บทที่ 33 ของดีต้องมีอุปสรรค
“หามาตั้งนาน หรือว่าสุดท้ายมันจะอยู่ในลูกกลมๆ สองอันนี้”
เย่ซูมีลางสังหรณ์ว่าตัวเองอาจจะเดาถูก
คิดได้ดังนั้นก็ลงมือทำทันที เย่ซูพลิกโต๊ะน้ำชากลับมา แล้วสอดลิ้นชักกลับเข้าไปให้เข้าที่ จากนั้นหยิบผ้าขี้ริ้วมาคลุมลูกบิดอันหนึ่งไว้ ใช้มือทั้งสองข้างจับแล้วเริ่มออกแรงบิด
แคร็ก
เสียงดังเป๊าะ พร้อมกับเสียงเสียดสีของทรายสนิมดังสวบสาบ ลูกบิดอันหนึ่งก็ถูกเย่ซูบิดออกมาได้
แค่ลองชั่งน้ำหนักดู เย่ซูก็รู้ได้เลยว่าลูกบิดนี้ไม่ใช่ของตันแน่นอน จากรอยแยกด้านบน มันน่าจะถูกทำขึ้นมาจากการนำครึ่งวงกลมสองชิ้นมาประกบกัน
“ข้างในมีของจริงๆ ด้วย”
เขาลองเขย่าเบาๆ อย่างระมัดระวัง ก็พบว่ามีเสียงผิดปกติมาจากข้างในลูกบิดจริงๆ แต่เสียงนั้นทุ้มๆ ฟังดูแล้วไม่ใช่เสียงของเหรียญทองแดง
ด้วยความกังวลว่าจะบาดมือ เย่ซูจึงบิดลูกบิดกลับเข้าไปที่เดิม แล้วหยิบมีดคัตเตอร์ออกมา กรีดไปตามรอยแยกระหว่างครึ่งวงกลมสองชิ้น กรีดครึ่งแงะครึ่งจนเกิดเป็นรอยแยกขึ้นมา
จากนั้นก็หยิบไขควงปากแบนออกมา ค่อยๆ แงะไปตามรอยแยกทีละนิด ซ้ายทีขวาที ในที่สุดก็แงะลูกบิดออกมาได้อย่างสมบูรณ์
เขายื่นมือซ้ายไปรองไว้ข้างใต้ ส่วนมือขวาก็เปิดฝาออก ห่อผ้าสีแดงที่ห่อของแข็งบางอย่างอยู่ก็ตกลงมาใส่มือของเย่ซู
ทันทีที่สัมผัส เย่ซูก็รู้สึกได้เลยว่าข้างในเป็นของทรงกลมเหมือนเหรียญแน่นอน
“เรียบร้อย!”
แต่เมื่อเปิดห่อผ้าสีแดงออกด้วยใจที่เปี่ยมสุข เย่ซูกลับต้องตะลึงอีกครั้ง “ไหนบอกว่าในโต๊ะน้ำชาเป็น ‘เงินฮวาเฉียนลายมังกร-หงส์ด้านหลังจักรพรรดิเฉียนหลง’ ไง ทำไมกลายเป็น ‘เสียนเฟิงจ้งเป่า’ ไปได้?”
เมื่อพลิกดูอีกด้าน ก็เห็นตัวอักษร ตัง และ สือ อยู่ด้านบนและด้านล่างของเหรียญ ด้วยประสบการณ์จากการศึกษาเหรียญโบราณในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เย่ซูก็พอจะแยกแยะได้ว่าสัญลักษณ์สองตัวซ้ายขวาคือ เป่าซู
เท่าที่จำได้ เหรียญรุ่นธรรมดาที่ไม่มีสัญลักษณ์พิเศษแบบนี้น่าจะราคาไม่เท่าไหร่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนำไปเปรียบเทียบกับ ‘เงินฮวาเฉียนลายมังกร-หงส์ด้านหลังจักรพรรดิเฉียนหลง’ เหรียญนั้นเลย
“งั้นก็แสดงว่าอยู่ในลูกบิดอีกอันสินะ?”
ระบบคงไม่ทำผิดพลาดโง่ๆ แบบนี้ เย่ซูยังคงเชื่อใจระบบในเรื่องนี้อยู่
ถ้าเรื่องแค่นี้ยังพลาดได้ เย่ซูก็คงต้องมาพิจารณาแล้วว่าข้อมูลราคาทองคำเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม
เขาใช้วิธีเดิมแงะลูกบิดอีกอันหนึ่งออก และก็เป็นไปตามคาด มีห่อผ้าสีแดงอีกห่อหนึ่งอยู่ข้างใน
เห็นได้ชัดว่าของที่อยู่ในห่อผ้าสีแดงชิ้นนี้ใหญ่กว่า เย่ซูยื่นมือไปรองข้างใต้ แต่ห่อผ้ากลับติดอยู่ในลูกบิด ต้องให้เย่ซูค่อยๆ แคะมันออกมา
“ของดีนี่มันต้องมีอุปสรรคจริงๆ โชคดีที่รอเช่าบ้านซื้อเครื่องมือเสร็จก่อนแล้วค่อยมาหาเหรียญนี่”
เมื่อเปิดห่อผ้าสีแดงออก ข้างในก็เป็นเหรียญ เงินฮวาเฉียนลายมังกร-หงส์ด้านหลังจักรพรรดิเฉียนหลง จริงๆ ขนาดประมาณสามนิ้วมือของเย่ซู เมื่อพลิกดูด้านหลัง ในวงแหวนด้านในก็เป็นลวดลายมังกรหงส์ที่สวยงามประณีต
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปรียบเทียบ ก็พบว่า ‘เงินฮวาเฉียนลายมังกร’ เหรียญนี้ เหมือนกับเหรียญ ‘ชิง·ฮวาเฉียน·หลังลายมังกรหงส์’ ที่ถูกประมูลไปในราคา 31,000 หยวนเมื่อเดือนที่แล้วเป๊ะเลย
ส่วนเรื่องสภาพความสมบูรณ์ เย่ซูที่เป็นคนนอกวงการ ก็มองไม่ออกจริงๆ ว่ารูปในการประมูลกับเหรียญในมือของเขา อันไหนจะสภาพดีกว่ากัน
แต่ระบบให้ราคาขายที่แนะนำไว้ที่ 24,000 หยวน หักค่าคอมมิชชั่นที่บริษัทประมูลต้องเก็บ ค่าภาษีของเจ้าของสินค้าและขั้นตอนต่างๆ แถมยังต้องรอให้บริษัทประมูลรวบรวมของให้ได้จำนวนมากพอถึงจะเปิดประมูล ซึ่งเป็นต้นทุนด้านเวลา
เย่ซูคิดว่าสภาพของ ‘ฮวาเฉียน’ ในมือของเขาน่าจะยังดีกว่าของที่ประมูลไปเล็กน้อย ขายในราคา 24,000 หยวนไม่น่าจะมีปัญหา ดีไม่ดีอาจจะเพิ่มได้อีกนิดหน่อยด้วยซ้ำ
“อ้อ แล้วก็ยังมี ‘เสียนเฟิงจ้งเป่า·ตังสือ’ อีกเหรียญ”
เขาลองค้นหาดู ก็พบว่าเหรียญทองแดงนี้เป็นเหรียญรุ่นที่ผลิตโดยโรงกษาปณ์เป่าซูจริงๆ ราคาในตลาดอยู่ที่ประมาณหลักร้อยถึงพันกว่าหยวน
“หลักร้อยก็ยังดี ถือว่าเป็นกำไรทั้งนั้น”
“ว่าแต่ใครกันนะที่เอาเหรียญสองเหรียญมาซ่อนไว้ในลูกบิดนี่?”
เมื่อวานตอนที่ข้อมูลรีเฟรชขึ้นมา เย่ซูยังเดาอยู่เลยว่าอาจจะเป็นเด็กซนคนไหนเอาของมาซ่อนไว้ในโต๊ะน้ำชา แล้วพ่อแม่ไม่เห็น เลยขายไปพร้อมกับโต๊ะให้ร้านเฟอร์นิเจอร์มือสอง
แต่พอเปิดลูกบิดเมื่อกี้แล้วเห็นว่าเหรียญถูกห่อด้วยผ้าสีแดง เย่ซูก็ล้มล้างข้อสันนิษฐานนี้ไป แล้วคิดว่าน่าจะเป็นชายวัยกลางคนคนไหนแอบซ่อนเงินเมียไว้
ตอนนี้เมื่อทั้งสองลูกบิดมีเหรียญทองแดงห่อผ้าแดงอยู่ เย่ซูก็อดคิดไม่ได้ว่านี่อาจจะเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์อะไรบางอย่าง
เพราะที่บ้านเกิดของเย่ซู ความเชื่อทางไสยศาสตร์แบบนี้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
ขนาดประตูบ้านของเขายังมีกระบี่เหรียญทองแดงที่ด้ามจับห่อด้วยผ้าแดงและขึ้นสนิมจนดูไม่ได้วางอยู่เลย
“ช่างเถอะ เชื่อก็มี ไม่เชื่อก็ได้มาสองหมื่นสี่”
เย่ซูไม่กลัวผี แต่เขากลัวจน
ต่อให้เหรียญสองเหรียญนี้จะมีที่มาที่ไปลี้ลับอะไร ก็หยุดยั้งเย่ซูไม่ให้เอาไปขายทำเงินได้
เจ้าของบ้านให้แค่โซฟาชุดเดียวในห้องนั่งเล่น โต๊ะน้ำชาชุดนี้จึงพอดีใช้ได้เลย เย่ซูไม่ได้คิดจะหาคนมารับซื้อไปอีก
เขาถ่ายรูปเหรียญทั้งสองเหรียญทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แล้วส่งไปให้ว่านหยวนเหลียง
[พี่เหลียง สองเหรียญนี้พี่รับซื้อไหมครับ?]
[เหรียญหนึ่งเป็น เสียนเฟิงจ้งเป่า·ตังสือ ที่ผลิตโดยโรงกษาปณ์เป่าซู อีกเหรียญเป็น ฮวาเฉียนลายมังกร-หงส์ด้านหลังจักรพรรดิเฉียนหลง อักษรซ่ง]
เย่ซูจงใจระบุรายละเอียดของเหรียญทั้งสองเหรียญให้ชัดเจน เพื่อทำทีเป็นคนในวงการ
อีกด้านหนึ่ง ว่านหยวนเหลียงที่กำลังชงชากับพ่อสองคนอยู่ในร้าน เมื่อเห็นหน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้นพร้อมข้อความจากเย่ซู เขาก็รีบหยิบขึ้นมาดูทันที
“ฮวาเฉียนลายมังกร-หงส์ด้านหลังจักรพรรดิเฉียนหลง อักษรซ่ง?”
เมื่อได้ยินว่านหยวนเหลียงพึมพำ มือของว่านโป๋เหวินที่กำลังรินชาก็ชะงักไป “เหรียญมังกรหงส์อะไร?”
ว่านหยวนเหลียงยื่นโทรศัพท์ให้: “มีคนจะขายเหรียญทองแดงสองเหรียญ อันหนึ่งเป็น ‘ฮวาเฉียนลายมังกร-หงส์ด้านหลังจักรพรรดิเฉียนหลง’”
เมื่อมีธุรกิจเข้ามา ว่านโป๋เหวินก็วางกาน้ำชาลง สวมแว่นตาแล้วรับโทรศัพท์มา
เขาขยายรูปของ ฮวาเฉียน ทั้งสองรูปขึ้นมา ตรวจสอบรายละเอียดและความคมชัดของตัวอักษรอย่างละเอียด แล้วก็พยักหน้า
“ของชิ้นนี้สภาพดีนะ ถ้าเป็นของแท้ล่ะก็ ขายได้สามหมื่นขึ้นไปเลย”
ตอนนี้ของปลอมในตลาดมีเยอะแยะมากมาย แม้กระทั่งคราบสนิมก็ยังทำเลียนแบบได้เหมือนจริง แค่ดูจากรูปสองรูป ว่านโป๋เหวินก็ไม่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าของชิ้นนี้เป็นของจริง
ส่วนเหรียญ เสียนเฟิงจ้งเป่า เขาแค่เหลือบมองแวบเดียวก็ปล่อยผ่าน ไม่คิดจะให้ความเห็นด้วยซ้ำ
“เพื่อนของลูกจะขายเหรอ?”
“พ่อนึกออกไหมครับ ครั้งที่แล้วมีคนเอา ‘แสตมป์เพนนีแบล็กของอังกฤษ’ มาขาย?”
“อืม”
“ครั้งนี้ก็เป็นเขาอีกนั่นแหละที่เอาของมาขาย”
“โอ้?”
ว่านโป๋เหวินจำได้ว่าครั้งที่แล้วว่านหยวนเหลียงเคยบอกว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็กหนุ่มหน้าตาดีอายุราวๆ ยี่สิบ ทำไมถึงได้มีของเก่ามาขายบ่อยขนาดนี้?
ว่านหยวนเหลียงบอกว่าอีกฝ่ายดูไม่เหมือนพวกที่ทำธุรกิจสีเทา และแสตมป์ครั้งที่แล้วก็บอกว่าเป็นของที่ครอบครัวให้มา
หรือว่าจะขโมยของที่บ้านออกมาขาย?
พอคิดถึงตรงนี้ ว่านโป๋เหวินก็จ้องมองว่านหยวนเหลียงอย่างสงสัย ดูท่าจะต้องจับตาดูเจ้าเด็กคนนี้ไว้หน่อย อย่าให้มันไปทำอะไรไม่ดีตามเขาเข้าล่ะ
เมื่อถูกพ่อจ้องมองอย่างไม่เข้าใจ ว่านหยวนเหลียงก็ได้แต่เอ่ยปากถาม “แล้วของชิ้นนี้เรารับซื้อไหมครับ?”
“ดูว่าพ่อหนุ่มคนนั้นว่างเมื่อไหร่ ให้เอาของมาดูหน่อย ถ้าของกับราคาไม่มีปัญหาก็รับซื้อไว้”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมถามให้” ว่านหยวนเหลียงรับโทรศัพท์คืน แล้วตอบกลับข้อความของเย่ซู
[ว่านหยวนเหลียง: รับ]
[ว่านหยวนเหลียง: นายว่างเมื่อไหร่ เอาของมาให้ดูหน่อย]
[เดี๋ยวนี้เลยเป็นไงครับ ถ้าสะดวกอีกชั่วโมงผมไปถึง]
[ว่านหยวนเหลียง: ได้เลย ฉันอยู่ที่ร้าน นายมาได้เลย]
“เรียบร้อย”
มีคนรู้จักรับซื้อของนี่มันสะดวกจริงๆ
เย่ซูสะบัดผ้าสีแดงสองผืนให้สะอาด แล้วห่อเหรียญกลับเข้าไปใหม่ก่อนจะออกจากห้อง
เขาขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลับไปที่มหาวิทยาลัยก่อน แล้วยอมทุ่มเงินนั่งแท็กซี่เป็นครั้งคราว เย่ซูมาถึงร้านของเก่าของว่านหยวนเหลียงตอนห้าโมงกว่าๆ