ชิงคน! + หลี่เฟยอวิ๋น!
ตอนที่ 30 ชิงคน! + หลี่เฟยอวิ๋น!
แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน ไม่เพียงแต่เจียงหรานกับอวี้ซานเหรินจะรู้สึกได้ ผู้คนที่ยังนั่งหรือทรุดอยู่ในลานประลอง ต่างก็สัมผัสได้เช่นกัน
บางคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บางคนแสดงสีหน้าหวาดกลัว บางคนเต็มไปด้วยความสับสน
หรงเลี่ยไม่ละสายตาจากชิงอี พอเห็นความเปลี่ยนแปลงก็อดขมวดคิ้วถามไม่ได้
“อวี้ซานเหริน…เจ้าว่า…ใครมา”
“จะเป็นใครไปได้อีก”
อวี้ซานเหรินหัวเราะลั่น
“แน่นอนก็พรรคพวกของพวกข้า!!”
“พรรคพวกของพวกเจ้า”
เจียงหรานเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเย็น
“เจ้าหมายถึงคนที่แอบซ่อนอยู่ในเมือง”
“เจ้ารู้”
อวี้ซานเหรินชะงัก
เจียงหรานถอนหายใจ
“ค่ายเฟยอวิ๋นช่างดูแคลนเมืองชางโจวเสียจริง คิดหรือว่า…แผนการจะมีเพียงเท่านี้”
“กำลังที่เจ้าซ่อนไว้ในเมือง หากคิดก่อความวุ่นวาย ป่านนี้ก็คงถูกจัดการสิ้นแล้ว”
“เจ้าลองดูสิ…ท้องฟ้าเหนือเมืองยังคงใสกระจ่าง เจ้าลองฟังดู…ได้ยินเสียงโกลาหลหรือเสียงกรีดร้องบ้างหรือไม่”
ก่อนหน้านี้ กู้ม่อเซิงเคยบอกแผนไว้แล้ว ใช้งานชุมนุมผู้กล้าเป็นชนวนก่อความวุ่นวาย
จากนั้นพวกค่ายเฟยอวิ๋นจะปล่อยคนในเมืองอาละวาด ฆ่าฟันชาวบ้าน และฆ่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แล้วค่อยเปิดประตูรับพวกนอกเมืองเข้ามา
เมื่อเป็นเช่นนี้ เมืองก็ย่อมแตก
แต่คืนนั้นเจียงหรานเคยคุยกับเจ้าเมือง
เขาถามขึ้นว่า
“ท่านกินเนื้อพวกนี้หมดหรือไม่”
ผู้อื่นคิดว่าเขาหมายถึงเนื้อแกะย่าง แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่
เจ้าเมืองผู้นั้นแม้ดูเหมือนคนหยาบ แต่แท้จริงเฉลียวฉลาดล้ำ
ทั้งสองพูดคุยถึงสถานการณ์ในเมืองชางโจวจนครบถ้วน
คำถามสุดท้ายนั้น ไม่ใช่เรื่องเนื้อแกะ
แต่หมายถึงค่ายเฟยอวิ๋น และเงามืดที่อยู่เบื้องหลัง
คำตอบที่ได้คือหนักแน่นชัดเจน “กินได้หมด” และยังเสริมว่า “ตราบใดที่เข้าหม้อข้าแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ข้ากินไม่ได้”
เมื่อรู้ว่าค่ายเฟยอวิ๋นอาจมีไพ่ลับ แต่ยังกล้าพูดเช่นนี้
เจียงหรานก็เชื่อว่าท่านเจ้าเมืองมีความสามารถจริง
ดังนั้น วันนี้เขาจึงเอาแต่ฆ่าคนในงานชุมนุม ไม่ใส่ใจสิ่งที่เกิดในเมืองเลย และก็เป็นดังคาด เมืองยังคงสงบสุข
ชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้มัวแต่กิน แต่ลงมือจัดการไว้เรียบร้อย
อวี้ซานเหรินฟังแล้วชะงัก ก่อนหัวเราะร่า
“อย่างนี้นี่เอง…เพราะมีสิ่งนี้ เจ้าจึงกล้าใส่ยาพิษลงไปในอาหารของทุกคน ก็เพราะมีที่พึ่งพิงใช่หรือไม่ น่าเสียดาย…น่าเสียดายจริงๆ!!”
“เสียดายอะไร”
เจียงหรานถามขึ้น
“เสียดาย…พวกเจ้าไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังพวกเรามีใครหนุนหลังอยู่! แม้วันนี้จะมีเรื่องพลิกผัน แม้คนที่แอบในเมืองจะถูกฆ่าไปหมด แต่แผนวันนี้…ก็ไม่มีวันเปลี่ยน!”
“พลุสัญญาณได้ถูกส่งออกไปแล้ว พวกเขามาถึงแล้ว!!”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากที่ไกล
พริบตาเดียว ผู้คนจำนวนมากโผล่มา บ้างเดินบนหลังคา บ้างกระโดดข้ามกำแพงล้อมรอบงานชุมนุมจนเต็มไปหมด
เจียงหรานกวาดตามอง สีหน้ากลับแปลกใจ
“เจ้าหมายถึงคนพวกนี้งั้นหรือ”
อวี้ซานเหรินถึงกับตะลึง
เบื้องหน้ามิใช่พรรคพวกของเขาเลย แต่กลับเป็นกองทัพทหารในชุดเกราะครบมือ
“นี่…เป็นไปไม่ได้! หากพวกนั้นลงมือ…เมืองชางโจวเล็กแค่นี้ จะรับได้อย่างไร…”
เขาส่ายหน้ารัวๆ ไม่ยอมเชื่อสายตา
แล้วเสียงดังก้องก็มาจากอีกด้าน
“เหล่าโจรค่ายเฟยอวิ๋น! ยังไม่รีบคุกเข่ายอมจำนนอีก!!”
เจียงหรานหันไป เห็นเจ้าเมืองร่างกำยำสูงใหญ่ คราวนี้สวมชุดเกราะเต็มยศ
ในมือถือขวานยักษ์ นั่งบนหลังม้า สายตากวาดไปทั่วลานพร้อมคิ้วที่ขมวดแน่น
“ทำไมทุกคนถึงนอนกองอยู่กับพื้น”
เจียงหรานไม่ตอบ
ในขณะเดียวกัน กระบี่ในมือสะบัดวูบ พุ่งฟันอวี้ซานเหรินทันที
ความมั่นใจของอวี้ซานเหรินแตกสลายหมดสิ้น
พอเห็นเจ้าเมืองชางโจวนำทัพมาถึง ต่อให้เผชิญหน้ากระบี่ของเจียงหราน ก็ไม่มีแม้แต่ใจคิดจะสู้
เขาก้าวหลบพยายามจะหนี แต่แสงกระบี่กรีดผ่าน
ร่างปลิวออกไป แต่ท่อนขาข้างหนึ่งกลับหล่นอยู่ตรงที่เดิม
ความเจ็บแผดเผา เขาทรุดลงกับพื้น
เจียงหรานไม่รอ ออกกระบี่อีกครั้ง แขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายก็ปลิวออก
ภาพนั้นทำให้ดวงตาเจ้าเมืองกระตุก
“เจ้าหมอนี่…เสพติดการฟันแขนขาคนรึไง”
เจียงหรานคว้าคออวี้ซานเหริน ยกขึ้นแล้วเหวี่ยงไปทางหลี่เทียนซิน
ตอนนี้ หลี่เทียนซินกับชิงอีกำลังร่วมมือสู้ซั่วควงเกอ
แม้ทุ่มกำลังสุดความสามารถ แต่ซั่วควงเกอใช้วิชาแข็งกล้าบวกกับหอกคู่คม ทำให้กระบี่ของหลี่เทียนซินไม่อาจกดดันเหมือนก่อน
หากมิใช่เพราะซั่วควงเกอถูกชิงอีชก และถูกกระบี่ของหลี่เทียนซินฟันสร้างบาดแผลหนักไปก่อน ต่อให้สองคนร่วมมือก็คงไม่ใช่คู่มือ
ทั้งสามสู้กันอย่างดุเดือด ทันใดนั้น เห็นเงาร่างพุ่งเข้ามา ทั้งหมดหันไปมอง ก็พบว่ามีชายขาพิการพุ่งมาใส่
ทั้งคู่ตกใจจนชะงัก กระบี่ที่กำลังฟันถึงกับชะลอ ต้องเปลี่ยนท่าหลบเลี่ยง
เสียง โครม! ดังสนั่น
อวี้ซานเหรินที่เหลือเพียงขาข้างเดียวกระแทกลงพื้น
“นี่มัน…”
หลี่เทียนซินตะลึง แต่เจียงหรานก็พุ่งตามเข้ามาแล้ว ตะโกนว่า
“ชิงอี ถอยไป!!”
ชิงอีไม่ลังเล รีบถอนตัวทันที
หลี่เทียนซินเพิ่งจะรู้ตัว “เจียงหราน…เจ้าคิดจะชิงคนงั้นหรือ!”
เจียงหรานหัวเราะลั่น กระบี่ในมือฟาดฟันเป็นห่าฝนกระบี่โหมกระหน่ำเข้าใส่ซั่วควงเกอ
“ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ พอเก็บสองคนนั้นเสร็จ ข้าจะมาฆ่าเขาเอง!!”
แรกเริ่มเขาไม่ได้รีบร้อนนัก
แต่เจ้าเมืองมาถึงเร็วกว่าที่คาดมากเกินไป
เมื่อเจ้าเมืองผู้นั้นปรากฏตัว ชัยชนะก็ถูกตัดสิน ดังนั้น…ค่าหัวของซั่วควงเกอจะตกเป็นของใคร
เพื่อกันไม่ให้ผิดพลาด เจียงหรานจึงต้องเร่งฆ่าเขาให้จบ!
ซั่วควงเกอโกรธจนแทบคลั่ง
ด้วยวิชาที่ฝึก กำลังภายในยิ่งโหดร้ายดุดันเมื่อโกรธจัด
แต่ตอนนี้เขาบาดเจ็บสาหัส เจียงหรานก็รุกอย่างเอาเป็นเอาตาย
วิชาเก้ากระบี่พุ่งต่อเนื่อง ปราณฟ้าดินก็โหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน
ทุกกระบี่ที่ฟันลง ร่างซั่วควงเกอก็สะท้าน
บาดแผลลึกกลางอกกับท้องยิ่งทะลุเป็นโพรง เลือดไหลรินไม่หยุด
เพียงไม่กี่กระบวนท่า เขาก็ถือหอกไม่ไหว โครม! ร่วงลงพื้น
เจียงหรานไม่รอ กระบี่สะบัดอีกครั้ง เสียงฉัวะ แขนทั้งสองของซั่วควงเกอถูกฟันขาด
จากนั้นเขาคว้าหัวอีกฝ่าย กดไว้แล้วหันไปตะโกนถามเจ้าเมืองชางโจว
“ท่านเจ้าเมือง…หัวคนผู้นี้ มีมูลค่าเท่าไหร่!”
เจียงหรานฟันอวี้ซานเหริน แล้วก็ฟันแขนของซั่วควงเกอขาด ทั้งหมดแม้เล่าเหมือนมีขั้นตอนมากมาย แต่ความจริงกลับรวดเร็วอย่างหาตัวจับยาก
เมื่อชายร่างใหญ่ที่เป็นเจ้าเมืองชางโจวได้สติกลับมา ก็โมโหจนหนวดกระดิก
“เจ้าๆๆ… ไม่เพียงตระหนี่เรื่องสุรา ยังเห็นเงินดีกว่าเรื่องอื่น!!”
“ถ้าเช่นนั้น ท่าน…จะให้หรือไม่ให้”
เจียงหรานเงยหน้ามอง
เจ้าเมืองโบกมืออย่างหัวเสีย
“ให้ๆๆ… เจ้าถือหมายล่าค่าหัว สังหารอาชญากรได้ เหตุใดจะไม่ให้”
พูดจบก็สะบัดแขนสั่งการ
“มาเถอะ! เอาโจรค่ายเฟยอวิ๋นที่ยังเหลืออยู่ มัดไว้ทั้งหมด รอขึ้นศาลลงโทษ! ส่วนคนหรือศพที่เจ้าจับได้ แยกเก็บไว้ต่างหาก”
“พอกลับถึงที่ว่าการแล้ว ค่อยมานับบัญชีอีกครั้ง… แม่งเอ๊ย ทำไมเป็นข้าถึงได้ซวยๆ แบบนี้เพิ่งนั่งเก้าอี้ได้ไม่กี่วัน เงินในคลังเหมือนงอกปีกบินหายหมด!”
เจียงหรานฟังแล้วถึงได้โล่งอกเสียที
ก่อนหน้านี้ระหว่างการต่อสู้ เขาได้กดรับภารกิจจับกุมรองหัวหน้าค่ายเฟยอวิ๋นทั้งหกแล้ว
หากเจ้าเมืองไม่ยอมรับ อย่างมากก็แค่เสียรางวัล
แต่ถ้าระบบนับว่า “ภารกิจล้มเหลว” นั่นสิ ถึงจะความเสียหายครั้งใหญ่
เขาแอบคิด…บางทีควรลองทดสอบภารกิจเล็กๆ ที่ไม่สำคัญ รับมาแต่ไม่ทำ หรือตั้งใจให้คนอื่นทำเสร็จแทน เพื่อดูว่าเมื่อภารกิจล้มเหลวจะเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ
เขาเชื่อว่าความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลวค่อนข้างสูง เพราะอาชญากรที่ถูกหมายหัวมีมาก แต่คนล่าค่าหัวก็มีเยอะ ถ้ามีคนชิงฆ่าไปก่อน นั่นหมายถึงภารกิจตัวเองต้องล้มเหลวแน่นอน
กำลังครุ่นคิดอยู่ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้น
ทุกคนหันไปมอง ก็เห็นชายสวมหน้ากากขาวคนหนึ่ง สะบัดแขนโครมเดียว ส่งชายสวมหน้ากากขาวอีกสองคนปลิวกระแทกใส่คหบดีว่าน
คหบดีว่านครางฮึดฮัดแต่ยืนมั่น ยกมือยันไหล่คนทั้งคู่ไว้ แล้วตวัดตามองชายที่ลงมือ ตวาดเสียงดัง
“หลี่เฟยอวิ๋น ในที่สุดเจ้าก็ยอมเผยตัวแล้ว!!”
“หลี่เฟยอวิ๋น”
“เขาแอบซ่อนอยู่ข้างคหบดีว่านมาตลอดงั้นหรือ”
“ไม่น่าเชื่อ!”
“ถึงว่าทำไมอาหารกับสุราของพวกเราถึงถูกวางยา…”
ส่วนชายสองคนที่โดนฟาดกระเด็น กำลังร้องโหยหวน
หมอกสีขาวพวยพุ่งจากตัวพวกเขา ร่างแห้งเหี่ยวลงต่อหน้าต่อตา
“คัมภีร์กระถางโลหิต!”
หลี่เทียนซินหน้าถมึงทึง ยกกระบี่หมายจะพุ่งไป
เจ้าเมืองคำราม “จับมัน!!”
หลี่เฟยอวิ๋นกวาดตามองรอบๆ ก่อนหัวเราะลั่น แล้วทะยานขึ้นกำแพง หนีออกไปอย่างรวดเร็ว
“ตามไป!!”
เจ้าเมืองสั่งเสียงก้อง เหล่าทหารกับคนที่ยังพอสู้ได้ต่างพากันไล่ตาม
เจียงหรานเหลือบมองหลี่เทียนซิน ก่อนก้าวตามไปเช่นกัน
ผู้ที่อยู่ด้านหลังเริ่มแยกแยะ และชี้ตัวพวกโจรค่ายเฟยอวิ๋นที่ปะปนอยู่ หลังซั่วควงเกอตะโกนเรียกเมื่อครู่ ตัวตนของพวกมันก็ถูกเปิดเผยหมดบางคนพยายามจะกลมกลืนไปกับฝูงชน แต่ก็แค่ดิ้นรนไร้ค่า
หรงเลี่ยถูกทหารประคองไปนั่งพัก หันไปมองทิศที่ชิงอีกับคนอื่นวิ่งตามไป ก่อนขมวดคิ้วแล้วหันไปยิ้มให้คหบดีว่าน
“คหบดีว่าน ช่างซ่อนฝีมือได้มิด…พวกเราต่างคิดว่าท่านไม่มีวรยุทธเสียอีก”
คหบดีว่านหัวเราะเบาๆ “สถานการณ์ค่ายเฟยอวิ๋นร้ายแรง ข้าตัวอ้วนท้วนเกรงว่าจะถ่วงเพื่อนพ้อง เลยเรียนวิชาไว้ติดตัวนิดหน่อย…แค่ผิวเผิน จะไปเทียบประมุขหรงได้อย่างไร”
เขาพูดพลางเช็ดเหงื่อ
“ประมุขหรง…วันนี้ข้าต้อนรับได้ไม่ทั่วถึงจริง ๆไม่คิดว่ามีเรื่องพลิกผันมากมาย วันหลังข้าจะเชิญทุกท่านมาดื่มเลี้ยงใหม่…ตอนนี้ข้าขอตัวไปพักก่อน ต้องขออภัย”
ทุกคนฟังแล้วก็ไม่ว่าอะไร คนอย่างคหบดีว่านที่กินดีอยู่ดี คงทนภาพเลือดสาดไม่ไหวอยู่แล้ว
ในงานวันนี้ เกิดการต่อสู้เลือดสาดเกินคาดทั้งฟันแขน ฟันขาหรือใช้กรงเล็บควักเส้นเอ็น ฉีกคอหอย
สำหรับคหบดีว่านแล้ว ภาพเหล่านี้คงน่าขยะแขยงจนคงกินข้าวไม่ลง
เขายิ้มๆ ไม่โต้ตอบ แล้วเดินกลับเรือนหลังไปพร้อมข้ารับใช้สวมหน้ากากขาว
เดินไปได้สักพัก แผ่นหลังของเขาก็ยืดตรงขึ้น
ท่าทีเศรษฐีผู้สุขสบายหายวับไปหมด
แววตาแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย กวาดมองรอบๆ ก่อนเอ่ยเสียงเย็น
“เขาคงถ่วงเวลาได้ไม่นาน เราแยกกันไปเถอะ”
“เรื่องของเราถือว่าสะสางกันแล้ว”
หนึ่งในหน้ากากขาวเอ่ย เสียงแข็งดุจเหล็กกระทบกัน
“ตกลง”
คหบดีว่านพยักหน้าหนักแน่น
หน้ากากขาวคนนั้นเหลือบตามองเขา ลากเสียงต่ำ
“หนี้ของเจ้า ข้าจะคิดบัญชีทีหลัง…หลี่เฟยอวิ๋น เราคงได้พบกันอีก!”
พูดจบก็กวักมือเรียกผู้ติดตามสามคน พากันหายวับไป
อีกคนหนึ่งถอดหน้ากาก เผยให้เห็นใบหน้าแข็งกร้าว
หากเจียงหรานหรือเยี่ยจิงชวงอยู่ตรงนี้คงจะจำได้ทันที
นี่คือเกิ่งจ้าวซิง หัวหน้าผู้คุ้มกันที่เคยพบกันหน้าโรงน้ำชา
เกิ่งจ้าวซิงยื่นหน้ากากให้หลี่เฟยอวิ๋น แล้วรับชุดหรูหรามีอัญมณีจากเขามาสวมแทน
ทั้งคู่เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เตรียมจะแยกย้าย
แต่แล้วหลี่เฟยอวิ๋นก็ชะงักงัน หันไปมองตรงหัวมุมระเบียง
ที่นั่น มีชายชราสวมเสื้อป่านนั่งยองอยู่บนแท่นหินคาบพู่กันในปากก่อนเขียนลายเส้นพลางพึมพำ
“วันที่สิบห้าเดือนเจ็ด ในคฤหาสน์ตระกูลว่าน ศพว่านฮูหยินถูกแขวนไว้บนขื่อ ยังไม่พบศพคหบดีว่าน แต่เจอศพไร้หน้าอยู่หนึ่งร่าง”
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่เฟยอวิ๋น
“ท่านหลี่มาถึงคฤหาสน์ตระกูลว่านตั้งแต่เมื่อใด บอกแก่ข้าไว้ให้จดหน่อยจะได้หรือไม่”
หลี่เฟยอวิ๋นจ้องมองต้าเซียนเซิงที่ถือพู่กันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแย้มยิ้ม
“ถ้าท่านอยากรู้ ข้าย่อมไม่ปิดบัง เพียงแต่…เวลานี้ยังไม่เหมาะสม ขออภัยเถิด”
พูดจบก็ก้าวออก หมายจะจากไป แต่ต้าเซียนเซิงเหยียดแขนขวางไว้
หลี่เฟยอวิ๋นเหลียวตามอง แววตาเรืองขึ้นเล็กน้อย
“ได้ยินว่า…ท่านไม่เคยขวางทางผู้ใด”
“ไม่ใช่ข้าจะขวาง”
ต้าเซียนเซิงเอียงหน้าไปทางด้านหลังของเขา และเกิ่งจ้าวซิง
“แต่เป็น…เขา”
หัวใจหลี่เฟยอวิ๋นเต้นวูบ เขาหันขวับไปมอง
เพียงเห็นชาวยุทธคนหนึ่ง มือขวาวางบนกระบี่ มองเขาด้วยสายตาเยือกเย็น
“เฉิงจี๋ม่ออยู่ที่ไหน”