ค่อยๆ คิดไปเถอะ

จาง ลี่เสีย ตาเป็นประกาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใส

“ฉันทำธุรกิจเสื้อผ้า ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเข้าส่งออกอยู่บ้าง ดูท่าต่อไปคงต้องมาแลกเปลี่ยนกันบ่อยๆ แล้วล่ะค่ะ”

หลินเจียง: ???

ก็แค่พูดโม้ไปงั้นๆ ใครมันจะไปคิดว่าจะชนเข้ากับปืนของเขาซะได้?

“ได้ๆๆ ไม่มีปัญหาครับ” หลินเจียง ยิ้มรับ

“งั้นตกลงตามนี้นะคะ คุณหลินต้องให้โอกาสฉันนะคะ”

จาง ลี่เสีย ยื่นมือออกไป จับมือกับ หลินเจียง อีกครั้ง

“คุณหลินคะ พวกเราไปก่อนนะคะ”

“ได้ครับ เดินทางดีๆ”

จาง ลี่เสีย กับโจว เฮ่อเจวียน จากไป หลินเจียง ก็มองไปที่ เจียง เสี่ยวฉี

“ครูเจียงครับ พวกเราก็ไปแล้วนะครับ” หลินเจียง ตบไหล่ จ้าว เหวินเซวียน “บอกลาคุณครูสิ”

“บ๊ายบายครับครูฉีฉี”

“บ๊ายบายนะเซวียนเซวียน”

เมื่อมองแผ่นหลังของทั้งสองคนที่จากไป ในหัวของ เจียง เสี่ยวฉี ก็รู้สึกตามจังหวะของ หลินเจียง ไม่ทันแล้ว

ทำไมต้องมาพูดดีกับตัวเองด้วย?

ถ้ามีจุดประสงค์อื่น ก็น่าจะอยู่ต่อ แล้วก็พูดอะไรกับตัวเองอีกหน่อย ทำไมถึงไปแบบนี้ล่ะ?

คิดไปคิดมา เจียง เสี่ยวฉี ก็คิดว่า หลินเจียง อาจจะแค่พูดไปตามมารยาท ไม่ได้มีความหมายอะไรกับตัวเองในทางนั้นหรอก

ฮือๆๆ—

เด็กหนุ่มหล่อขนาดนี้ ทำไมถึงชอบแต่หญิงม่ายกันนะ!!!

อีกด้านหนึ่ง จาง ลี่เสีย กับโจว เฮ่อเจวียน ก็ขึ้นรถแล้ว

พ่อแม่ของ โจว เฮ่อเจวียน เมื่อก่อนมีโรงงานเล็กๆ ที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายและผ้าลินิน จาง ลี่เสีย เป็นพนักงานของบ้านพวกเขา ตอนนั้นทั้งสองคนก็รู้จักกันแล้ว

หลังจากโรงงานเล็กๆ ปิดตัวลง จาง ลี่เสีย ก็ออกไปทำธุรกิจของตัวเอง ก้าวไปทีละขั้นจนมีวันนี้

ซึ่งนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุผลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งด้วยคือ โจว เฮ่อเจวียน กำลังจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

เธอกำลังจะถูกย้ายไปที่สำนักงานการศึกษา และยังเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจจริงๆ ด้วย …สำหรับ จาง ลี่เสีย แล้ว ความสัมพันธ์นี้ก็ต้องรักษาไว้ต่อไป

แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ดีจริงๆ เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัย

“พี่จางคะ ผู้ชายคนนั้นทำงานอะไรเหรอ? พวกคุณเป็นหุ้นส่วนกันเหรอ?”

“ไม่ใช่หรอก ตอนที่ฉันไปซื้อบ้านเมื่อสองสามวันก่อน บังเอิญเจอเขา” จาง ลี่เสีย พูด “รวมๆ แล้วไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ซื้อบ้านไปร้อยกว่าล้าน ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบ้านพวกเขาจะรวยขนาดไหน”

“ความสัมพันธ์แบบนี้ ฉันว่าพี่จางควรจะไปผูกมิตรไว้นะ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะได้ใช้” โจว เฮ่อเจวียน พูด

“ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เข้าไปทักทายหรอก” จาง ลี่เสีย หัวเราะฮ่าๆ พูดว่า “แต่ฉันคิดว่า เขาอาจจะสนใจเธอมากกว่า”

โจว เฮ่อเจวียน เหลือบมอง จาง ลี่เสีย “พี่พูดอะไรของพี่กัน ฉันก็อายุขนาดนี้แล้ว”

“เธอคิดไปถึงไหนแล้ว” จาง ลี่เสีย หยอกล้อ “เธอไม่เห็นเหรอว่า เขาสนใจคุณครูผู้หญิงคนนั้น ต่อไปถ้าโรงเรียนมีกิจกรรมบริจาค หรือมีที่ต้องใช้เงิน ดูจากหน้าของคุณครูผู้หญิงคนนั้น เขาก็สามารถบริจาคให้ได้”

โจว เฮ่อเจวียน พยักหน้าอย่างครุ่นคิด “จุดนี้ฉันก็สังเกตเห็นเหมือนกัน”

“เธอสามารถเลื่อนตำแหน่งให้คุณครูผู้หญิงคนนั้นได้นะ ขายบุญคุณให้ คุณหลิน แบบนี้ต่อไปก็มีความสัมพันธ์กันแล้ว”

“นี่มันจะเชื่อถือได้เหรอ?” โจว เฮ่อเจวียน ลังเล “เผื่อว่าเขาไม่มีความหมายในทางนั้น เป็นพวกเราที่จินตนาการไปเองล่ะ”

“ก็ไม่ได้บอกให้เธอเลื่อนตำแหน่งเป็นพิเศษนี่นา มีไหมล่ะ แบบว่าเกียรติยศที่เดิมทีก็ควรจะให้เธออยู่แล้ว เธอถือโอกาสนี้ ส่งบุญคุณไปตามน้ำ(1)ก็ถือว่าได้แล้ว”

“จะว่าไปแล้วนะ ก็มีโอกาสแบบนี้จริงๆ” โจว เฮ่อเจวียน คิดๆ ดูแล้วก็พูด “ฉันมีโควต้าครูดีเด่นอยู่คนหนึ่ง ถ้าพูดถึงความสามารถและคุณภาพการสอนแล้ว ให้ เจียง เสี่ยวฉี ก็ไม่มีปัญหา แต่มีครูคนหนึ่ง มาทำงานก่อนเธอสองปี เดิมทีฉันคิดจะจัดสรรตามอาวุโส ตอนนี้มีคนแบบนี้ปรากฏขึ้นมา งั้นให้ เจียง เสี่ยวฉี ก็ได้เหมือนกัน”

“งั้นก็ให้ เจียง เสี่ยวฉี เถอะ ถ้าสามารถทำให้เขาติดหนี้บุญคุณได้ เราก็กำไรแล้ว ถ้าเราคิดมากหน่อย เรื่องนี้ก็ไม่มีคำว่าขาดทุน เธอว่าจริงไหมล่ะ”

“เอาเป็นว่า…ฉันขอคิดดูก่อนนะ”

“เธอก็ค่อยๆ คิดไปเถอะ เรื่องของโรงเรียนฉันไม่เข้าใจ ก็แค่ให้คำแนะนำเธอนิดหน่อย” จาง ลี่เสีย พูด “จริงสิ หนงหนง ยุ่งอะไรอยู่ ฉันไม่ได้เจอเธอตั้งนานแล้ว เรียกออกมาทานข้าวด้วยกันสิ”

“อย่าไปพูดถึงเธอเลย ทุกวันก็บอกว่ายุ่ง จะไประดมทุนอะไรสักอย่าง ไม่มีเวลากลับบ้าน แล้วก็ทุกวันก็ไปเต้น ฉันนี่โรคหัวใจจะกำเริบเพราะเธอแล้ว” โจว เฮ่อเจวียน บ่นไม่หยุด “เขาว่ากันว่าลูกสาวที่แต่งงานออกไปเหมือนน้ำที่สาดออกไป นี่ยังไม่ทันได้แต่งงานเลย ก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไปแล้ว”

“คนหนุ่มสาวก็เป็นแบบนี้แหละ มีงานอดิเรกหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ เธอก็อย่าไปยุ่งให้มากเลย” จาง ลี่เสีย ยิ้มปลอบ

………

ในตอนนี้ หลินเจียง ก็ได้พา จ้าว เหวินเซวียน ขึ้นรถแล้ว

“อาหลินครับ กลับบ้านไม่ไปทางนี้นี่นา” จ้าว เหวินเซวียน มองออกไปนอกหน้าต่างพลางพูด

“แม่เราบอกว่า วันนี้ไปบ้านคุณยาย อาเลยจะไปส่งอยู่นี่ไง”

“ห๊ะ? ผมไม่อยากไป ผมอยากกลับบ้าน แล้วก็ไปกินบะหมี่บ้านอา”

ถ้าแกไม่ไป ธุรกิจนำเข้าส่งออกของข้านี่จะไปคุยได้ยังไงล่ะโว้ย?!

“ตรงนั้นทำอะไรกันอยู่เหรอ ทำไมถึงไปมุงกันอยู่ที่หน้าร้านเครื่องเขียนกันหมดเลย?” หลินเจียง เปลี่ยนเรื่อง คิดหาวิธีแก้ปัญหา

“อุลตร้าแมนไดน่ารุ่นลิมิเต็ดมาแล้ว ผมให้แม่ซื้อให้ แม่ก็ไม่ยอมซื้อให้” จ้าว เหวินเซวียน เกาะหน้าต่างพูดอย่างหมดความสนใจ

“นี่มันเป็นความผิดของแม่เราแล้ว ชอบก็ซื้อสักอัน ก็ไม่ได้เป็นอะไรใหญ่โต”

“ก็ใช่น่ะสิครับ”

“ไม่เป็นไร อาหลินให้อันหนึ่งว่าไงสนไหม?”

“จริงเหรอครับ?” จ้าว เหวินเซวียน มอง หลินเจียง อย่างประหลาดใจ

“แน่นอน แต่ว่า...”

“แน่นอนว่าผมจะไปบ้านคุณยาย ผมชอบไปบ้านคุณยายที่สุดเลย พรุ่งนี้ผมก็จะไป มะรืนผมก็จะไป!”

เขาว่ากันว่าลูกชายมักจะเหมือนแม่ คำพูดนี้มันถูกต้องไม่มีที่ติจริงๆ ความฉลาดนี่ แค่บอกนิดเดียวก็เข้าใจแล้ว

“เฮ้อออ …ดูสิ ฉันก็ไม่ได้บอกว่าไปบ้านคุณยายถึงจะซื้อให้”

“งั้นผมก็ไม่...”

“ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น(2) พูดแล้วก็ต้องทำตามสัญญา อาเองก็ต้องซื้อให้เราอันหนึ่งแน่นอน”

“ครับๆ ขอบคุณครับอาหลิน”

เกือบไปแล้วไหมล่ะ!

เมื่อจอดรถไว้ริมถนน จ้าว เหวินเซวียน ก็วิ่งไป กระเป๋านักเรียนที่อยู่ข้างหลังก็แกว่งไปมา เป็นภาพของวัยเด็กที่ไร้กังวล

หลินเจียง มองอย่างเงียบๆ ถอนหายใจหนึ่งที

หากสายลมแห่งวสันต์จะเมตตาบุปผา ช่วยให้ข้ากลับไปเป็นเด็กอีกครั้งได้หรือไม่(3)

เมื่อมาถึงหน้าร้านเครื่องเขียน บนชั้นวางของด้านนอก มีของเล่นอุลตร้าแมนไดน่ารุ่นลิมิเต็ดวางอยู่

ถึงแม้จะเหมือนกันหมด แต่ จ้าว เหวินเซวียน ก็ยังคงเลือกแล้วเลือกอีก ดูเหมือนอยากจะหาอันที่พ่นสีได้สมบูรณ์แบบที่สุด

เด็กประถมข้างๆ ก็คุยกันจ้อกแจ้ก ตะโกนว่าอุลตร้าแมนไดน่าคือที่หนึ่งในปฐพี

หลินเจียง ยิ้มๆ เด็กคนนี้ไม่เคยเล่นเซลดาสินะ

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง—

โทรศัพท์ของ หลินเจียง พลันดังขึ้น เป็นสายจาก สวีหลิน

“รับเซวียนเซวียนรึยัง?”

“รับแล้วครับ กำลังซื้อของเล่นอยู่ที่นี่”

สวีหลิน อาจจะไม่ซื้อของเล่นให้ จ้าว เหวินเซวียน แต่ตัวเองในฐานะคนนอกก็ต้องซื้อให้

“ที่บ้านมีของเล่นเยอะแยะแล้ว คุณจะซื้อให้เขาไม่ได้นะ”

“ถ้าไม่ซื้อ เขาก็ไม่ไปบ้านคุณยายเขานะครับ”

อีกฝั่งของโทรศัพท์ คือความเงียบของ สวีหลิน ที่ยาวนานหลายวินาที

“งั้นก็ซื้อให้เขาอันหนึ่งแล้วกัน”

…………

(1)[ส่งบุญคุณไปตามน้ำ (送个顺水人情) – เป็นสำนวนหมายถึงการทำความดีหรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในเรื่องที่ไม่ต้องใช้ความพยายามของตนเองมากนัก]

(2)[คำไหนคำนั้น (一个唾沫一个钉) – เป็นสำนวนแปลตรงตัวว่า ‘น้ำลายหนึ่งหยด ตะปูหนึ่งตัว’ หมายถึงการรักษาคำพูด เมื่อพูดอะไรออกไปแล้วก็ต้องทำให้ได้]

(3)[หากสายลมแห่งวสันต์จะเมตตาบุปผา... (春风若有怜花意,可否许我再少年) – เป็นบทกวีที่แสดงถึงความโหยหาอดีตและความเยาว์วัยที่ผ่านไปแล้ว ไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้]

ตอนก่อน

จบบทที่ ค่อยๆ คิดไปเถอะ

ตอนถัดไป