ฐานอีเดน
ตอนที่ 218 ฐานอีเดน
เธออยากถามเหลือเกินว่าผู้หญิงคนนี้มาจากที่ไหน แต่เห็นอีกฝ่ายเดินตามเงียบๆ ไม่ได้มีท่าทีอยากคุย เธอเลยกลืนคำถามกลับไปในลำคอ
“พูดมากไปอาจซวยแทน...” เธอคิดในใจ ก่อนเร่งฝีเท้าเดินต่อไป
ในขณะเดียวกัน หลินชิงที่อยู่ในชุดนั้นก็กำลังวิเคราะห์อยู่เงียบๆ
ผู้หญิงชื่อจางหลานพูดจาดูมีเหตุผลดี แต่ด้วยรูปลักษณ์บอบบางแบบนั้น จะอยู่รอดในโลกหลังหายนะได้ยังไงกัน
เธอบอกว่ามาจากกลุ่ม ‘อีเดน’ ฟังดูเหมือนองค์กรกู้ชีพที่ช่วยผู้รอดชีวิตหลังภัยพิบัติ ดูไม่มีพิษภัยอะไรนัก
แต่เพราะระบบระบุให้หญิงสาวคนนี้เป็น “ตัวละครภารกิจหลัก” หลินชิงจึงเลือกที่จะตามดูต่อ
ไม่นาน เสียงระบบก็ดังขึ้นจากข้อมือของเธอ
[ ติ๊ง! ผู้เล่นทำภารกิจสำเร็จ : ช่วยเหลือหญิงสาว และเด็กที่ถูกจับตัว ]
[ รางวัล : ยาต้านรังสี 1 กล่อง ( จัดเก็บในไอเทมบ็อกซ์แล้ว ) ]
[ แต้มภารกิจสะสม : 10 ]
[ ติ๊ง! ตรวจพบภารกิจต่อเนื่อง ]
[ ภารกิจ : สืบเรื่องราวของ ‘อีเดน’ และพาหญิงสาวกับเด็กกลับสู่ที่พักของพวกเขา ]
[ รางวัล : แต้มค่าสถานะรวม 50 จุด ( ความเร็ว / ความแข็งแกร่ง / ความคล่องตัว จัดสรรได้อิสระ) ]
[ แต้มภารกิจ : 20 ]
หลินชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “ภารกิจต่อเนื่องเหรอ... โลกนี้คงไม่ธรรมดาจริงๆ”
รูปแบบภารกิจไม่เหมือนโลกก่อน มีการแบ่งช่วง มีจุดต่อเนื่อง เหมือนเกมที่มีเควสหลักย่อยต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
เธอชอบระบบแบบนี้ เพราะมันง่าย และคุ้มค่า แค่ช่วยเหลือสองคนนี้ เธอก็ได้ค่าสถานะเพิ่มถึงห้าสิบ ใช้เวลาแทบไม่ถึงชั่วโมง
แต่ถึงจะเป็นกำไรดี หลินชิงก็ยังไม่ปล่อยให้ตัวเองประมาท
เธอยังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยรังสี หลังจากสแกนศพพวกชิงหลง บาร์บาร่ารายงานว่า ทุกศพมีอาการเนื้องอกบวม และผิวหนังเน่าเปื่อยจากการได้รับรังสีในระดับสูง
ในทางกลับกัน ผู้หญิงชื่อจางหลานกลับ ‘ปกติดีทุกอย่าง’
ตามข้อมูลจากการสแกนของบาร์บาร่า เธอมีค่าร่างกายสมบูรณ์ ไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนชัดๆ
ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
แต่เด็กในอ้อมแขนนั้นกลับตรงข้าม ใบหน้าซีดเผือด อ่อนแรงจนแทบยืนไม่ได้ อาจเป็นผลจากโรครังสีเรื้อรัง
หลินชิงขมวดคิ้ว “น่าสงสัยจริงๆ...”
ไม่ว่าอย่างไร หากจะสืบเรื่อง ‘อีเดน’ ให้ได้ เธอก็ต้องเริ่มจากเป้าหมายตรงหน้าก่อน
ทั้งสามเดินมาถึงซากอาคารที่ถูกทรายกลืนไปครึ่งหนึ่ง
เหลือเพียงกำแพงสามด้าน เหล็กเส้นโผล่ออกมาเป็นสนิม กำแพงถูกลมกัดจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม
จางหลานเดินไปที่มุมหนึ่งของผนัง ตรวจดูสัญลักษณ์กากบาทเล็กๆ แล้วเริ่มขุดลงไปด้วยมือเปล่า
ครู่หนึ่ง เธอขุดออกมาจนเห็นกล่องเหล็กฝังอยู่ใต้ดิน
“เจอแล้ว!” เธออุทานเบาๆ แล้วรีบยกมันขึ้นมา ปัดฝุ่นออกก่อนเปิดกล่องให้หลินชิงดู “นี่แหละ ยาต้านรังสี ขอบคุณที่ช่วยเราไว้”
หลินชิงก้มดู ข้างในมียาบรรจุเรียงอย่างดี ห่อด้วยแผ่นกันกระแทกแน่นหนา ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
เธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนเก็บกล่องใส่ในไอเทมบ็อกซ์ ไม่ใช่เพราะอยากได้ แต่เพื่อไม่ให้พวกนั้นสงสัยว่าเธอเป็นใคร
“งั้นก็เล่นบทต่อให้สมจริงหน่อยก็แล้วกัน” เธอคิดในใจ
“อืม...ใช้ได้เลย”
หลินชิงพยักหน้าเบาๆ ขณะยกกล่องยาขึ้นในมือ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพอใจ จางหลานก็โล่งอก เธอรู้ดีว่าในโลกแห่งซากปรักหักพังแบบนี้ การเจอคนที่ช่วยชีวิตโดยไม่ฆ่าปล้นถือว่าโชคดีเกินพอแล้ว
หญิงสาวอุ้มเหมียนเหมียนที่หลับอยู่ในอ้อมแขน ถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณมาจากฐานไหนเหรอคะ ฉันเหมือนจะไม่เคยได้ยินชื่อคุณมาก่อนเลย...หรือว่าคุณเป็น ‘นักพเนจร’ ในดินแดนร้างแห่งนี้”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง เพราะคนที่มีฝีมือสูงขนาดนี้ ถ้ามีที่อยู่ในกลุ่มผู้รอดชีวิตสักแห่ง พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้หลุดไปเป็นอิสระแน่นอน เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นพวกที่เลือกใช้ชีวิตคนเดียวในผืนทะเลทราย
นักพเนจรในโลกหลังหายนะมักเป็นคนแปลกแยก มีความรู้ และทักษะมากมาย กล้าเสี่ยง กล้าเดินทางเข้าเขตอันตรายเพื่อค้นหาทรัพยากร แต่ในทางกลับกัน การอยู่เพียงลำพังก็หมายถึงไม่มีที่พักพิงถาวร ไม่มีแหล่งน้ำสะอาดหรืออาหารมั่นคง และอาจถูกปล้นฆ่าได้ทุกเมื่อ
จางหลานครุ่นคิดในใจแต่ก็ยังจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินชื่อของผู้หญิงคนนี้จากที่ไหนมาก่อน เธอเลยตัดสินใจว่าคนตรงหน้า คงเป็น ‘นักพเนจร’ ที่หลงเข้ามาในพื้นที่นี้
หลินชิงฟังแล้ว แม้ไม่เข้าใจคำเรียกแบบนั้นทั้งหมด แต่ก็รู้ว่านี่คือ ‘ตัวตนสมเหตุสมผล’ ที่อีกฝ่ายสร้างให้เธอ ซึ่งช่วยให้เธอปกปิดตัวจริงได้พอดี
เธอจึงพยักหน้าตอบเรียบๆ “ให้ถือว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน”
คำตอบกำกวมพอให้ฟังได้ทุกแบบ และไม่เปิดช่องให้ถามต่อ
ดวงตาของจางหลานฉายแววมีความหวังขึ้นมาทันที นักพเนจรบางคนมักรับงานจ้างคุ้มกันหรือค้าของเถื่อน เธอกับเด็กสาวอยู่กันตามลำพัง ถ้าได้ความช่วยเหลือจากคนแบบนี้ก็คงปลอดภัยมากขึ้น
“งั้น...คุณน่าจะรู้จักอีเดนใช่มั้ยคะ ถึงได้ช่วยเราไว้ ถ้าคุณไม่รังเกียจ ฉันอยากขอให้ช่วยพาเรากลับไปที่ฐานอีเดน ที่นั่นมีอาหาร และน้ำสะอาดมากพอ ฉันจะถือว่าเป็นค่าตอบแทนให้คุณค่ะ”
ได้ยินคำพูดอย่างระมัดระวังของจางหลาน หลินชิงก็พอเข้าใจสถานการณ์
เธอกำลังหาข้อมูลเรื่อง ‘อีเดน’ อยู่พอดี และนี่ก็เป็นโอกาสตรงตามภารกิจ
“ได้ แต่ฐานอีเดนอยู่ตรงไหนล่ะ เธอรู้ทางมั้ย”
จางหลานรีบตอบอย่างดีใจ “รู้ค่ะ! แค่ขับตามถนนสายนี้ไปเรื่อยๆ ประมาณห้าสิบกิโลเมตรก็ถึงแล้ว ขอบคุณมากจริงๆ ที่ช่วยเราไว้”
หลินชิงพยักหน้า “งั้นเราออกเดินทางกันเลย”
เธอเพิ่งหันตัวกลับ ยังไม่ทันก้าวขาออกไป ความรู้สึกอันตรายก็พุ่งเข้ามาในสัญชาตญาณทันที
หลินชิงชะงักหู เงี่ยหูฟังเสียงบางอย่างที่ดังแผ่วเบาจากใต้ผืนทราย เสียงเคลื่อนไหวแปลกๆ
เธอถอยหลังฉับพลัน ปืนในมือเล็งไปยังจุดที่เสียงดังออกมา
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ผืนทรายตรงนั้นก็ปะทุขึ้น สิ่งมีชีวิตคล้ายหนูขนาดครึ่งเมตรกระโจนขึ้นมาจากใต้พื้น!
“ปัง! ปัง! ปัง!”
หลินชิงเหนี่ยวไกทันที กระสุนสามนัดพุ่งทะลุหัวเจ้าหนูสีเทา มันส่งเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ด้วยสัญชาตญาณคลั่ง
หลินชิงโยนระเบิดจิ๋วตามออกไป แรงระเบิดทำให้ร่างมันกระเด็น กลายเป็นซากไหม้เกรียม
แม้จะสภาพเละ แต่ยังพยายามขยับ ดวงตาเล็กสามดวงของมันยังไม่ดับสนิท จ้องเธออย่างอาฆาตราวกับจะกระโจนขึ้นมากัดคอให้ได้
มันมี ‘สามตา’ สองหาง และทั่วตัวเต็มไปด้วยเนื้องอกกลายพันธุ์จากรังสีที่รั่วไหล เห็นได้ชัดว่าเป็นผลจากการกลายพันธุ์ขั้นรุนแรง
จางหลานที่หลบอยู่มุมผนังหน้าซีด “นั่นมัน...หนูทรายสามตา! ถ้ามันโผล่มาตัวเดียว แปลว่าฝูงของมันอยู่ไม่ไกลแน่ มันเป็นตัวลาดตระเวน พวกที่เหลือกำลังจะมา!”
ไม่ทันขาดคำ พื้นทรายรอบๆ ก็เริ่มสั่นไหว เสียงฝีเท้านับไม่ถ้วนใต้ดินดังแผ่วคล้ายคลื่นกรวดเคลื่อนตัว
“ไป!”
หลินชิงไม่รอให้พูดซ้ำ เธอรีบหมุนตัวถอย จางหลานอุ้มเด็กแน่น วิ่งตามติดๆ ด้วยใบหน้าขาวซีด
ตอนนี้เธอรู้ดีแล้ว มีเพียงผู้หญิงคนนี้เท่านั้นที่พาเธอกับเหมียนเหมียนรอดออกไปได้
ทั้งสามวิ่งข้ามซากศพพวกโจร แล้วมาหยุดที่รถของพวกมัน
คนขับก็ตายไปแล้วจากตอนที่บาร์บาร่าโจมตี
“ขึ้นรถ!”
หลินชิงเปิดประตู ลากศพคนขับออก แล้วกระโดดขึ้นนั่งที่เบาะขับ จางหลานอุ้มเด็กตามขึ้นไปนั่งหลังอย่างรวดเร็ว
เสียงขุดดินใต้พื้นใกล้เข้ามาอย่างน่ากลัว หลินชิงเหยียบคันเร่งสุดแรง
รถกระบะพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฝุ่นทรายไว้เป็นทางยาว
แม้ฝูงหนูทรายจะเคลื่อนที่ได้ไวมาก แต่มันยังไล่ตามรถไม่ได้ทัน
ข้างหลังมีเงาทรายไล่เป็นคลื่นราวกับมังกรยาว แต่ท้ายที่สุดก็ถูกทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ
บาร์บาร่าที่เฝ้าควบคุมรถหุ้มเกราะของหลินชิงอยู่ไกลๆ ก็ส่งสัญญาณยืนยันความปลอดภัยให้เธอ แต่เพื่อไม่ให้จางหลานสงสัย หลินชิงเลือกจะไม่กลับไปที่รถหลัก ใช้รถโจรนี่แหละพรางตัวดีที่สุด
ผ่านไปยี่สิบนาที ฝุ่นทรายเบื้องหลังก็ค่อยๆ สงบลงจนเงียบสนิท
จางหลานหันไปมองกระจกหลังแล้วถอนหายใจยาว “รอดแล้ว...หนูพวกนั้นน่ากลัวจริงๆ ถ้าโดนล้อมไว้ มีชีวิตก็เหมือนตายทั้งเป็น”
หลินชิงเหลือบมองกระจกหลังอีกครั้ง ยืนยันว่าปลอดภัย ก่อนจะลดความเร็วลง
ถนนเส้นนี้เป็นเส้นเดียวกับที่พวกโจรใช้จับตัวหญิงสาวมาจากต้นทาง เธอไม่แน่ใจว่าจะนำไปสู่อะไร หรือจะมีอันตรายอีกหรือไม่
ในใจของหลินชิงยังไม่ยอมไว้วางใจผู้หญิงคนนี้เต็มร้อย
จางหลานเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นเหมียนเหมียนที่หลับสนิทในอ้อมแขน
หลินชิงสังเกตทันที เด็กคนนี้หลับสนิทแม้ในระหว่างการหนีเอาชีวิตรอดแบบนั้น มันดูผิดธรรมชาติเกินไป
“เด็กในอ้อมแขนนั่น...เธอบอกว่าเป็นน้องสาวเหรอ” หลินชิงถามเรียบๆ
จางหลานยิ้มบาง แตะผมของเด็กสาวเบาๆ แล้วตอบ “ใช่ค่ะ ตอนนี้เหมียนเหมียนคือน้องสาวของฉัน เธอเป็นคนแรกที่ฉันช่วยไว้ตั้งแต่เข้าร่วมอีเดน และก็เป็นเหมือนครอบครัวของฉันด้วย”
หลินชิงพยักหน้าช้าๆ “เด็กคนนี้ดูอาการไม่ค่อยดีนะ”
“ใช่ค่ะ” จางหลานถอนหายใจ “เธออายุยังน้อย พ่อแม่ของเธอได้รับรังสีจนร่างกายกลายพันธุ์ เด็กเลยเกิดมาไม่สมบูรณ์ ถูกทิ้งไว้กลางทะเลทราย ฉันไปเจอเลยพากลับมาเลี้ยงไว้ เหมียนเหมียนป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หน้าซีดแบบนี้แหละ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังโชคดีกว่าเด็กคนอื่น...เธออยู่รอดมาได้ถึงห้าขวบแล้ว ฉันหวังว่าเธอจะอยู่ต่อได้อีกสักปี”
หลินชิงมองเด็กสาวเงียบๆ พลางขับรถต่อ ความเงียบเข้าปกคลุมภายในรถ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์แผ่วเบาและสายลมที่พัดพาทรายผ่านกระจก
ในใจของเธอเริ่มรู้สึกได้ โลกนี้ ไม่ได้โหดร้ายแค่เพราะรังสีเท่านั้น แต่เพราะ ‘ความสิ้นหวังของมนุษย์’ ต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้