บทที่ 14 สิ่งที่ผู้ชายชอบที่สุด
บทที่ 14 สิ่งที่ผู้ชายชอบที่สุด
คนเราเมื่อมีเรื่องน่ายินดี จิตใจก็ย่อมเบิกบาน
เมื่อมีข้อตกลงความร่วมมือฉบับง่ายๆ นี้อยู่ในมือ อุโนะ โนริยูกิ ก็แทบจะอยู่ในสถานะที่ไม่มีวันแพ้แล้ว
"ไปดื่มกันที่กินซะหน่อยไหม"
อุโนะ โนริยูกิ ที่รู้สึกว่ายังไม่สุด ลองชวนรุ่นน้องคนนี้ของเขาดู เพื่อที่จะได้พาไปรู้จักกับสถานที่หรูหราระดับสมาชิก จะได้ไม่ขายหน้าในอนาคต
"ดีครับ ให้รุ่นพี่จัดการเลย"
ทาเคชิตะ มาซาโตะ พยักหน้าอย่างไม่ลังเล เขาก็อยากจะไปสัมผัสความฟุ้งเฟ้อของสังคมชั้นสูงของญี่ปุ่นดูบ้างเหมือนกัน
อาจจะเป็นเพราะเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก อุโนะ โนริยูกิ จึงไม่ได้เล่นอะไรพิสดารมากนัก เพียงแค่เรียกเด็กผู้หญิงมาสองสามคน นั่งดื่มเป็นเพื่อนด้วยกัน
"ชอบคนไหนเลือกได้ตามสบายเลย คืนนี้ฉันเลี้ยงเอง"
"อืม... คนที่สองจากตรงกลางแล้วกันครับ"
ทาเคชิตะ มาซาโตะ ชอบผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้าจัด เขาจึงไม่เลือกคนที่แต่งตัวฉูดฉาด แต่เลือกผู้หญิงที่มัดผมทรงซาลาเปา สวมชุดเดรสลายดอกไม้สีเหลือง ผิวขาวสะอาด และมีหน้าตาน่ารักบริสุทธิ์
"ไม่เลวเลยนะ มีสายตาแหลมคม เอกะน่ะเป็นที่นิยมมากในร้านนี้เลยนะ"
"คุณลูกค้าชมเกินไปแล้วค่ะ"
เด็กสาวมีความเป็นมืออาชีพสูง แม้จะถูกแขกผู้มีเกียรติเลือก เธอก็เพียงแค่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มพิฆาตใจชายหนุ่มโดยแท้
"จะดื่มอะไรดีคะ"
โดยทั่วไปแล้ว สาวนั่งดริ๊งก์จะทำเงินจากค่าคอมมิชชั่นของเครื่องดื่ม ดังนั้นเมื่อมีโอกาส พวกเธอก็จะรีบเสนอขายทันที
"อืม เอาลาฟีตปี 82 มาขวดนึงแล้วกันครับ"
แม้ว่าทาเคชิตะ มาซาโตะ จะไม่ค่อยชอบดื่มไวน์แดง แต่ชื่อเสียงของลาฟีตปี 82 นั้นโด่งดังเกินห้ามใจ วันนี้เป็นโอกาสดี ก็ต้องลองสักหน่อย
"ได้ค่ะ คุณลูกค้า"
เมื่อได้ยินว่าเป็นลาฟีตปี 82 ดวงตาของหญิงสาวก็เป็นประกายขึ้นมาทันที รอยยิ้มของเธอก็หวานขึ้นอีก ถ้าเธอเดบิวต์เข้าวงการบันเทิงด้วยภาพลักษณ์สาวน้อยบริสุทธิ์ รับรองว่าต้องดังเปรี้ยงปร้างแน่นอน
"เป็นไงบ้าง รสชาติเป็นยังไง"
"อืม ไม่ใช่แนวที่ผมชอบเท่าไหร่ครับ"
"ก็ปกติ ไวน์แดงของฝรั่งเศสจะมาสู้สาเกของเราได้ยังไง"
อุโนะ โนริยูกิ เป็นพวกชาตินิยม เขารู้สึกภูมิใจในทุกสิ่งที่เป็นของญี่ปุ่น ตอนนี้เป็นเวลาพักผ่อน เขาก็เริ่มแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
"ใช่แล้ว สาเกสุดยอดที่สุดในโลก เธอว่าจริงไหม ยูคิโกะ"
"ใช่ค่ะ สาเกดีที่สุดแล้วค่ะ"
หญิงสาวที่นั่งข้างๆ ฮาเนดะ อิจิโร ตอบรับเอาใจลูกค้าคนสำคัญ สีหน้าของเธอไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ
"ดีมาก ต้องอย่างนี้สิ มานี่ มาให้จุ๊บทีนึง"
"ว้าย คุณนี่ร้ายจัง"
หญิงสาวสวยผมทองทำท่าทีเขินอายปนผลักไส
ทาเคชิตะ มาซาโตะ ไม่ได้เข้าไปร่วมวงด้วย แต่ก็ไม่ได้ขัดจังหวะความสนุกของคนทั้งสอง แม้แต่การยัดธนบัตรเยนเข้าไปในอกเสื้อก็ไม่ทำ ไม่ต้องพูดถึงการแตะเนื้อต้องตัวเลย
เขารู้สึกแปลกแยกกับสิ่งเหล่านี้ และโดยสัญชาตญาณก็ไม่อยากจะเข้าไปคลุกคลี
แน่นอนว่า เพราะรู้สึกว่าการมีผู้หญิงแบบนี้อยู่ข้างๆ มันก็สบายดี เขาจึงไม่ได้ขี้เหนียวเลย กลับเป็นคนที่ให้ทิปมากที่สุดในบรรดาสามคน
อาจจะเป็นเพราะเห็นความประหม่าของรุ่นน้อง อุโนะ โนริยูกิ จึงไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก็พาทั้งสองคนไปยังร้านอิซากายะใกล้ๆ
อิซากายะ ถือเป็นจิตวิญญาณของเหล่าพนักงานบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมาก
พนักงานบริษัทจำนวนมากที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน มักจะเลือกมานั่งพักที่อิซากายะ
เบียร์หนึ่งแก้ว กับแกล้มด้วยถั่วแระญี่ปุ่น ก็สามารถสัมผัสกับบรรยากาศของชีวิตธรรมดาได้แล้ว ทำให้เหล่าคนทำงานที่หมุนเป็นลูกข่าง ได้รับการปลอบประโลมจิตใจชั่วครู่
คนทำงานที่ต้องการระบายความเครียดบางคน ถึงกับตระเวนไปร้านอิซากายะเป็นสิบๆ ร้านในคืนเดียว ดื่มร้านนี้เสร็จก็ไปร้านถัดไป ดื่มจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อถึงเวลานั้น พนักงานบริษัทก็จะหาห้องน้ำหรือสถานที่คล้ายๆ กัน เพื่อล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วก็กลับไปทำงานในวันใหม่อีกครั้ง
"เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยใช่ไหม"
"ใช่ครับ ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่"
เขาระแวงพวกสาวนั่งดริ๊งก์อย่างมาก ไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้มากเกินไป
คนพวกนี้เก่งเกินไป ทำให้ผู้ชายลุ่มหลงได้ง่ายๆ ขนาดนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในชาติที่แล้วยังมีคนเคยพลาดท่ามาแล้ว เขาไม่อยากให้ตัวเองต้องเจอเรื่องไม่คาดฝันเหมือนกัน
"เป็นเรื่องปกติ ไปบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเอง"
ฮาเนดะ อิจิโร แกะถั่วแระญี่ปุ่นเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ เสียงพูดของเขาจึงค่อนข้างอู้อี้
"ใช่แล้ว ไปบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเอง ตอนแรกฉันก็เป็นเหมือนกัน แย่กว่านายอีก ทำอะไรไม่ถูก เหมือนท่อนไม้เลย"
อุโนะ โนริยูกิ ก็กำลังเพลิดเพลินกับการกินถั่วแระญี่ปุ่นเช่นกัน เพื่อเอาใจทาเคชิตะ มาซาโตะ ที่เป็นแขก เขาถึงกับยอมเล่าเรื่องน่าอายของตัวเองในอดีต
ฮาเนดะ อิจิโร พูดเสริมขึ้นมา "ผมก็เหมือนกันครับ"
เมื่อเหล้าเข้าปากไปสามแก้ว กับแกล้มผ่านไปห้ารส
อุโนะ โนริยูกิ ที่เริ่มจะเมา ก็เริ่มสบถด่าผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง
"รัฐมนตรีคลังมันโง่สิ้นดี อยู่ๆ ก็ลดดอกเบี้ยติดๆ กันภายในไม่กี่เดือน แล้วยังจะมาปฏิรูปเสรีภาพทางการเงินอีก ไม่ให้เวลาพวกธนาคารอย่างเราเตรียมตัวเลย ไอ้บ้าเอ๊ย!"
การปฏิรูปเสรีภาพทางการเงินส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบอาชีพในวงการการเงิน ธนาคารที่เคยครองตลาดญี่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียว กลับรู้สึกว่าการทำธุรกิจสินเชื่อในปัจจุบันนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ
"แล้วก็อีกอย่าง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทก็ไม่ใช่คนดีอะไรเลย คิดจะปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน สักวันต้องเกิดปัญหาแน่ เรื่องแบบนี้พอเริ่มต้นแล้ว สักวันมันก็จะบานปลายไปถึงการปล่อยกู้ให้คนว่างงาน"
หลายครั้งเรื่องราวก็เป็นเช่นนี้ ตอนแรกก็ดี แต่ไม่นานก็จะบิดเบี้ยวไปเพราะความโลภ จนกระทั่งการตัดสินใจนั้นแย่ลงเรื่อยๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือวิกฤตฟองสบู่ของญี่ปุ่นในตอนนี้
หลังจากที่ญี่ปุ่นลงนามในข้อตกลงพลาซา ตอนแรกก็ยังไม่มีปัญหาใหญ่อะไรนัก แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่รัฐบาลเปิดเสรีทางการเงินเร็วเกินไป
หากชะลอจังหวะลงสักหน่อย ให้เวลาธนาคารได้ปรับตัวอย่างเพียงพอ ก็จะไม่เกิดเรื่องไร้สาระอย่างการปล่อยสินเชื่อให้บุคคลทั่วไปอย่างง่ายดาย และการที่เงินทุนทั้งหมดไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
"ใช่แล้ว พวกมันเป็นพวกโง่ทั้งนั้น" ฮาเนดะ อิจิโร พูดด้วยดวงตาที่เลื่อนลอย เขาตะโกนด่าตามรุ่นพี่อย่างบ้าคลั่ง "จะเปิดตลาดการเงินทำไม แบบนี้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ"
ตอนที่ฮาเนดะ อิจิโร เรียนจบ แผนกสินเชื่อเป็นแผนกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แต่พอเข้าสู่ปี 1986 สถานการณ์ก็พลิกผัน การปล่อยสินเชื่อให้บริษัทต่างๆ ก็ยากขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะรู้ว่าต่อให้ทำยอดไม่ถึงเป้า รุ่นพี่อุโนะก็จะช่วยจัดการให้
แต่ใครล่ะจะไม่อยากเป็นฮีโร่
ฮาเนดะ อิจิโร เขาก็มีความฝันอันยิ่งใหญ่ ไม่อยากจะถูกย้ายไปอยู่แผนกอื่นอย่างน่าสมเพช
นี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ว่าทำไมตอนหลังเมื่ออุโนะ โนริยูกิ เตรียมจะย้ายเขา เขากลับยืนกรานที่จะอยู่ในแผนกสินเชื่อต่อไป
เขาไม่อยากเป็นทหารที่หนีทัพ อยากจะเป็นลูกผู้ชายแห่งยุคโชวะที่หยัดยืนอย่างองอาจ
"เอ่อ... บางทีอาจจะมีเหตุผลที่จำเป็นก็ได้นะครับ"
ทาเคชิตะ มาซาโตะ ในอนาคตยังต้องพัฒนาบริษัทของตัวเอง และตอนนี้เขาก็ยังอ่อนแออยู่ เขาจึงไม่คิดที่จะวิพากษ์วิจารณ์การเมือง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปัจจุบันอย่างทาเคชิตะ โนโบรุ เป็นผู้นำกลุ่มการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในญี่ปุ่น จนถึงปี 2000 เขาก็ยังคงควบคุมชะตากรรมทางการเมืองของญี่ปุ่นอยู่เบื้องหลัง
หากไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตมากเกินไป เขาจะต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานอย่างแน่นอน
แต่นี่ก็ช่วยไม่ได้ ในสังคมญี่ปุ่นยุคนั้นและยุคต่อๆ มา ถ้าคุณไม่เล่นการเมืองสกปรก ก็อย่าหวังว่าจะได้ยืนอยู่บนเวทีการเมืองระดับสูง
ฟุคุดะ ทาเคโอะ คือตัวอย่างที่ชัดเจน ไม่ว่าจะตอนที่แข่งขันชิงตำแหน่งนายกรุณมนตรีกับทานากะ คาคุเอ หรือตอนที่แข่งขันกับโอฮิระ มาซาโยชิ สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับกลยุทธ์ทุ่มเงิน