ลูซิเฟอร์

ตอนที่ 253 ลูซิเฟอร์



หลินชิงหันไปถามเสียงแหบ “นายยังมีน้ำยาฟื้นพลังกับยาฟื้นสติเหลืออีกมั้ย”



“มีครับ มีแน่นอน!”



อาหลงรีบควานจากกระเป๋า ยื่นขวดเซรั่มสองขวดให้



หลินชิงเปิดฝา รินเข้าปากรวดเดียวสองขวด รู้สึกเหมือนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ลมหายใจเริ่มเป็นจังหวะปกติ ก่อนจะเหลือบมองออกนอกกระจก



โลกภายนอกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป



ท้องฟ้าเปลี่ยนสี แสงขาวนับร้อยพุ่งตั้งฉากกับพื้นดิน แต่ตอนนี้พวกมันกลับ “หยุดนิ่ง” ถูกกักไว้ในวงแหวนสีดำขนาดมหึมาเหมือนกรงพลังงานที่ปิดล้อมเอาไว้



เธอรู้ทันทีว่า ควินซี กับ ‘สิ่งที่อยู่ในเสาแสงนั้น’ กำลังจะปะทะกัน



แม้อยากดู แต่เธอก็ไม่โง่พอจะเข้าใกล้สนามรบระดับเทพ



“เราถอยไปก่อนดีกว่า...” เธอพูดเบาๆ



เหนือชั้นเมฆ



ในที่ที่สายตามนุษย์ไม่อาจมองเห็น ควินซียืนลอยกลางอากาศ แผ่ปีกสีดำกว้างหลายสิบเมตร



ลมแรงตีกระหน่ำผ้าคลุมยาวจนปลิวสะบัด แต่เขากลับยืนเฉยๆ มือไขว้หลังเหมือนคนที่กำลังรอคู่สนทนา



ดวงตาเรียวยาวสีแดงเลือดหรี่ลง มองทะลุม่านแสงขาวด้านหน้า



ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากใจกลางเสาแสง ผมยาวสีขาว ปีกหกคู่ขาวสะอาด ดวงตาสีทองมองตอบนิ่งๆ



“...ลูซิเฟอร์” เสียงเทวทูตดังต่ำ



“ฮ่าๆๆ...” ควินซีหัวเราะเบาๆ “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเพื่อนเก่า”



เขายิ้มกว้าง ดวงตาแดงลุกวาบ “ไม่คิดเลยว่านายจะยังเป็นแบบเดิม… พูดถึงเรื่องบาปของมนุษย์ด้วยท่าทางผู้พิพากษา ทั้งที่ตัวเองคือคนจุดไฟแรกเริ่ม”



เทวทูตไม่แสดงอารมณ์ “สิ่งที่ฉันทำ ก็เพื่อเจตจำนงของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น”



เขาเหลียวมองลงไปยังโลกเบื้องล่าง พื้นดินแตกร้าว เมืองกลายเป็นซากเหล็กควันกรุ่น



“มนุษย์ต่างหากที่เลือกทางนี้เอง พวกเขาฆ่ากันเองเพื่อผลประโยชน์ แค่ฉัน...ผลักดันให้เร็วขึ้นเท่านั้น”



เสียงของเทวทูตแผ่วแต่เย็นเยียบ



“พวกเขาเรียกข้ามาเพื่อไถ่บาป แต่สิ่งที่ฉันเห็นคือความโลภ ความอิจฉา การหลอกลวง… แม้แต่ในโลกที่ล่มสลาย พวกเขาก็ยังขายลูกหลานแลกอาหาร แล้วค่อยแอบสวดขออภัยยามค่ำคืน น่าสมเพชมั้ยล่ะ”



“พวกเขาแย่งชิงทรัพยากร ฆ่าพวกเดียวกันเพื่อมีชีวิตรอด สร้างคำโกหกว่า ‘ความร่วมมือ’ ทั้งที่เป็นแค่การกดขี่ มนุษย์แบบนี้ จะให้ฉันมองเป็นอย่างอื่นได้ยังไง นอกจากเครื่องมือในเกมของพระเจ้า”



ควินซีหัวเราะในลำคอเบาๆ ตบมือเสียงดัง “เยี่ยมเลย ฟังดูยังเหมือนเมื่อก่อนเป๊ะ พูดถึงบาปของคนอื่นเหมือนเทศนา แต่ที่จริงก็แค่หาเหตุผลให้ตัณหาของตัวเองเท่านั้น”



“นายพูดเรื่องศรัทธา เรื่องภารกิจศักดิ์สิทธิ์ แต่ที่แท้ก็แค่ใช้ ‘พลังชีวิตมนุษย์’ ผลิตพลังงานให้ตัวเอง ดึงดูดพ่อค้าโลกเข้ามาซื้อขาย สร้างระบบหมุนเวียนผลกำไรในคราบคำว่า ‘ศาสนา’”



เขายักไหล่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ต่างจากปีศาจตรงไหนกัน”



เทวทูตนิ่งไป ไม่ตอบ



ควินซีพูดต่ออย่างขบขัน “พวกนายเลี้ยงมนุษย์เหมือนฟาร์มปศุสัตว์ รอวันเก็บเกี่ยวพลังจากพวกเขา เหมือนนักลงทุนที่รอปันผล…”



“พวกเขาเชื่อว่าเทวทูตจะช่วยโลก แต่ความจริง พวกนายคือผู้สร้างวันสิ้นโลกเองต่างหาก”



คำพูดนั้นทำให้แสงในตาเทวทูตสั่นวูบ



“นายถูกปล่อยออกมาทั้งที ยังไม่เปลี่ยนเลยสินะ” เสียงของเขาเย็นลง “อยากกลับไปหลับในความมืดอีกรอบมั้ย”



“โธ่ อย่าเพิ่งขู่สิ” ควินซีหัวเราะเบาๆ ลูบปกคอเสื้อเรียบหรูของตัวเอง “ฉันไม่ได้มาคุยเรื่องอุดมการณ์หรอก”



เขายิ้มบาง เหมือนพูดเรื่องงานธรรมดา “ฉันมาที่นี่...เพราะนายเป็นเป้าหมายของ ‘เจ้านายของฉัน’”



ดวงตาเทวทูตหรี่ลงทันที “เจ้านายของนาย”



ยังไม่ทันถามต่อ พื้นที่รอบกายควินซีก็เริ่มบิดเบี้ยว เงาดำคลื่นไหวเหมือนหมึกข้นกำลังซึมจากรอยร้าวในอากาศ



ความมืดขยายวงกว้าง กลืนกินท้องฟ้า ภูเขา เมฆ และแสงขาวทุกเส้น ทุกอย่างดับสิ้นในชั่วพริบตา



เสียงหัวเราะต่ำของควินซีดังขึ้นในความว่างเปล่า “คำสั่งคือชัดเจน... ฆ่านาย กลืนกินนาย และยึดครองโลกนี้ ถึงเวลาเปลี่ยนผู้ปกครองแล้ว!”



เสียงคำรามกึกก้อง และร่างของควินซีก็เริ่ม ‘เปลี่ยน’



ร่างมนุษย์สลายไปแทนที่ด้วยดวงตาสีแดงขนาดมหึมาปรากฏกลางอากาศ ปีกสีดำหลายสิบคู่กางออกพร้อมเสียง ฉีกกระชากมิติ



จากข้อต่อแต่ละส่วนของปีก มี ‘ตา’ สีแดงเล็กๆ นับร้อยเบิกโพลง แสงเลือดพุ่งออกพร้อมเสียงสั่นสะเทือนระดับโลก



แค่การมองเห็นภาพนั้น มนุษย์ธรรมดาคงจิตหลุดภายในเสี้ยววินาที



เทวทูตไม่มีทางเลือก นัยน์ตาสีทองวาววับ ก่อนร่างของเขาก็เริ่ม ‘แตก’ ปีกขาวหกคู่ขยายออกกลายเป็นนับพัน แสงสีทองเปล่งพล่านรอบตัว



ร่างกายที่เคยเหมือนมนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตสีขาวบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วย ‘ตา’ สีทองทุกจุด เหมือนภาพในฝันร้ายของจักรวาล



เมื่อสองสิ่งปะทะกัน



ท้องฟ้าแตกเป็นเส้นสาย พลังสีดำกับสีขาวไหลพันกันเหมือนน้ำกับน้ำมัน



ปีกนับร้อยสาดชนกัน เสียงระเบิดแสงดังสั่นสะเทือนดวงดาว



ขนนกสีดำ และขาวปลิวเกลื่อนเต็มอากาศ กลายเป็นฝุ่นเรืองแสงหมุนวนเป็นเกลียวพายุ



ทุกครั้งที่ปีกชนกัน จะมี ‘คลื่นพลัง’ ระดับทำลายดวงดาวกระจายออกไปเป็นวง



แสงสีแดงจากดวงตาควินซีปะทะแสงสีทองจากดวงตาเทวทูตกลางท้องฟ้า



เสี้ยววินาทีนั้น เหมือนทั้งจักรวาลหายใจไม่ออก



นี่คือการต่อสู้ของสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ‘พระเจ้า’ กับ ‘ปีศาจ’



ไม่มีผู้ชนะ มีเพียงความตายที่รออยู่ปลายทางเดียวกัน



โลกอันรกร้างยังคงเงียบงันหลังปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติยืดเยื้อมาหลายชั่วโมง



ทุกสายตา ทั้งผู้รอดชีวิตและคนที่ยังคงเชื่อใน “พระเจ้า” ต่างจ้องมองท้องฟ้าเดียวกัน



ปาฏิหาริย์...ได้เกิดขึ้นจริง



บนเกาะศักดิ์สิทธิ์ตรงโบสถ์กลางเมือง



บาทหลวงในชุดแดงพูดสุนทรพจน์ด้วยน้ำเสียงเร้าอารมณ์ สรรเสริญการ ‘เสด็จลงมาของเทวทูต’



เหล่าผู้รอดชีวิตที่ขึ้นเกาะมาได้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้กับตา เหมือนถูกเลือกให้เป็น ‘พยานแห่งยุคสมัย’



ในขณะเดียวกัน แคทเธอรีนกับแอนเนียก็อยู่ไม่ไกล พวกเธอกำลังอยู่ในฐานทัพร้างใต้ดิน ซึ่งเป็นต้นตอของรังสีปนเปื้อน



“จุดทุกสำคัญวางระเบิดเอาไว้หมดแล้ว” แอนเนียรายงานเสียงเบา



“ดี เราไปกันเถอะ” แคทเธอรีนตอบ พลางหันกลับไปมองหลุมปล่อยรังสีครั้งสุดท้าย แววตาแน่วแน่



ในฐานะหัวหน้ากองทัพต่อต้าน เธอรู้ดีกว่าคนอื่นว่า สิ่งที่ปรากฏบนฟ้าคือ ‘เทวทูตแห่งศรัทธา’ ของพวกศาสนา



ท่าน ‘เทวทูต’ ไม่ควรจะปรากฏตัวเองในโลกจริงเลยแม้แต่น้อย โดยปกติจะสื่อสารผ่านภาพลวงตาหรือเสียงเท่านั้น แล้วทำไมถึงเสด็จลงมาเองในตอนนี้



คำถามนั้นยังวนในหัวเธอไม่หยุด พร้อมความรู้สึกเย็นวาบที่แล่นขึ้นจากข้างใน



มันไม่ใช่แค่ความหวาดกลัว... แต่มันคือ ‘ลางร้าย’ ราวกับมีบางสิ่งกำลังสั่นสะเทือนอยู่ในส่วนลึกของจิตสำนึกของเธอ



มันเกี่ยวกับเธอ หรือเกี่ยวกับ ‘ผู้เล่นหญิงคนนั้น’ ที่ชื่อหลินชิง



เหนือเมืองซากเหล็ก



สถานที่ซึ่งเสาแสงขาวปรากฏขึ้นครั้งแรก ตอนนี้กลับกลายเป็นเงียบผิดปกติ



พวกสัตว์กลายพันธุ์ที่เคยบ้าคลั่งกำลังสู้กันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ตอนนี้กลับถอยห่างหลบซ่อนตามเงามืดของอาคารด้วยความหวาดกลัว



แม้แต่ผู้เล่นที่รอดชีวิตก็พากันหยุดเคลื่อนไหว



พวกเขามองท้องฟ้าที่บิดเบี้ยวสลับสีอย่างงุนงง ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้อีกแล้ว



ยกเว้นคนสี่คน ที่รู้มากกว่าใคร



โหวจื่อกับหวังตุนยืนนิ่ง ราวกับจิตหลุดไปจากร่าง มองเส้นขอบฟ้าที่แสงสว่าง และความมืดต่อสู้กันอยู่อย่างตะลึงงัน



อีกด้านหนึ่ง เลี่ยหยางยังคงพิงกำแพงปูนพังๆ



แสงจากเสาแสงส่องตกกระทบครึ่งหน้า เขามองเงียบๆ แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล



อามันยืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ เอ่ยเสียงเบาแต่สั่น “เลี่ยหยาง... ฉันอยากถามจริงๆ ว่านายช่วยเธอไปทำไม แค่เพราะเธอเป็นผู้เล่นระดับท็อปเหรอ หรือว่านาย...ชอบเธอเข้าให้แล้ว”



เธอเม้มปากแน่น “ฉันก็ไม่ได้ด้อยกว่าเธอสักหน่อย...”



เธอพูดเสียงเบา แต่น้ำเสียงแฝงความน้อยใจจนแทบกลืนไม่ลง



ตั้งแต่เริ่มภารกิจนี้ อามันเก็บคำถามนี้ไว้ในใจตลอด จนถึงตอนนี้ถึงได้กล้าพูดออกมา



เธอจำได้ดี ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นเสนอ ‘แผนบ้าๆ’ นั้นขึ้นมา ทุกคนต่างลังเล



แต่สุดท้ายเลี่ยหยางกลับไปคุยกับหลินชิงลับๆ ครึ่งชั่วโมง แล้วกลับมาเปลี่ยนใจในทันที ยอมเสี่ยงชีวิตกับเธอโดยไม่ลังเล



เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไม



เลี่ยหยางยิ้มบางๆ เหมือนกำลังจะตอบ แต่แววตากลับหม่นลงแทน



เขาเอื้อมมือขึ้น ลูบแก้มเธอเบาๆ



“เชื่อฉันเถอะ... อีกไม่นาน เธอจะเข้าใจทุกอย่าง”



อามันคว้ามือเขาไว้แน่น ความรู้สึกหนาวๆ จากใจแล่นขึ้นจนต้องพูดออกมา “อย่าบอกนะ ว่าร่างกายนายมีปัญหา... เป็นเพราะดันเจี้ยนก่อนหน้านั้นใช่มั้ย พวกตัวทดลองในห้องแล็บมันทำให้นายติดเชื้ออะไรหรือเปล่า”



เลี่ยหยางหัวเราะเบาๆ “อืม... แบบนั้นแหละ”



“นายมันบ้าไปแล้ว!” เธอขึ้นเสียงทั้งน้ำตา “ตอนนั้นฉันบอกแล้วไงว่าอย่าไปยุ่งกับคนพวกนั้น! พวกมันไม่เห็นค่าความเป็นคนของใครทั้งนั้น นายยังจะไปช่วยพวกมันอีก แล้วนี่... นายคิดว่าฉันจะให้อภัยได้มั้ยถ้าเกิดอะไรขึ้นกับนายจริงๆ!”



เธอพูดพลางต่อว่าเหมือนนกกระจอกที่พูดไม่หยุด มือยังจับชายเสื้อเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย



เลี่ยหยางแค่ยิ้ม มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบผมเธอเบาๆ อย่างเคย



เงาของทั้งคู่ทอดยาวลงบนพื้นปูนแตกๆ ท่ามกลางแสงสีขาวนวลที่ตกจากฟ้า เหมือนฉากภาพถ่ายเก่าที่หยุดนิ่งอยู่ชั่วขณะ



...ชั่วขณะที่ดูเหมือนทุกอย่างจะสงบสุขที่สุด



“ติ๊ด”



เสียงเตือนคมกริบดังขึ้นในหัวของเลี่ยหยาง เขาชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในเสี้ยววินาที



เขาผลักอามันออกอย่างแรง



“โหวจื่อ!!”



เสียงตะโกนของเขาก้องไปทั่วตรอกแคบ



โหวจื่อสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบพุ่งเข้ามาหาโดยสัญชาตญาณ เขากางแขนบังอามันไว้ แล้วใช้มืออีกข้างปิดตาเธอแน่น “อย่ามอง!!”




ตอนก่อน

จบบทที่ ลูซิเฟอร์

ตอนถัดไป