ห้าสำนักกระบี่

ตอนที่ 72 ห้าสำนักกระบี่



แน่นอนว่าคืนนี้ผ่านไปได้อย่างสงบ ถือเป็นเรื่องดีไม่น้อย



เพียงแต่เมื่อนึกถึงเสียงลมหายใจของอาหวังขึ้นมาในห้วงคืน ก็อดแปลกใจอยู่ในใจไม่ได้ ชายผู้นั้นส่วนมากคงมีวรยุทธ์ติดกาย เพียงแต่ไม่รู้จะใช้ยังไงเท่านั้นเอง



เรื่องนี้ทำให้เจียงหรานนึกถึงตัวเองเมื่อครั้งก่อน แต่ทว่า...เหตุการณ์แบบนี้จะมีซ้ำอีกสักกี่คนกันเล่า



หรือไม่ก็อาหวังจงใจปิดบังฝีมือไว้เอง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ไม่จำเป็นต้องไปเปิดโปงให้เป็นศัตรู



หากยอดฝีมือผู้หนึ่งเลือกซ่อนตัวในโรงเตี๊ยมกลางป่าร้าง ยอมเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมย่อมต้องมีเหตุจำเป็นบางอย่าง การไปสอดรู้สอดเห็นกลับจะเป็นภัยเปล่า



คิดได้ดังนี้ เจียงหรานก็โยนเรื่องนี้ทิ้งไป



แล้วกลับมารู้ตัวอีกทีว่าคณะของตนเริ่มใหญ่ขึ้นทุกที



เดิมทีมีเพียงเขากับเยี่ยจิงซวง อย่างมากก็เพิ่มหลี่เทียนซินอีกคน



แต่บัดนี้กลับมีจางจื้อฮั่วที่ตามมาด้วยตัวเอง ระหว่างทางยังได้หลัวชิงอีเข้ามาอีก



สุดท้ายยังมีม่อถิงเซิงที่ถูกจับเป็นเชลย รวมกันแล้วจากสองคนกลายเป็นหก



มีทั้งชายหญิง แถมยังมีนักโทษอีกหนึ่ง พวกเขาเริ่มดูเหมือนกองคาราวานย่อมๆ เสียแล้ว



เจียงหรานเหลือบมองไปข้างหน้า เห็นจางจื้อฮั่วขี่ม้าเคียงคู่เยี่ยจิงซวงอยู่ด้านหน้า



ขณะเดียวกัน หลัวชิงอีก็ประคองม่อถิงเซิงไว้บนหลังม้า สายตากวาดไปรอบทางไม่หยุด



ส่วนหลี่เทียนซินนั้นกลับทำหน้าเย็นชาใส่ทุกคน แม้แต่ม้าของเขายังแหงนจมูกใส่ฟ้าอย่างหยิ่งผยอง



ทว่าไม่นานเจียงหรานก็สังเกตได้ว่าหลี่เทียนซินไม่ได้รังเกียจทุกคนกับเยี่ยจิงซวงหรือจางจื้อฮั่วเขายังพูดจากันได้ตามมารยาท



แต่พอหันมาทางเขา กลับทำสีหน้าราวกับเห็นศัตรูเก่าก็มิปาน



เจียงหรานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อคืนเขากับเยี่ยจิงซวงก็แค่พักในห้องเดียวกันเฉยๆ จะไปทำอะไรให้หลี่เทียนซินโกรธได้อย่างไร



สุดท้ายก็ได้แต่สรุปเองในใจว่า “ดูท่าจะป่วยอยู่สักหน่อย”



ทางข้างหน้าเปียกแฉะหลังฝนตก ม้าเดินยากนัก



ทุกคนจึงต้องลดความเร็วลง



ระหว่างนั้นเจียงหรานก็ถามเยี่ยจิงซวงว่า



“ใกล้ๆ กับคฤหาสน์เฟิงหงมีขุมกำลังใดอยู่บ้างๆ”



เยี่ยจิงซวงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ



“สำนักพันธาราถือเป็นหนึ่งในนั้น และยังมีอีกหลายสำนักเล็กๆ แต่ไม่มีใครสู้กับสำนักพันธาราได้ ส่วนใหญ่มักแค่โอนอ่อนตามกระแส”



“นอกจากนี้ ยังมีสำนักหนึ่งในบรรดาห้าสำนักกระบี่ สำนักกระบี่อวิ๋นซาน”



“ห้าสำนักกระบี่หรือ” เจียงหรานหัวเราะเบาๆ



“ข้าเคยได้ยินอยู่บ้าง เช่น สำนักกระบี่หลิวหยุน สำนักกระบี่เพลิงตะวัน ตอนนี้เจ้ากล่าวเพิ่มมาอีกหนึ่ง สำนักกระบี่อวิ๋นซาน อีกสองสำนักที่เหลือล่ะ มีชื่อว่าอะไร”



เยี่ยจิงซวงตอบอย่างไม่ลังเล



“อีกสองคือ สำนักกระบี่สนคราม และสำนักกระบี่สุ่ยเยว่ แต่ทั้งสองอยู่ห่างจากที่นี่มากนัก คงมาไม่ทันภายในระยะนี้ ส่วนสำนักกระบี่หลิวหยุนอยู่ทางใต้หลายร้อยลี้ เช่นเดียวกันคงมาช่วยไม่ทัน”



นางถอนหายใจเบาๆ



“จริงๆ แล้วท่านพ่อเคยตั้งใจจะให้ข้าเข้าศึกษาที่สำนักกระบี่อวิ๋นซาน หวังว่าจะได้มีสายสัมพันธ์กับพวกเขาไว้คอยพึ่งพาในยามคับขัน”



“แต่เจ้าสำนักในตอนนั้นคือ ‘กู่หยุน’ ท่านนั้นมีแผนของตนเอง จึงปฏิเสธเสีย”



“ที่แท้ก็เป็นพวกเขาที่ปิดประตูรับศิษย์เองสินะ” เจียงหรานยิ้ม



“ปัดเพชรดีๆ ออกจากประตู ย่อมเป็นการสูญเสียของพวกเขาเอง”



เยี่ยจิงซวงหัวเราะเบา ๆ “เจ้าก็พูดเกินไป ข้าไม่ใช่เพชรอะไรหรอก”



“อย่าดูแคลนตัวเองนัก” เจียงหรานตอบ



“ฝีมือกระบี่ของเจ้า ทั้งภายในและภายนอก ล้วนมั่นคงไม่แพ้ใคร ในวัยเท่านี้ มีพลังถึงเพียงนี้ ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว”



นางหันมามองเขาแวบหนึ่ง



“ท่านพูดเหมือนคนแก่เลยนะ ตัวท่านเองก็อายุเท่าข้านี่”



เจียงหรานถึงกับพูดไม่ออก จะบอกว่า ‘ข้ามีระบบช่วย’ ก็คงไม่ได้



เยี่ยจิงซวงหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดต่อ



“สำนักกระบี่อวิ๋นซานนั้นเก่าแก่ยิ่ง ภายในภูเขามีสี่ยอดเขาคือ ยอดเขากู่หยุน ยอดเขาหั่นไห่ ยอดเขาต้าเชียน และยอดเขาไป่มู่ แต่ละยอดต่างมีวิชากระบี่เฉพาะของตน และสี่สายนี้เรียกรวมกันว่าสำนักกระบี่อวิ๋นซาน”



“โดยเฉพาะยอดเขากู่หยุน เป็นยอดเขาหลัก ทุกเจ้าสำนักของสำนักกระบี่อวิ๋นซาน ล้วนสืบทอดจากที่นั่น และผู้ที่ได้เป็นเจ้าสำนักจะถูกเรียกว่า ‘กู่หยุนจื่อ’”



“ทุกห้าปีจะมีงานชุมนุมใหญ่ของห้าสำนักกระบี่ เรียกว่า ‘การประลองกระบี่ห้าสำนัก’ แรกเริ่มเป็นเพียงการประลองระหว่างลูกศิษย์สำนักกระบี่ทั้งห้าในยุทธภพ”



“แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งจัด ยิ่งใหญ่ขึ้น จนบัดนี้กลายเป็นงานใหญ่ของวงการยุทธ์ไปแล้ว”



นางหยุดหายใจสั้น ๆ ก่อนกล่าวต่อ



“สามปีก่อน ข้าตามอาจารย์ไปร่วมงานนี้ ได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อย”



“เจ้ากับสื่อเมี่ยวรู้จักกันที่นั่นหรือ” เจียงหรานถาม



“ไม่ใช่หรอก” เยี่ยจิงซวงส่ายหน้า



“จริงๆ แล้วสำนักกระบี่เพลิงตะวันกับสำนักกระบี่หลิวหยุนสนิทกันมาก อาจารย์ของนางกับอาจารย์ของข้าเป็นสหายเก่าที่สนิทยิ่ง พวกเราจึงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ช่วงหลังนางกักตัวเข้าสมาธิฝึกกระบี่ สามปีนี้ถึงไม่ได้พบกัน ดูเหมือนนางจะเพิ่งลงเขามาได้ไม่นานมานี้เอง”



“เข้าสมาธิฝึกกระบี่” เจียงหรานเลิกคิ้ว “หมายถึงเข้าสู่... ‘แดนกระบี่’ ใช่มั้ย”



เสียงของหลี่เทียนซินแทรกขึ้นมาทันที



“เจ้ามันไม่รู้อะไรเลย! แดนกระบี่ คือขอบเขตแห่งผู้ฝึกกระบี่ เมื่อเข้าสู่ขั้นนั้น วิชากระบี่จะก้าวกระโดดขึ้นอีกระดับหนึ่ง”



“แต่การเข้าสู่แดนกระบี่ นั้นยากยิ่ง ต้องอาศัยการสะสมพื้นฐานลึกซึ้ง”



“หากใครสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตนี้ก่อนอายุสี่สิบ วันหน้าอาจกลายเป็นเซียนกระบี่ระดับตำนาน แต่นางยังไม่ถึงยี่สิบปี จะเข้าสู่แดนกระบี่ได้อย่างไรกัน”



เยี่ยจิงซวงตอบเรียบๆ



“ก็เพราะวิชากระบี่ที่นางฝึก ไม่เหมือนใครในใต้หล้า”



เจียงหรานพยักหน้าเข้าใจ



ถึงว่าทำไมสือเมี่ยวถึงเยือกเย็นนัก นั่นคงเป็นผลของการฝึกวิชาเฉพาะ



เยี่ยจิงซวงก็พยักหน้า



“จริงอย่างที่ว่ามา…นางผู้นั้นเป็นดั่งกระบี่ ทั้งคนทั้งใจล้วนเหมือนคมกระบี่ นางไม่รู้จักหลบเลี่ยง ต้องมีคนคอยเตือน คอยชี้ทางให้เลี่ยงหลบบ้าง ดั่งผู้ถือกระบี่ คอยกำหนดท่วงท่าฟันแทง”



“เหมือนครั้งที่ท่านกับนางร่วมกันไปตามหาสำนักจั๋วเต๋า หากเป็นตามนิสัยเดิมของนาง เมื่อตามรอยเจอ คงพุ่งเข้าไปฟันไม่ยั้ง”



“จะฆ่าคนทั้งสำนักหรือสิ้นชีพในที่นั้นก็ไม่อาจรู้ แต่เพราะท่านคอยอยู่ข้าง ๆ นางจึงมีทางเลือกอื่น ไม่ถูกอารมณ์ผลักให้บ้าคลั่งจนสิ้นสติ”



เจียงหรานหัวเราะเบา ๆ “งั้นนางก็ยังพอฟังคนอื่นบ้างสิ”



เยี่ยจิงซวงส่ายหน้า



“ก็ไม่ถึงกับนั้น…ผู้ที่จะเป็น ‘ผู้ถือกระบี่’ ให้กับนาง ต้องมีวรยุทธ์เหนือกว่า ต้องทำให้นางศรัทธาโดยแท้ มิฉะนั้นต่อให้เป็นกระบี่วิเศษ ก็อาจย้อนมาฟันเจ้าของได้”



เจียงหรานฟังแล้วก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้



คำพูดนี้ทำให้นึกไปว่าสือเมี่ยวไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นกระบี่จริงๆ เสียมากกว่า



หัวข้อสนทนาค่อย ๆ เบนจากเรื่องห้าสำนักกระบี่ มาสู่ตัวสือเมี่ยวโดยไม่รู้ตัว



จนกระทั่งเสียงของหลี่เทียนซินดังขึ้นข้างๆ



“พูดถึงเรื่องนี้ ข้าจำได้ว่าสำนักกระบี่หลิวหยุนกับสำนักกระบี่อวิ๋นซาน เหมือนจะไม่ลงรอยกันใช่หรือไม่”



เยี่ยจิงซวงพยักหน้าเบา ๆ “ท่านหลี่เห็นจะรู้กว้างจริง เพราะชื่อของทั้งสองสำนัก ต่างมีคำว่า ‘เมฆ’ อยู่ด้วย จึงมักมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอ”



“แต่ส่วนมากก็เกิดขึ้นในงานประลองห้าสำนักกระบี่ พ้นจากนั้น แม้จะไม่ค่อยชอบใจกันนัก หากอยู่ในยุทธภพภายใต้ชื่อ ‘ห้าสำนักกระบี่’ ก็ยังต้องพออาศัยเกื้อหนุนกันบ้าง”



เจียงหรานนึกถึงสิ่งที่หลี่เทียนซินเคยพูดไว้ว่า ในยุทธภพแห่งแผ่นดินทองแห่งแคว้นจินฉานนั้น มีลำดับเรียกว่า



‘หนึ่งสำนักฟ้า สองหอ ห้าสำนักกระบี่ เจ็ดสำนักใหญ่ สิบสามพรรค’



บัดนี้ได้เห็นกับตา ก็รู้แล้วว่า “ห้าสำนักกระบี่” ที่ว่า หมายถึงสิ่งใด



เขายังคิดจะถามต่อว่าสำนักกระบี่อวิ๋นซานจะมาปรากฏในงานชุมนุมคฤหาสน์เฟิงหงหรือไม่ ก็พลันได้ยินเสียงแผ่วเบาแต่ถี่ยิบดังขึ้นจากเบื้องหน้า



เสียงโลหะกระทบกันต่อเนื่องไม่ขาดสาย



เจียงหรานเงยหน้าขึ้นทันที



เสียงนั้นแม้อยู่ห่างออกไปมาก แต่หูของเขาได้ยินชัดเจน ตรงข้ามกับคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ยินแม้แต่น้อย



เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า



“ข้างหน้ามีคนต่อสู้กัน พวกเรารีบไปดูเถิด”



เยี่ยจิงซวงไม่สงสัย รีบขยับเท้าบังคับม้าออกไปก่อน



หลี่เทียนซินกับหลัวชิงอีก็เร่งตาม ส่วนจางจื้อฮั่วทำหน้างง “ข้าไม่ได้ยินอะไรเลยสักนิด…”



แต่เมื่อเห็นคนอื่นล้วนควบม้าออกไป ก็ร้องขึ้น “เดี๋ยว! รอข้าด้วยสิ!”



ขณะนั้นเอง เบื้องหลังมีเงาคนเจ็ดแปดคนโผล่ตามออกมา



เสียงหนึ่งดังขึ้น “ไม่ดี พวกเขากำลังจะหนี!”



อีกคนตอบ “รีบตามไป! ดูท่าพวกนั้นก็หมายตากระบี่ทองมลายเหมือนกัน คนพวกนี้ฝีมือไม่ธรรมดา หากเราตามไปเงียบๆ บางทีอาจได้ส่วนแบ่งด้วย!”



คนทั้งกลุ่มบางคนรู้จักกัน บางคนไม่ แต่ต่างก็พุ่งตามรอยไปทางเดียวกัน



ไม่นานนัก เจียงหรานกับพวกก็มาถึงที่หมาย



และครานี้เสียงกระบี่ปะทะดังชัดเจนในหูของทุกคน พวกเขาเร่งม้าเข้าไปใกล้ เห็นบนเส้นทางภูเขา มีสองเงาคนกำลังพุ่งไล่ตวัดกระบี่ใส่กันอย่างรวดเร็ว แสงกระบี่ตัดอากาศเป็นสายพาดไปทั่วฟ้า



สองข้างทางกลับมีผู้คนอีกสองกลุ่มยืนมองหน้ากันอย่างตึงเครียด



เยี่ยจิงซวงมองเพียงครู่เดียวก็ตกใจ



“นั่นมันศิษย์พี่ศิษย์น้องสำนักกระบี่หลิวหยุนของข้า!”



เจียงหรานชะงัก มองไปชัดๆ เห็นทั้งสองฝ่ายล้วนสวมชุดขาว



แต่แขนเสื้อของฝ่ายหนึ่งปักเป็นลายเมฆ ส่วนอีกฝ่ายปักเป็นลายภูเขา



สำนักกระบี่หลิวหยุน กับสำนักกระบี่อวิ๋นซาน…



พูดถึงได้ไม่นาน ก็เจอตัวกันจริง ๆ



กลางลานนั้น สองยอดฝีมือรบกันดุเดือด



คนหนึ่งวาดกระบี่รวดเร็วพลิ้วไหวราวสายลม อีกฝ่ายกลับหนักแน่นมั่นคงทุกกระบวน



กระบี่ของเขาแต่ละดอกเหมือนแบกน้ำหนักพันชั่ง แต่กลับสกัดคู่ต่อสู้ได้ทุกครั้ง



“ศิษย์พี่หวง!” เยี่ยจิงซวงอุทานเสียงดัง



ทั้งสองคนที่ต่อสู้อยู่หันกลับมาพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียง มือทั้งคู่ขยับแทบจะในเวลาเดียวกัน เกิดเสียงกระบี่ปะทะดังสนั่น พลังปราณกระจายไปทั่ว



ร่างของทั้งสองแยกออกยืนคนละฝั่ง



ฝ่ายหนึ่งหัวเราะขึ้น “หวงเซวียน! สามปีไม่เจอกัน กระบี่ของเจ้าดูฝืดชะมัด!”



อีกฝ่ายตอบด้วยเสียงเรียบ “วิชากระบี่พันภูผา หาใช่กระบวนท่าหนักทื่ออย่างที่เจ้าคิด”



“ผู้ที่ถือคมต้องเข้าใจว่าหนักคือเบา จึงจะเข้าถึงแก่นแท้ สามปีก่อนเจ้าทำได้เพียงลอกท่ามาใช้ วันนี้ยังเป็นเช่นเดิม หลิงปู้อี้…เจ้าพูดว่าข้าถอยหลัง แต่ข้าว่าเจ้าสิ ยังไม่พัฒนาไปจากเมื่อแปดปีก่อนเลย”



คำพูดนั้นทำให้หลิงปู้อี้หน้าแดงก่ำ



“พูดเหลวไหล!”



“อยากเถียงก็มา!”



“เจ้าคิดว่าข้ายังเป็นเด็กหรือ”



“อย่างน้อยข้าก็แก่กว่าเจ้า!”



“งั้นเจ้าก็ตายก่อนสิ!”



“แล้วใครจะเฝ้าศพเจ้า!”



“ดี! มาดูกันเถอะ!”



“มาเลย ใครกลัวกัน!”



เจียงหรานยืนฟังถึงกับอยากหัวเราะ



สองยอดฝีมือที่ควรจะสง่างามราวภูผาใหญ่ กลับทะเลาะกันเหมือนเด็กเจ็ดขวบ



เขาหันไปมองเยี่ยจิงซวง เห็นนางเอามือกุมหน้า ถอนหายใจ



“ศิษย์พี่หวงกับหลิงปู้อี้ไม่ถูกกันมาตั้งแต่เด็ก เรื่องเล็กแค่ขนไก่ยังทะเลาะได้เป็นวันๆ ชกต่อยกันครึ่งค่อนเดือนก็มี ข้าเห็นจนชินแล้ว”



เจียงหรานได้ฟังถึงกับหมดคำพูด



ขณะเดียวกัน ศิษย์สำนักกระบี่หลิวหยุนที่อยู่ด้านข้างก็กรูกันมาหาเยี่ยจิงซวง



“ศิษย์น้องเยี่ย! เจ้าปลอดภัยจริงหรือ!”



“ตอนนั้นเราได้ข่าวร้าย นึกว่าเจ้าถูกฆ่าไปแล้ว!”



“เจ้าเปลี่ยนไปมาก ผอมไปเยอะเลยนะศิษย์น้อง…”



“แล้วพวกนั้นคือใครกันล่ะ เพื่อนของเจ้าหรือ”



กลุ่มศิษย์หนุ่มสาวเอะอะกันใหญ่ ทั้งคนวัยสามสิบและเด็กหนุ่มวัยสิบห้าก็มี ต่างพากันรายล้อมเยี่ยจิงซวงจนแน่นขนัด



หลี่เทียนซินถึงกับถอยไปสองก้าว กุมขมับอย่างปวดหัว



ส่วนจางจื้อฮั่วกลับมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น



ขณะนั้นเอง เสียงกระบี่ปะทะดังขึ้นอีก หวงเซวียนกับหลิงปู้อี้กลับเข้าปะทะกันอีกครั้ง!



ศิษย์สำนักกระบี่หลิวหยุนต่างพากันมองขึ้น



เด็กสาวคนหนึ่งพูดงอแง “ศิษย์พี่หวงยังจะสู้ต่ออีกหรือ! ข้าหิวแล้วนะ!”



อีกคนตอบ “ใช่สิ จะสู้กันถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย!”



มีคนบ่น “ใครก็ได้ไปห้ามหน่อยเถอะ!”



อีกคนพูดต่อ “ห้ามได้ที่ไหน ศิษย์พี่หวงฝีมือสูงขนาดที่แม้อาจารย์ยังเอาชนะในร้อยกระบวนไม่ได้เลย”



“งั้นฝ่ายโน้นล่ะ หยุดเขาได้มั้ย”



“คงไม่ได้เหมือนกัน เถอะ ถ้าใครห้ามได้คงห้ามไปนานแล้ว…”



พลันมีเสียงร้องขึ้น “ไม่ดีแล้ว! พวกเขากำลังเอาจริง!”



ทั้งสองสำนักมีเรื่องค้างคามานาน ศิษย์ที่เจอกันย่อมไม่ยอมลดราวาศอก



แต่ครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างโกรธจริง พลังทั้งคู่เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ



เยี่ยจิงซวงขมวดคิ้ว มองกระบี่สองเล่มที่ปะทะกันไม่หยุด



แม้ตนจะมีกระบี่ฝีมือสูง แต่การจะเข้าไปหยุดกลางศึกเช่นนี้ก็ยากจะทำได้



นางหันไปทางเจียงหรานด้วยแววตากังวล



“พี่เจียง…ช่วยสอดมือสักหน่อยเถิด”



ศิษย์สำนักกระบี่หลิวหยุนที่อยู่รอบข้างต่างอึ้ง



พวกเขามองชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้อย่างไม่ค่อยเชื่อว่ามีฝีมือถึงขั้นนั้น



เจียงหรานครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ได้”



เหล่าศิษย์ได้แต่กลืนคำคัดค้านกลับลงคอ



เมื่อเยี่ยจิงซวงเป็นฝ่ายเอ่ยขอ ชายหนุ่มก็รับคำด้วยความมั่นใจ พวกเขาจะว่าอะไรได้อีก



ร่างของเจียงหรานขยับเลือนหายไปต่อหน้าทุกคน



เพียงชั่วพริบตา เขาก็ไปยืนอยู่กลางระหว่างหวงเซวียนกับหลิงปู้อี้



หวงเซวียนเห็นเงาเคลื่อนไหวพลันสะดุ้งในใจ



“นี่มัน…เก้าก้าวสวรรค์!”




ตอนก่อน

จบบทที่ ห้าสำนักกระบี่

ตอนถัดไป