ข้าไม่ได้ตั้งใจจะอวดเลยจริงๆ
หลังจากออกจากโรงเรียน หลินเจียง ก็ขับรถกลับมาที่ร้าน
เมื่อนึกถึงท่าทีของ เจียง เสี่ยวฉี เขาก็ยังคงมีบางเรื่องที่คาใจอยู่
ตามหลักแล้วควรจะเป็นเขาที่ต้องเป็นฝ่ายรุกเข้าหาเธอเพื่อสอบถามเกณฑ์การประเมินครูดีเด่น แต่ไม่คิดว่าเธอจะชิงนัดเขาเสียก่อน
หรือว่าจะเป็นเพราะเสน่ห์อันไร้ขีดจำกัดของตัวเองที่ดึงดูดเธอเข้ากันนะ?
นี่มันออกจะไร้สาระไปหน่อยแล้ว
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อมีโอกาสได้เจอกันในตอนเย็น ย่อมเป็นผลดีต่อการทำภารกิจของเขา
หลังจากกลับมาที่ร้าน เขาก็ยุ่งอยู่กับการทำงานและถือโอกาสมองหาบริษัทออกแบบที่เหมาะสมไปพร้อมกัน เวลาหนึ่งวันจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงเวลาบ่ายห้าโมงกว่า หลินเจียง เห็นว่าใกล้เวลานัดแล้วจึงขับรถออกจากร้านไป
………
ราวหกโมงเย็น เหล่าคุณครูของโรงเรียนประถมหวยเหอแห่งที่สองก็เริ่มทยอยเดินออกมาจากข้างใน
ภายในโรงเรียน เหล่าครูสาวๆ ก็จับกลุ่มกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ส่วนครูอาวุโสก็อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง
เพราะความแตกต่างทางอายุ ทำให้คนทั้งสองกลุ่มนี้แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันนอกเวลางาน
อีกทั้งครูอาวุโสย่อมหมายถึงประสบการณ์ที่สูงกว่า แถมหลายคนยังเป็นถึงครูดีเด่น จึงไม่ค่อยคลุกคลีกับครูรุ่นน้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของตน
และในบรรดาครูผู้หญิงทั้งหมด เจียง เสี่ยวฉี คือคนที่โดดเด่นที่สุด
กระโปรงสีเทาอมน้ำเงินโอบรับเรียวขาที่กลมกลึงได้รูปของเธอ จับคู่กับรองเท้าบูตสั้นสีดำ ยิ่งขับให้ขาของเธอดูทั้งเหยียดตรงและยาวสวย
ท่อนบนเป็นเสื้อไหมพรมถักสีเทาอมขาว ชายเสื้อถูกเหน็บไว้ในกระโปรงอย่างเรียบร้อย บนคอมีผ้าพันคออีกหนึ่งผืน การแต่งกายที่ดูสบายๆ แต่กลับแฝงไปด้วยออร่าของสาวใหญ่(1) ที่น่าค้นหาอยู่หน่อยๆ
การแต่งกายเช่นนี้ทำให้ เจียง เสี่ยวฉี โดดเด่นราวกับหงส์ในฝูงไก่(2) ท่ามกลางหมู่ครูด้วยกัน
“ฉีฉี วันนี้แต่งตัวสวยขนาดนี้ จะไปเดทเหรอจ๊ะ?”
คนที่เอ่ยทักคือครูสาวร่างท้วมเล็กน้อยนามว่า สวี ซินหรุ่ย ที่ยืนอยู่ข้างๆ เจียง เสี่ยวฉี ขณะเดินออกมาพร้อมกับคนอื่นๆ
“ปกติฉันก็แต่งแบบนี้แหละ ไม่เกี่ยวกับเดทหรอก อย่าพูดมั่วสิ”
“ไม่ๆๆ ถึงเสื้อผ้าข้างนอกจะเหมือนเดิม แต่ข้างในน่ะมีอะไรซ่อนอยู่นะ อย่าคิดว่าฉันดูไม่ออก”
“หืม? อะไรคือมีอะไรซ่อนอยู่?” เจียง เสี่ยวฉี ถามอย่างไม่เข้าใจ
“วันนี้เธอใส่แบบดันทรง(3) มาใช่ไหมล่ะ อย่าคิดว่าฉันดูไม่ออกนะ อวดหุ่นสะบึมขนาดนี้ ต้องมีเรื่องดีๆ แน่นอน” สวี ซินหรุ่ย หรี่ตาพูดอย่างจับผิด
“เธอไม่พูดฉันก็ไม่สังเกตนะ ดันทรงมาจริงๆ ด้วย มีลูกเล่นนะเราเนี่ย” ครูคนอื่นๆ ก็ร่วมวงหยอกล้อ
“ตัวอื่นซักหมดแล้วน่ะ เลยหยิบตัวนี้มาใส่แทน พวกเธออย่าพูดมั่วซั่วสิ” เจียง เสี่ยวฉี แก้ตัวให้ตัวเอง
“จ้าๆๆ รู้แล้วว่าขี้อาย ไม่แกล้งแล้วก็ได้” สวี ซินหรุ่ย พูดต่อ “ว่าแต่ตอนเช้าฉันเห็นเธอไปห้องหัวหน้าภาควิชานะ เขาเรียกเธอไปคุยเรื่องคัดเลือกครูดีเด่นใช่ไหม?”
“อย่าพูดมั่วซั่วน่า ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย” เจียง เสี่ยวฉี แสร้งทำเป็นปฏิเสธ ทั้งที่ในใจนั้นยินดี ตราบใดที่ผลยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ เธอก็ไม่อยากป่าวประกาศออกไป
“ไม่ต้องมาถ่อมตัวเลย ตอนบ่ายฉันแวะไปห้องหัวหน้าภาควิชา ก็เห็นเอกสารของเธอวางอยู่บนโต๊ะแล้ว” เพื่อนร่วมงานอีกคนพูดเสริม
“เสี่ยวฉีเก่งเกินไปแล้ว มาทำงานแค่สามปีก็ได้เป็นครูดีเด่นแล้ว”
“เสี่ยวฉีของเราเป็นถึงเด็กจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยครูเป่ยจิงเลยนะ นั่นมันมหาวิทยาลัยระดับ 985(4)เชียวนะ โปรไฟล์สูงกว่าพวกเราตั้งหลายเท่า การจะได้เป็นครูดีเด่นก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”
“พอแล้วๆ พวกเธอเบาๆ กันหน่อย จะพูดก็ดูตาม้าตาเรือบ้างสิ นี่มันไม่เท่ากับไปโรยเกลือบนแผลใจของคนอื่นหรือไง”
สิ้นคำพูดของ สวี ซินหรุ่ย กลุ่มครูสาวก็หันไปมองด้านข้างพร้อมกัน
ตรงนั้นมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว เธอกอดกระเป๋าเอกสารไว้แน่นและเดินออกมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ผู้หญิงคนนั้นชื่อ หม่ายาง อายุมากกว่า เจียง เสี่ยวฉี สามปี และเข้าทำงานก่อนเธอสองปี
หม่ายาง เองก็จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยครูเช่นกัน แต่เป็นมหาวิทยาลัยระดับ 211(4) ซึ่งแม้เทคนิคการสอนจะยอดเยี่ยมและมีประสบการณ์มากกว่า
แต่ เจียง เสี่ยวฉี ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย แถมโปรไฟล์ด้านการศึกษาของเธอนั้นเรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนประถมหวยเหอแห่งที่สองแล้ว ดังนั้นในการคัดเลือกครั้งนี้ เธอจึงมีภาษีดีพอที่จะต่อกรได้
แต่การปรากฏตัวของ หลินเจียง ก็ทำให้ โจว เฮ่อเจวียน เปลี่ยนใจ และมอบโควต้านี้ให้แก่ เจียง เสี่ยวฉี ในที่สุด
แม้จะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ แต่การคัดเลือกภายในได้สิ้นสุดลงแล้ว และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีก
เมื่อโควตาครูดีเด่นหลุดลอยไป จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมสีหน้าของ หม่ายาง ถึงได้ย่ำแย่เช่นนี้
กลุ่มของ เจียง เสี่ยวฉี จึงไม่ได้พูดอะไรต่อและเดินออกไปนอกโรงเรียนอย่างเงียบๆ
ในตอนนั้นเอง รถเบนซ์ E-Class สีดำคันหนึ่งก็จอดรออยู่หน้าประตูโรงเรียน
เมื่อเห็น หม่ายาง เดินออกมา ชายหนุ่มในชุดลำลองก็รีบถือช่อกุหลาบแดงเดินเข้าไปหาอย่างตื่นเต้น
“หยางหยาง ยินดีด้วยนะ ผมจองร้านอาหารไว้แล้ว เราไปฉลองกันเถอะ”
“จะมายินดีอะไรกันล่ะ โดนคนอื่นคาบไปกินแล้ว” หม่ายาง กล่าวด้วยใบหน้าเย็นชา
“ห๊ะ? ไม่ใช่ว่าวางตัวไว้แล้วเหรอ? ยังจะโดนคนอื่นแย่งไปได้อีกเหรอ?”
“ก็คงใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกอะไรสักอย่างนั่นแหละ แต่ก็ช่างมันเถอะ ก็แค่ตำแหน่งลอยๆ เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมาแค่เดือนละ 300 หยวน สำหรับฉันแล้วไม่ได้มีความหมายอะไรเลย” หม่ายาง พูดกระทบกระเทียบ(5)
“ก็จริงนะ ยังไม่พอให้เราสองคนกินข้าวมื้อเดียวเลยด้วยซ้ำ”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เรามีทั้งบ้านมีทั้งรถ ฉันจะหาเงินได้เท่าไหร่ก็ไม่สำคัญหรอก เพราะยังไงมันก็เป็นแค่เงินค่าขนม ไม่เหมือนบางคนที่ต้องดิ้นรนหาเงินแทบตายเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ เจียง เสี่ยวฉี โดยอัตโนมัติ
คำพูดของ หม่ายาง เต็มไปด้วยหนามแหลมคม เห็นได้ชัดว่ากำลังพาดพิงถึงเธออยู่
แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ พวกเธอก็เถียงไม่ออก
แฟนหนุ่มของ หม่ายาง ดูร่ำรวยจริงๆ ถ้าไม่มีเงินก็คงขับรถเบนซ์ไม่ได้
“ครูหม่าคะ กรุณาอย่าพูดจาแขวะคนอื่นแบบนี้ค่ะ คุณก็แค่มีประสบการณ์มากกว่าฉัน ในด้านอื่นๆ ฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคุณเลย”
เจียง เสี่ยวฉี สุดจะทน เปิดฉากสวนกลับทันที
“เราสองคนสอนภาษาจีนเหมือนกัน แต่ผลการเรียนเฉลี่ยของห้องฉันสูงกว่าห้องคุณ นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดของระดับชั้นก็อยู่ห้องฉัน ต่อให้รวมผลสอบทุกวิชา ห้องฉันก็ยังเหนือกว่าห้องคุณอยู่ดี! อย่าว่าแต่ตอนนี้ผลยังไม่เป็นทางการเลย ต่อให้ตำแหน่งครูดีเด่นตกเป็นของฉัน ฉันก็คู่ควรกับมันทุกประการ!”
“เธอ!”
เจียง เสี่ยวฉี สวนกลับเป็นชุดราวกับปืนกล ยิงจน หม่ายาง พูดไม่ออก
เพราะทุกอย่างที่เธอพูดคือความจริง เมื่อเทียบกันแล้ว สิ่งเดียวที่ หม่ายาง พอจะยกมาข่มได้ก็คือประสบการณ์เท่านั้น
“ฉันรู้ว่าเธอเก่ง นักศึกษาหัวกะทิจากมหาวิทยาลัย 985 จะมาเทียบกับพวกเราได้ยังไงกัน”
หม่ายาง กลอกตาขึ้นฟ้า พูดอย่างแดกดันว่า “แต่ฉันก็พูดไปแล้วไง ก็แค่ตำแหน่งครูดีเด่น ฉันไม่สนใจหรอก ที่มาทำงานที่นี่ก็แค่หาเงินค่าขนม ไม่แน่ว่าวันไหนนึกเบื่อขึ้นมาก็อาจจะลาออกไปเลย”
เธอพูดพลางตบไปที่รถเบนซ์ของแฟนหนุ่มเบาๆ ก่อนจะเยาะเย้ยว่า “เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมา 300 หยวนนั่นน่ะ เก็บไว้ดีๆ ล่ะ อีกสักสิบยี่สิบปีก็คงพอซื้อเบนซ์มือสองมาขับได้คันหนึ่ง”
“ก็แค่เบนซ์รุ่นเก่าคันเดียว มีอะไรน่าอวดนักหนา ฉันไม่เห็นจะสนใจเลย!”
“โหยๆๆ เบนซ์รุ่นเก่ายังไม่สนใจ? แล้วเธอซื้อไหวเหรอ?”
บรื้นนน—
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์นุ่มลึกก็ดังขึ้น ก่อนที่รถมายบัคสีดำสนิทคันหนึ่งจะเคลื่อนตัวมาจอดเทียบตรงหน้า เจียง เสี่ยวฉี อย่างนิ่มนวล
เหล่าครูสาวต่างพากันตะลึงงัน ไม่เข้าใจว่ารถหรูคันนี้จะมาทำอะไรที่นี่
หลินเจียง ลดกระจกฝั่งคนขับลงช้าๆ
“ครูเจียงครับ ไปกันเถอะ”
…………
(1)[สาวใหญ่ (御姐) – เป็นคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ‘お姉’ (onee) ใช้เรียกผู้หญิงที่มีบุคลิกเป็นผู้ใหญ่ สุขุม สง่างาม และมักจะดูเซ็กซี่]
(2)[หงส์ในฝูงไก่ (鹤立鸡群) – เป็นสำนวนหมายถึงบุคคลที่โดดเด่นกว่าคนอื่นในกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด]
(3)[ดันทรง (聚拢款) – หมายถึงเสื้อชั้นในแบบดันทรง (Push-up bra)]
(4)[มหาวิทยาลัย 985 / 211 – เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐบาลจีน โดยมหาวิทยาลัยในโครงการ ‘985’ ถือเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด และโครงการ ‘211’ เป็นกลุ่มรองลงมา การจบจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ถือเป็นเครื่องหมายของคุณภาพและสถานะทางสังคม]
(5)[พูดกระทบกระเทียบ (指桑骂槐) – เป็นสำนวนแปลตรงตัวว่า ‘ชี้ต้นหม่อนด่าต้นฮว๋าย’ หมายถึงการวิจารณ์หรือด่าว่าใครคนหนึ่งทางอ้อม โดยการไปพูดถึงเรื่องอื่นแทน]