บทที่ 102 ราชอาณาจักรซาร์ดิเนียแขวนอยู่บนเส้นด้าย
พระเจ้าคาร์ล อัลเบิร์ตมือแล้วพูดว่า “แค่สอนให้พวกเขายิงปืนก็พอแล้ว มาถึงตอนนี้ก็ไม่ต้องสนใจอะไรมากแล้ว”
“ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการปลุกขวัญและกำลังใจ ปลุกเร้าความรักชาติของพวกเขา การฝึกฝนไม่เพียงพอก็ใช้ความกล้าหาญเข้าสู้”
“ตราบใดที่กล้าสู้กล้าลุย ต่อให้เราต้องใช้ทหารสามคน ห้าคน แลกกับทหารศัตรูหนึ่งคน ก็ยังสามารถถ่วงเวลาชาวออสเตรียไว้ได้ และสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการเจรจา!”
เรื่องประสิทธิภาพการรบอะไรนั่น พระองค์ก็ไม่คาดหวังอะไรแล้ว กองทัพประจำการของราชอาณาจักรซาร์ดิเนียยังถูกตีจนยับเยิน ตอนนี้กองกำลังพลที่เพิ่งเกณฑ์มาอย่างเร่งด่วนจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้หรือ?
คุณภาพสู้ไม่ได้ ก็ใช้ปริมาณเข้าสู้ การรบในบ้านเกิดพวกเขามีคนเหลือเฟือ
จากการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลมาเป็นเวลานาน ประชาชนทั่วไปต่างโยนความทุกข์ยากในชีวิตให้เป็นความผิดของออสเตรีย ตอนนี้พวกเขาจึงมีฐานมวลชนอยู่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ริชชี กล่าวอย่างกังวลว่า “ฝ่าบาท อาวุธยุทโธปกรณ์ของเราขาดแคลนอย่างหนัก ทหารจำนวนมากต้องใช้ปืนหนึ่งกระบอกร่วมกันสองสามคน นี่ก็เป็นผลมาจากการที่เราสนับสนุนให้ทหารนำอาวุธมาเองแล้ว”
เมื่อพ่ายแพ้สงคราม คำพูดก็ย่อมไม่มีน้ำหนัก หากไม่ใช่เพราะจอมพลบาดอลิโอสละชีพเพื่อรักษาเกียรติในวาระสุดท้าย และรับผิดชอบทั้งหมดไว้คนเดียว ตอนนี้ราชอาณาจักรซาร์ดิเนียอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปแล้ว
ถึงกระนั้น รัฐบาลก็ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น อาจกล่าวได้ว่าการที่กองทัพออสเตรียมาประชิดเมืองในตอนนี้ ได้ช่วยรัฐบาลซาร์ดิเนียไว้ในระดับหนึ่ง
พระเจ้าคาร์ล อัลเบิร์ตผู้ทรงมีเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองที่เก๋าเกม ได้ฉวยโอกาสนี้เบี่ยงเบนความขัดแย้งภายในประเทศ โดยอ้างธงปกป้องบ้านเกิด นำปัจจัยที่ไม่มั่นคงทั้งหมดเข้าไปอยู่ในกองทัพ และส่งพวกเขาไปอยู่แนวหน้าสุดในการรบกับออสเตรีย
หากกองทัพออสเตรียสามารถช่วยพระองค์กำจัดคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด พระเจ้าคาร์ล อัลเบิร์ตคงไม่รังเกียจที่จะมอบเหรียญตราอันยิ่งใหญ่ให้พวกเขา
แน่นอนว่า นั่นเป็นไปไม่ได้ พระเจ้าคาร์ล อัลเบิร์ตจะไม่ทรงขอบคุณชาวออสเตรีย เว้นเสียแต่ว่าหลังจากกำจัดคนเหล่านี้แล้ว กองทัพออสเตรียจะถอยทัพกลับไปเสีย
น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ราชอาณาจักรซาร์ดิเนียอ่อนแอที่สุด หากไม่กัดเนื้อมาสักชิ้นหนึ่ง ออสเตรียจะยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร?
“ระดมประชาชนในประเทศให้บริจาค ฉันจะนำเป็นตัวอย่าง บริจาคปืนทั้งหมดที่ฉันสะสมไว้ รวบรวมได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น หากไม่พอ ก็ให้อาวุธโบราณไปใช้แก้ขัดไปก่อน”
“กระทรวงการต่างประเทศกำลังเจรจากับอังกฤษและฝรั่งเศสอยู่ อีกไม่นานเราก็จะได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอ” พระเจ้าคาร์ล อัลเบิร์ตทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด
ภายในใจของริชชีนั้นพังทลายลง เขอยากจะถามเหลือเกินว่า พระเจ้าคาร์ล อัลเบิร์ตทรงคิดอะไรอยู่ ของสะสมของฝ่าบาทเป็นของประเภทไหน ฝ่าบาทไม่มีสามัญสำนึกเลยหรือ?
ปืนที่ใช้การได้ในประเทศถูกเกณฑ์ไปหมดแล้ว ของสะสมในราชวงศ์ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นปืนโบราณ กระบอกที่เก่าแก่ที่สุดยังเป็นปืนคาบศิลาสมัยศตวรรษที่ 14 ด้วยซ้ำ
อาวุธเหล่านี้เอาไว้ประดับก็พอได้ หากจะนำไปใช้ในสนามรบจริงๆ ก็เท่ากับการฆาตกรรม
ราชอาณาจักรซาร์ดิเนียเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ชนชั้นสูงที่นี่จึงให้ความสำคัญกับมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อาวุธที่สะสมไว้ย่อมต้องยิ่งเก่าแก่ ยิ่งมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ยิ่งดี
ในการระดมพลครั้งนี้ ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์จากตระกูลขุนนางทั้งหมดในราชอาณาจักรซาร์ดิเนียได้เข้ารับราชการในกองทัพแล้ว อาวุธที่ใช้การได้พวกเขาก็ได้นำติดตัวมาด้วยแล้ว
นั่นก็ช่างเถอะ ต่อให้เป็นอาวุธที่เก่าแก่แค่ไหน ตราบใดที่ยังสามารถยิงกระสุนออกไปได้ ก็ยังสามารถฆ่าคนได้ อย่างมากก็ใช้แล้วทิ้ง
ที่น่าเศร้าที่สุดคือต้องนำอาวุธโบราณมาใช้แทน นี่คงจะเตรียมการที่จะสู้ประชิดตัวกับกองทัพออสเตรียแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้นำที่ไม่น่าเชื่อถือ ริชชีจึงเลือกที่จะพูดว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ”
นายกรัฐมนตรีอาเซลิโออดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “ฝ่าบาท ฝรั่งเศสได้ปฏิเสธคำขอซื้ออาวุธของเราแล้ว พวกเขายังเลียนแบบสวิตเซอร์แลนด์ที่อยู่ข้างๆ ตรวจสอบการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มงวด และห้ามไม่ให้อาวุธและกระสุนไหลเข้ามาในประเทศของเรา”
สนธิสัญญาลับระหว่างฝรั่งเศส-ออสเตรียไม่ใช่เรื่องลับอีกต่อไป แต่สำหรับราชอาณาจักรซาร์ดิเนียแล้ว แค่ออสเตรียประเทศเดียวก็แย่พอแล้ว หากมีฝรั่งเศสเข้ามาอีก พวกเขาก็คงไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะต่อต้าน
รัฐบาลซาร์ดิเนียทั้งหมดจึงเลือกที่จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น พยายามที่จะอาศัยความขัดแย้งภายในของรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อหลุดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้
แต่ตอนนี้แกล้งต่อไปไม่ได้แล้ว สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นกลางได้สั่งห้ามการส่งออกอาวุธให้พวกเขา นั่นเป็นการดำเนินการตามปกติ แต่ตอนนี้ฝรั่งเศสก็ทำเช่นเดียวกัน นี่คือเจตนาร้ายอย่างชัดเจน
อย่าลืมว่าก่อนสงครามครั้งนี้จะปะทุขึ้น รัฐบาลฝรั่งเศสได้ยุยงให้พวกเขาส่งทหารออกไปรบ และยังสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธอีกมากมาย แต่ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงความช่วยเหลือ แม้แต่การค้าปกติก็ยังไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ไม่มีทางเลือก ต่อให้พวกเขาจะสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์แก่ฝรั่งเศสมากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำได้อย่างเด็ดขาดเหมือนที่ฟรานซ์ทำ
ออสเตรียสามารถยกครึ่งหนึ่งของราชอาณาจักรซาร์ดิเนียให้ฝรั่งเศสได้ นั่นคือการเอาของคนอื่นมาสร้างบารมี แต่รัฐบาลซาร์ดิเนียย่อมไม่สามารถตัดสินใจเช่นนั้นได้อย่างแน่นอน
เมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ คำสัญญาของนักการเมืองก็เหมือนกับการผายลม
ความทะเยอทะยานของฝรั่งเศสที่มีต่ออิตาลีนั้นมีมานานแล้ว แต่เพราะการขัดขวางของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก พวกเขาจึงพยายามมาหลายร้อยปีโดยเปล่าประโยชน์
ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว นักการเมืองต้องการชื่อเสียงทางการเมืองจากการขยายดินแดน นายทุนต้องการตลาดที่ใหญ่ขึ้น นายทหารชั้นสูงต้องการผลงานทางการทหาร
เมื่อมีคนมากมายเรียกร้องผลประโยชน์เช่นนี้ ความพยายามทางการทูตของราชอาณาจักรซาร์ดิเนียย่อมไม่สามารถขัดขวางได้ หากไม่ใช่เพราะการแย่งชิงอำนาจนำภายใน ตอนนี้กองทัพฝรั่งเศสก็คงจะบุกเข้ามาแล้ว
“ปัง”!
พระเจ้าคาร์ล อัลเบิร์ตตบโต๊ะอย่างแรง แล้วพูดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “ไอ้พวกฝรั่งเศสสารเลว พวกมันควรจะลงนรกไปให้หมด ถ้ารู้แบบนี้ ในสงครามนโปเลียน เราไม่น่าปล่อยพวกมันไปง่ายๆ เลย!”
เสียงพูดดังสนั่นของพระราชา ทุกคนต่างเลือกที่จะทำเป็นไม่ได้ยิน ในสงครามนโปเลียน ราชอาณาจักรซาร์ดิเนียเป็นอย่างไร ยังต้องพูดอีกหรือ?
“ฝ่าบาท อังกฤษตกลงที่จะไกล่เกลี่ยสงครามครั้งนี้แล้ว ตอนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ท่านพาล์มเมอร์สตันได้เดินทางออกจากลอนดอน และกำลังมุ่งหน้าไปยังเวียนนา” นายกรัฐมนตรีอาเซลิโอกล่าวถึงข่าวดีอย่างรวดเร็ว
...
ในขณะที่ราชอาณาจักรซาร์ดิเนียกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ประชาชนชาวปารีสผู้เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งสากลนิยมก็ได้ก่อการลุกฮือในเดือนมิถุนายนขึ้น และได้ช่วยราชอาณาจักรซาร์ดิเนียไว้
การปฏิวัติเดือนมิถุนายนในปารีสนั้นมีความเป็นตำนานอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลชนชั้นนายทุนของฝรั่งเศสยึดอำนาจได้สำเร็จ ก็ได้ร่วมมือกับออสเตรียและรัสเซียเป็นผลสำเร็จ
ฝ่ายเสรีนิยมของปรัสเซียได้ส่งหนังสือแจ้งมายังฝรั่งเศส เชิญชวนให้รัฐบาลฝรั่งเศสร่วมกันสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของโปแลนด์ แต่ก็ถูกรัฐบาลฝรั่งเศสปฏิเสธอย่างแน่นอน
หลังจากข่าวแพร่ออกไป เพื่อสนับสนุนการปฏิวัติโปแลนด์ คนงานชาวปารีส 150,000 คนได้เดินขบวนประท้วงบนท้องถนนในเช้าวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1848 และได้ยึดอาคารรัฐสภา เรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสจัดตั้งกองกำลังรบนอกประเทศเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของโปแลนด์
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จิตวิญญาณแห่งสากลนิยมเช่นนี้ได้ถูกรัฐบาลฝรั่งเศสปฏิเสธ ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายจึงทวีความรุนแรงขึ้น และในวันที่ 23 มิถุนายน ปารีสก็ได้เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้ง
ภายในฝรั่งเศสไม่มั่นคง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก รัฐบาลปารีสจึงจำใจต้องยกเลิกแผนการส่งทหารไปยังราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย