นศัตรู อย่าเชื่อฉันเด็ดขาด ตอนนั้นฉันอาจไม่ใช่ตัวเองอีกแล้ว”
นี่สินะคือสิ่งที่หลินชิงหมายถึง สภาวะที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป
บางทีเธออาจให้ฝูงเซิร์กช่วยพวกเขาไว้... ก็เพื่อเก็บไว้เป็น ‘เสบียงสำรอง’ เท่านั้น
เมื่อ ‘ราชินี’ ไม่พอใจ เหล่าเซิร์กที่เพิ่งนำเหยื่อกลับมาก็ไม่ได้แสดงอาการหดหู่เลย บางส่วนยังส่งเสียงเหมือนพยายามสื่อสารกับเธอ ขณะที่อีกกลุ่มก็เริ่มยกพวกเขาออกไป ปิดกักไว้ในห้องหนึ่งราวกับกรงเก็บอาหาร
เฉินจวิ้นมองร่างกายตัวเองที่ยังครบทุกชิ้นส่วน ไม่รู้ควรเรียกว่าโชคดีหรือเปล่า อย่างน้อยพวกมันก็ยังไม่เริ่ม ‘ลองชิม’
เสียง ‘ปัง’ ดังสนั่น ประตูถูกปิดผนึกแน่น ก่อนจะมีเสียงเซิร์กคำรามเตือนอยู่นอกห้อง ราวกับขู่ไม่ให้พวกเธอคิดหลบหนี
เฉินจวิ้นรู้สึกว่าพิษในร่างค่อยๆ หายไปหลังจากใช้ไอเทมรักษา เธอรีบตรวจดูอาการของเสี่ยวเฉียว และวิลเลียม ใช้ไอเทมช่วยขับพิษให้ทั้งคู่
เมื่อเห็นสีหน้า และการหายใจของทั้งสองดีขึ้น เธอถึงได้โล่งใจเล็กน้อย ตอนนี้พวกเขาถูก ‘ขัง’ ไว้อย่างปลอดภัย... อย่างน้อยก็ชั่วคราว
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมด เฉินจวิ้นเริ่มสำรวจห้องรอบตัว
เธอจำได้ว่าที่นี่อยู่ในเขตทดลอง แต่เขตทดลองเองก็แบ่งเป็นหลายส่วน
บนโต๊ะมีสมุดบันทึกอยู่เล่มหนึ่ง พอเปิดดูเธอก็พบว่ามันคือบันทึกของหน่วยสำรวจพื้นผิวดวงดาว
เนื้อหาทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่หลินชิงเคยพูดไว้ ว่าสถานีอวกาศแห่งนี้น่าจะเป็นฐานชั่วคราวที่ดัดแปลงมาจากยานสำรวจ พวกเขามีทีมที่ออกไปเก็บข้อมูล และตัวอย่างจากพื้นดาวเคราะห์โดยตรง
แน่นอน การปฏิบัติการแบบนี้ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล
บางทีเพราะบนดาวเต็มไปด้วยฝูงเซิร์ก หรืออาจเพราะสภาพพื้นผิวไม่เหมาะจะตั้งฐาน พวกเขาจึงเลือกใช้สถานีอวกาศแทน
เฉินจวิ้นเปิดหน้ารายงานสำรวจดู มีข้อความเหมือนบันทึกประจำวันเขียนไว้ว่า
“วันที่ 11 เดือน 7 ปี 4632 หลังจากอยู่บนดาวอัลฟ่า-139 ได้สี่เดือน เราพบสัญญาณของแร่พลังงานสูง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าภายใต้พื้นผิวดาวจะเต็มไปด้วยฝูงแมลงนับไม่ถ้วน มันเลวร้ายสุดๆ”
“เจ้าแมลงพวกนี่เหมือนปลิงดูดเลือด พวกมันตามติดไม่ปล่อย ผมเสียลูกทีมไปหลายคนในถ้ำสำรวจ อุปกรณ์กว่าครึ่งทิ้งไว้ในนั้น ดีที่ยังพอส่งสัญญาณกลับฐานได้ ไม่งั้นพวกเราคงตายกันหมดแล้ว”
“ตามคำสั่งของด็อกเตอร์ เราต้องเข้าไปลึกกว่านี้เพื่อค้นหาวิธีสืบพันธุ์ของพวกมัน เพราะแมลงพวกนี้ต่างจากสิ่งมีชีวิตบนดาวบ้านเกิดของเราโดยสิ้นเชิง ด็อกเตอร์บอกว่ามีคุณค่าทางการวิจัยสูงมาก ต้องนำตัวอย่างทดลองกลับไปให้ได้”
“ว่าแต่... พวกมันมีสติปัญญาเหรอ ภายในเวลาไม่นาน พวกมันดูเหมือนจะวิวัฒนาการจนมีความคิดพลิกแพลง แถมยังใช้เครื่องมือของเราโต้กลับได้ด้วย ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ”
“ไม่รู้ว่าด็อกเตอร์จะสามารถฟักไข่พวกมันได้จริงมั้ย ถ้าทำได้ และพวกมันอยู่ในความควบคุมของเรา มันก็คงเป็นไอเดียที่ดี... อย่างน้อยเราจะได้ไม่ต้องลงไปสู้กับเจ้าพวกแมลงเน่านี่ด้วยตัวเองอีก”
…